AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: V

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter

Albus Potter and Scorpius Malfoy

อ่านตอนก่อนหน้าได้ตามนี้ค่ะ

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

 

V

 
หลังจากที่สกอร์เปียสกินอาหารเช้าและเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นเสื้อไหมพรมกับกางเกงยีนส์เรียบร้อย และกำลังเริ่มสำรวจชั้นหนังสือของเจ้าของห้อง อัลบัสก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมหีบไม้ใบใหญ่ลอยตามหลัง ชายหนุ่มโบกไม้กายสิทธิ์วางหีบใบนั้นลงบนรถเข็นซึ่งมีหีบไม้อีกใบวางไว้อยู่แล้ว ก่อนจะหันมาพูดกับเด็กหนุ่มอย่างเร่งรีบว่า

 

“โทษทีนะ ฉันควรจะอธิบายให้นายเข้าใจก่อน แต่ไม่มีเวลาแล้ว” อัลบัสล้วงเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม ชูขึ้นให้สกอร์เปียสเห็น มันคือเปลือกหอยสีขาวขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ

 

“กุญแจนำทาง แตะมันเร็วเข้า ใกล้จะได้เวลาแล้ว”

 

“เดี๋ยว เราจะไปไหน…”

 

“ไว้ฉันจะอธิบายให้ฟังทีหลัง เร็วเข้า”

 

ขณะที่ชายหนุ่มพูดเร่งอยู่นั้น เปลือกหอยก็เริ่มเปล่งแสง สกอร์เปียสที่ยังคงลังเลอยู่ เห็นแบบนั้นก็รีบเอื้อมมือแตะมันทันที

 

ความรู้สึกเหมือนถูกกระชาก ร่างทั้งร่างลอยขึ้นเหนือพื้น นิ้วที่แตะอยู่กับเปลือกหอยนั้นติดแน่นราวกับมีแม่เหล็กดูดเขาไว้ ร่างของเขาเหวี่ยงไปมาราวกับกำลังพุ่งผ่านลมกรรโชก ขณะที่สกอร์เปียสเริ่มรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา มันก็สิ้นสุดลง เด็กหนุ่มพบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนพื้นทรายสีขาว อัลบัสยืนอยู่ข้าง ๆ เขา มือหนึ่งถือเปลือกหอยไว้ อีกมือจับรถเข็นสัมภาระ เมื่อยันตัวเองลุกขึ้นยืนได้ สกอร์เปียสก็มองไปรอบ ๆ พวกเขาอยู่ที่หาดทรายแห่งหนึ่ง ซึ่งทอดยาว มองออกไปจากฝั่งก็เห็นผืนน้ำสีฟ้าใสกระจ่างแผ่ไพศาลสุดสายตา รอบด้านมีเพียงเสียงคลื่นซัดสาด และเสียงลมทะเลปะทะกับต้นมะพร้าวและต้นปาล์ม ไม่มีวี่แววสิ่งมีชีวิตใดนอกจากพวกเขาสองคน

 

สกอร์เปียสมองหน้าอัลบัสอย่างมีคำถาม แต่อัลบัสไม่สนใจเขา ชายหนุ่มกำลังมองขึ้นไปยังฝั่งซึ่งปกคลุมด้วยต้นไม้ ราวกับมองหาอะไรบางอย่าง

 

ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังต้นมะพร้าว หญิงสาวผิวแทนเดินตัดชายหาดตรงมายังพวกเขา ร่างผอมบางสวมเสื้อผ้าฝ้ายบางเบาสีขาวกับกระโปรงยาวลายดอกไม้สีชมพูสดใส ผมสีน้ำตาลเข้มของเธอหยักศกยาวถึงเอว ดวงตาสีคาราเมลมองพวกเขาอย่างเป็นมิตรขณะแย้มรอยยิ้มกว้าง พลางจับชายกระโปรงย่อตัวลงอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยว่า

 

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออันนาค่ะ เป็นพนักงานต้อนรับของรีสอร์ต พวกคุณคงเป็นอัลบัสกับสกอร์เปียส พอตเตอร์”

 

สกอร์เปียสเลิกคิ้วให้กับคำเรียกของหญิงสาว สกอร์เปียส พอตเตอร์ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม อัลบัสก็รีบพูดขึ้นมาก่อน

 

“ใช่ครับ พวกเราจองบ้านพักสำหรับเจ็ดวันไว้”
ชายหนุ่มส่งเปลือกหอยที่เป็นกุญแจนำทางให้เธอ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบม้วนกระดาษสีน้ำตาลซึ่งเป็นเอกสารยืนยันการสำรองที่พักออกมายื่นให้หญิงสาวตรวจสอบ เธอรับม้วนกระดาษไปเปิดดู ก่อนจะยิ้มหวาน แล้วบอกพวกเขาว่า

 

“ยินดีต้อนรับสู่รีสอร์ตแสงจันทร์ต้องมนตร์ของเรา กรุณาตามฉันมาค่ะ ฉันจะพาพวกคุณไปดูบ้านพัก”

 

เธอโบกไม้กายสิทธิ์หนึ่งครั้ง หีบและรถเข็นข้างตัวอัลบัสลอยขึ้นตามหลังหญิงสาวขณะที่เธอเดินนำพวกเขาไปกลับเข้าไปยังดงต้นไม้ ทั้งสามเดินผ่านป่าโปร่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะโผล่ออกมายังหาดทรายโล่งกว้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านสองชั้นก่อจากหินสีขาว ที่ข้างตัวบ้านมีบ่อน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร หินไร้เหลี่ยมขนาดกำปั้นวางล้อมรอบขอบบ่อ น้ำใสจนเห็นก้นบึงซึ่งเต็มไปด้วยหินหลากสีสัน

 

อันนาล้วงกุญแจออกมาไขประตูไม้สีเข้ม ก่อนจะเปิดประตูกว้าง ผายมือเชิญทั้งสองเข้าไปด้านใน

 

สกอร์เปียสเดินตามอัลบัสเข้าไปด้านใน ชั้นหนึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างขวางและไร้กำแพงกั้นห้อง พื้นปูด้วยไม้ปาเก้มันวับ บนผนังหินสีขาวประดับด้วยปลาดาวและปะการังปลอมอันเล็ก ๆ น่ารัก ด้านขวาของห้องมีบันไดไม้ทอดยาวไปสู่ชั้นสอง ด้านซ้ายของห้องจัดวางตู้เก็บอาหาร เคาท์เตอร์ไม้สำหรับทำครัว โต๊ะไม้กับเก้าอี้สี่ตัวสำหรับทานอาหาร บนโต๊ะมีแก้วแชมเปญสองใบบรรจุเครื่องดื่มสีอำพันวางรอท่าอยู่ ถัดจากครัวมีเตาผิงก่ออิฐสะอาดเอี่ยมพร้อมกองไม้ฟืนผ่าเรียบร้อยกองใหญ่ เมื่อมองขึ้นไปยังเพดานจะเห็นตาข่ายจับปลาห้อยระย้าลงมา ตะเกียงอันเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งแขวนอยู่ตามตาข่าย เว้นระยะห่างกระจายไปทั่วห้อง เปล่งแสงสีนวลสบายตา ใจกลางห้องปูด้วยพรมสีฟ้าน้ำทะเลผืนใหญ่ ทับด้วยโซฟายาวที่สามารถปรับให้เป็นเตียงนอนได้กับหมอนสี่ใบเข้าชุดกัน โซฟาหันออกไปยังหน้าต่างและประตูกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดาน มองออกไปเห็นพื้นที่เปิดโล่งด้านหลัง ซึ่งมีชุดโต๊ะกับเก้าอี้ไม้ และเตาย่างบาร์บิคิว ที่ต้นมะพร้าวคู่หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวบ้านที่สุด ผูกด้วยเปลญวน หมอนสองใบวางอยู่บนเปล ดูน่าเอนหลังนอนพัก ถัดออกไปเป็นป่ามะพร้าวกับปาล์ม เห็นวี่แววของหาดทรายขาวและทะเลสีครามอยู่ลิบตา

 

ขณะที่สกอร์เปียสกำลังชื่นชมที่พัก อันนาก็ส่งกุญแจเงินของบ้านพักให้กับอัลบัส บอกเขาว่าหากต้องการอะไรเพิ่มสามารถเรียกชื่อเธอได้ ก่อนจะอวยพร

 

“หวังว่าพวกคุณจะมีความสุขกับการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ค่ะ”

 

เธอยิ้มหวานให้ทั้งสอง ก่อนจะจากไปพร้อมปิดประตูบ้านตามหลัง ทิ้งให้สกอร์เปียสยืนนิ่งหน้าตาตื่นกับคำอวยพรนั้น อัลบัสเห็นสีหน้าแบบนั้นของเด็กหนุ่มก็หลุดขำออกมาก่อนจะอธิบายว่า

 

“ฉันกับภรรยาจองบ้านหลังนี้ไว้สำหรับฮันนีมูนน่ะ ภรรยาของฉันชื่อ สกอร์เปียส นามสกุลเดิมคือ มัลฟอย เหมือนกับนายเลย แถมหน้าตายังเหมือนกันมาด้วย เพียงแต่ภรรยาของฉันเป็นผู้หญิง”

 

สกอร์เปียสหวนนึกถึงรูปถ่ายที่เขาเห็นในห้องนั้น เด็กผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายเขาในภาพก็คือ ภรรยาของชายหนุ่มตรงหน้าเขาสินะ แต่ทำไมถึงมีผู้หญิงหน้าตาและชื่อเหมือนเขา แถมมีครอบครัวเหมือนกับเขา แล้วยังมีชายหนุ่มตรงหน้าที่คล้ายอัลบัสเพื่อนของเขามาก แถมยังอ้างว่าชื่อเดียวกันอีกด้วย

 

เด็กหนุ่มรู้สึกหัวหมุน เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว คำถามต่อมาของอัลบัสก็ไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นเลย

 

“นายเชื่อเรื่องโลกต่างมิติไหม”

 

“อะไรนะ”

 

“โลกต่างมิติ” ชายหนุ่มพูดซ้ำ ก่อนจะเสริมว่า “โลกอีกโลกหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงโลกของนายมาก แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว”

 

สกอร์เปียสนึกถึงตอนที่เขาย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตจนทำให้ทุกอย่างในโลกเดิมเปลี่ยนไปหมด เขาต้องเชื่ออยู่แล้ว

 

“นายจะบอกว่า โลกนี้คือโลกอีกโลกหนึ่งอย่างนั้นเหรอ”

 

“ใช่” อัลบัสตอบรับ เขาเดินไปนั่งเอนหลังที่โซฟา ก่อนจะตบที่นั่งข้างตัวเป็นเชิงให้สกอร์เปียสนั่ง เด็กหนุ่มค่อย ๆ ทรุดตัวลงข้างเขา แต่ไม่มีท่าทางผ่อนคลาย อัลบัสเห็นแบบนั้นก็ลอบถอนใจเล็กน้อย ก่อนจะตั้งคำถามที่เขารู้ว่าอีกคนรู้ดีอยู่แล้ว

 

“รู้จักกระจกเงาแห่งแอริเซดไหม”

 

สกอร์เปียสแปลกใจกับคำถามนั้น แต่เด็กหนุ่มก็ตอบไปตามที่เขารู้

 

“กระจกที่จะสะท้อนความปรารถนาลึก ๆ ในจิตใจผู้ส่องใช่ไหม”

 

“ใช่” อัลบัสพยักหน้า “แล้วรู้ใช่ไหมว่า ไม่มีใครรู้ว่ากระจกนั้นมาจากไหนหรือใครเป็นคนประดิษฐ์มันขึ้นมา และประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออะไร”

 

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ เขาเคยอ่านเจอในหนังสือสักเล่มซึ่งยืมมาจากห้องสมุดของฮอกวอตส์

 

“ตอนที่นายโผล่มายังโลกนี้ นายเห็นกระจกโบราณใช่ไหม ก่อนที่มันจะหายไป”

 

สกอร์เปียสเบิกตากว้างมองหน้าอัลบัส เขารู้!

 

“ใช่ แต่นายรู้ได้ไง…”

 

“นายเคยมาหาฉันผ่านกระจกนั่นครั้งหนึ่งแล้วตอนที่ฉันอายุสิบห้า”

 

คำอธิบายของอัลบัสทำให้สกอร์เปียสยิ่งสับสนหนัก เขาจำไม่ได้เลยว่าเคยทะลุกระจกมาก่อน แต่อัลบัสไม่รอให้เขาถาม ชายหนุ่มเริ่มเล่าเรื่อง

 

“เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉันอายุสิบห้า ฉันเจอกับนาย ตอนที่นายอายุยี่สิบห้า นายทะลุกระจกมาเหมือนอย่างวันนี้แหละ

 

“อาจจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเวลาของโลกที่ฉันอยู่กับโลกที่นายอยู่ เพราะงั้นสำหรับฉัน ฉันเคยเจอนายมาก่อนครั้งหนึ่งตอนอายุสิบห้า สำหรับนาย นายยังไม่เคยเจอฉันมาก่อน แต่นายจะเจอฉันอีกครั้งเมื่อตอนที่นายอายุยี่สิบห้าแน่นอน

 

“กระจกที่พานายมานั้น ก็คล้ายกับกระจกเงาแห่งแอริเซด ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน ไม่รู้ว่าใครสร้างมันขึ้นมา เราเรียกมันว่า กระจกข้ามมิติ แต่มันไม่ได้ข้ามมิติได้ดังใจนึกหรอกนะ มันจะปรากฏขึ้นต่อเมื่อและต่อหน้าคนที่มันเลือกเท่านั้น มันปรากฏขึ้นต่อหน้าสกอร์เปียส—ภรรยาของฉัน—ครั้งแรกเมื่อวันคริสต์มาสอีฟตอนเธออายุสิบห้าปี เธอแตะกระจกนั่น แล้วเธอก็ไปโผล่ที่ฮอกวอตส์ในโลกของนาย ส่วนนายก็มายังโลกนี้ แทนที่เธอซึ่งหายไปจากโลกนี้”

 

อัลบัสหยุดพัก ชายหนุ่มมองหน้าสกอร์เปียสซึ่งนิ่งงันไปเพราะข้อมูลที่คาดไม่ถึง ชายหนุ่มจึงเสริมขึ้นว่า

 

“ฉันรู้มันฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วสำหรับภรรยาของฉันเมื่อสิบปีก่อน และกำลังเกิดขึ้นกับนายตอนนี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะ กระจกจะปรากฏออกมาพานายกลับโลกเดิมเองเมื่อถึงเวลา”

 

ประโยคนั้นเรียกสติของสดอร์เปียสให้กลับมา เด็กหนุ่มเอ่ยถามว่า

 

“แล้วเวลานั้นคือเมื่อไร นายรู้ไหม”

 

“ตามที่ภรรยาฉันบอกก็วันที่สี่หลังจากเธอไปถึงโลกของนาย”

 

“สี่วันเหรอ…”

 

สกอร์เปียสครางออกมา เด็กหนุ่มกังวลว่าอัลบัสจะเป็นห่วงที่เขาหายตัวไป ดูเหมือนชายหนุ่มจะอ่านใจเขาออก เพราะเขาพูดขณะลุกขึ้นเดินไปทางห้องครัวว่า

 

“ไม่ต้องกลัวว่าอัลบัสของนายจะเป็นห่วงหรอก แน่ล่ะว่าหมอนั่นต้องห่วงนาย แต่ไม่เป็นไรหรอก หมอนั่นรู้ว่า นายจะกลับไปหลังจากสกอร์เปียสของฉันกลับมายังโลกเดิม”

 

ชายหนุ่มหยิบแก้วแชมเปญทั้งสองใบขึ้นมาจากโต๊ะทานอาหาร ก่อนจะเดินกลับมาส่งใบหนึ่งให้สกอร์เปียส เด็กหนุ่มรับมา มองของเหลวสีอำพันในแก้วอย่างไม่แน่ใจ พลางพึมพำว่า

 

“ฉันอายุยังไม่ถึงนะ ดื่มเหล้าไม่ได้”

 

อัลบัสดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะบอกว่า “นี่เหล้าน้ำผึ้ง ไม่แรงหรอก ดื่มได้”

 

สกอร์เปียสมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบ ของเหลวหอมหวานไหลผ่านลิ้นสู่ลำคอ ช่วยให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

 

“ระหว่างที่รอกระจกปรากฏขึ้นมา นายก็อยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน ถือซะว่ามาเที่ยวพักผ่อนก็ได้”

 

ชายหนุ่มเหม่อมองออกไปยังทิวทิศน์ด้านนอก สกอร์เปียสมองตามสายตาเขาไป เห็นท้องฟ้ากระจ่างใสอยู่เหนือป่ามะพร้าว หาดทราย และทะเลสีครามซึ่งอยู่ไกลออกไป ไร้วี่แววของผู้คน ราวกับว่าละแวกนี้มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ดูสงบและเป็นส่วนตัว ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์จริง ๆ

 

นึกถึงตรงนี้เด็กหนุ่มก็รู้สึกผิด ชายหนุ่มควรจะได้อยู่สองต่อสองกับภรรยา แต่กลับต้องมาติดแหงกอยู่กับเขา

 

“ขอโทษนะ นายควรจะได้อยู่กับภรรยาของนาย…”

 

สกอร์เปียสเอ่ยขึ้นกับคนข้างกายเขา แต่ชายหนุ่มส่ายหน้า

 

“ไม่เป็นไรหรอก ได้เจอกับนายฉันก็ดีใจ”

 

ชายหนุ่มดื่มเหล้าน้ำผึ้งจนหมดแก้ว เขาพึมพำว่าจะเอาของไปเก็บ ก่อนจะลุกขึ้นชี้ไม้กายสิทธิ์ไปทางหีบใส่ของทั้งสองใบ และกำกับมันให้ลอยขึ้นไปยังชั้นสอง ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตามขึ้นไป

 

สกอร์เปียสมองตามร่างสูงหายขึ้นไปยังชั้นบน ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามไปช่วย

 

~*~*~

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่า

Advertisements
AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: IV

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter

Albus Potter and Scorpius Malfoy

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

 

IV 

 

สกอร์เปียสอ้าปากค้าง จ้องมองชายหนุ่มผู้อ้างตัวเป็นอัลบัสเพื่อนของเขา ถึงเค้าหน้า ดวงตา และผมยุ่งเหยิงนั้นจะคล้ายเพื่อนเขามาก แต่เป็นไปไม่ได้ อัลบัสเพื่อนของเขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้า ไม่มีทางกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่วัยยี่สิบกว่าอย่างคนตรงหน้าได้ 

 

 

“ลืมไปเลย นายคงยังไม่ได้เจอฉันในมิตินี้สินะ ตอนเราเจอกันนายอายุมากกว่านี้นี่นะ” 

 

 

ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ขณะยืดตัวขึ้น เขาก้มมองสกอร์เปียสอย่างพิจารณาก่อนจะเสริมว่า “นายสูงกว่านี้ด้วย” 

 

 

“ขอโทษนะครับ เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ ผมจำไม่ได้เลยว่าเราเคยเจอกันมาก่อนนะ” 

 

 

สกอร์เปียสรู้สึกเหมือนถูกสบประมาทเรื่องส่วนสูง ทำให้เขาหายอึ้งและโต้ตอบคนตรงหน้าได้ “อีกอย่างนะครับ ผมรู้จักอัลบัส พอตเตอร์ตัวจริง อย่าเอาชื่อเพื่อนผมมาอ้าง คุณเป็นใครกันแน่” 

 

 

คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างแปลกใจกับท่าทางไม่เป็นมิตรของเด็กหนุ่ม เพราะสกอร์เปียสคนที่เขาเคยพบนั้นเป็นชายหนุ่มที่อัธยาศัยดีมาก…มากเกินไปจนน่ารำคาญ แต่อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นสกอร์เปียสเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเขาเป็นเด็ก กลับกันกับสถานการณ์ตอนนี้ 

 

 

เมื่อนึกถึงอดีตอัลบัสก็หลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ท่าทีของสกอร์เปียสตอนนี้คล้ายกับท่าทางของเขาตอนเจอสกอร์เปียสครั้งแรกไม่มีผิด 

 

 

“ยิ้มอะไรครับ ผมไม่ได้พูดอะไรตลกเลยนะ” 

 

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วจ้องหน้าอัลบัสเขม็ง ทำให้อัลบัสนึกถึงลูกหมาที่กำลังแยกเขี้ยวขนพองด้วยความกลัว ตั้งท่าสู้ทั้งที่หางตก รอยยิ้มของเขายิ่งกว้างขึ้น แต่ชายหนุ่มก็แกล้งปิดปากไอเพื่อซ่อนรอยยิ้มนั้นไว้ ก่อนจะบอกว่า 

 

 

“ฉันคือ อัลบัส เซเวอรัส พอตเตอร์ ตัวจริงนะ แต่ฉันไม่ใช่อัลบัสเพื่อนนายคนนั้นหรอก” ชายหนุ่มเริ่มพูด “นายไม่สงสัยเลยเหรอว่า ที่นี่คือที่ไหน แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” 

 

 

“สงสัยสิ… ครับ” 

 

 

สกอร์เปียสเสริมคำลงท้ายไปเพื่อเพิ่มความสุภาพ แต่อัลบัสกลับหัวเราะแล้วบอกว่า “นายไม่ต้องสุภาพกับฉันหรอก เรียกฉันอัลบัสหรืออัลก็ได้ถ้านายต้องการ” 

 

 

“ตกลง… เ่อ่อ… อัล” สกอร์เปียสเรียกเขาว่า อัล เพราะไม่อยากเรียกชื่อซ้ำกับอัลบัสเพื่อนรักของเขา “ที่นี่คือที่ไหน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วเรารู้จักกันมาก่อนด้วยเหรอ รู้จักกันได้ไง” 

 

 

“ใจเย็นก่อน ฉันจะเล่าให้ฟัง แต่ก่อนอื่น นายไม่หิวเหรอ ไปกินอาหารเช้ากันไหม แล้วฉันจะเล่าให้นายฟังหลังจากนั้น” 

 

 

สกอร์เปียสที่ตื่นตกใจจนลืมความหิวไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำว่า อาหารเช้า ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มลูบท้องปลอบให้มันสงบลง  ก่อนจะพูดกับอัลบัสพร้อมรอยยิ้มขัดเขินว่า “ฟังดูเข้าท่าดีนะ” 

 

 

ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางเหนียมอายนั้น สกอร์เปียสก็ยังคงเป็นสกอร์เปียส ชอบทำให้เขาหัวเราะอยู่เรื่อย ทันใดนั้นเอง อัลบัสก็คิดอะไรสนุก ๆ ขึ้นมาได้ เขาบอกให้เด็กหนุ่มรอก่อน ก่อนจะตรงเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าของเจ้าของห้องโดยพลการ ชายหนุ่มรื้อลิ้นชักตู้เสื้อผ้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเจอสิ่งที่หมายตาเอาไว้ 

 

 

“เจอแล้ว!” อัลบัสร้องออกมาอย่างยินดี ก่อนจะหันหลังกลับมาหาสกอร์เปียสที่ยืนรออยู่ แล้วส่งชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งพับอย่างเรียบร้อยใส่มือเด็กหนุ่มพร้อมอธิบายว่า “ที่นี่คือโบซ์บาตง สวมนี่ซะ ฉันจะไปรอข้างนอก เปลี่ยนเสร็จแล้วตามมานะ” 

 

 

ว่าแล้วอัลบัสก็เดินออกจากห้องไปพร้อมปิดประตูตามหลังให้ สกอร์เปียสมองเครื่องแบบในมืออย่างงุนงง ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ชุดออกมา เป็นเครื่องแบบของโบซ์บาตงอย่างที่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือ ผ้าซาตินสีฟ้าบางเบานุ่มมือ หรูหราอย่างที่คาดไว้ แต่มีปัญหาอยู่อย่างคือ เครื่องแบบนี้เป็นชุดกระโปรงของเด็กผู้หญิง 

 

 

“อัล! นี่มันชุดผู้หญิงนี่!” 

 

 

สกอร์เปียสเปิดประตูออกไปเพื่อโวยวายกับชายหนุ่ม ซึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่หน้าห้อง แต่อัลบัสตีหน้าเฉยขณะเอ่ยถามว่า 

 

 

“ใช่ มีปัญหาอะไรเหรอ” 

 

 

“ปัญหาก็คือ ฉันเป็นผู้ชายไง!” 

 

 

“ฉันรู้” ชายหนุ่มบอกขณะพยายามกลั้นยิ้มไว้สุดความสามารถ “แต่ภรรยาฉันมีแค่ชุดผู้หญิงนี่นา ยังไงนายก็ต้องใส่ เด็ก ๆ ที่โบซ์บาตงจะสวมเครื่องแบบกันตลอด แม้จะอยู่ในช่วงวันหยุดก็ตาม” 

 

 

“แล้วถ้าฉันไม่ใส่…” 

 

 

“นายก็อดกินอาหารเช้าไปแล้วกัน” 

 

 

อัลบัสตอบด้วยสีหน้าจริงจัง สกอร์เปียสกลืนน้ำลายอย่างอึดอัด เขาไม่อยากสวมชุดของเด็กผู้หญิงเลย แต่เขาก็หิวมากเช่นกัน เด็กหนุ่มมองหน้าอัลบัส แล้วก้มลงมองชุดในมือ ก่อนจะรู้สึกถึงกระเพาะที่ครวญครางอย่างน่าสงสาร 

 

 

สกอร์เปียสกลับเข้าไปในห้อง ก่อนจะถอดเสื้อไหมพรมสีเทาที่สวมอยู่ ตามด้วยกางเกงยีนส์ และสวมชุดกระโปรงที่ได้รับมาเข้าไป มันพอดีตัวอย่างน่าประหลาด แต่ชายกระโปรงสั้นไปนิด มันควรจะยาวคลุมเข่า แต่กลับสั้นมาเหนือเข่าเล็กน้อย สกอร์เปียสพาตัวเองไปยืนหน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่ติดกระจกไว้ มองเงาตัวเองในนั้นแล้วรู้สึกอายมากจนหน้าขาวซีดแดงเถือกไปหมด เด็กหนุ่มอยากกลั้นหายใจแล้วหายตัวไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย ไม่กินแล้วอาหารเช้า เขายอมทนหิว! 

 

 

ขณะที่เด็กหนุ่มตั้งท่าจะถอดชุดเพื่อเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมนั้น ประตูห้องก็เปิดออกโดยอัลบัสที่เข้ามาตามอย่างถูกจังหวะพอดี 

 

 

“เสร็จหรือยัง… โอ้! นายดู… น่ารักดีนะ” 

 

 

ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ขณะไล่สายตาสำรวจสกอร์เปียสตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดเก่าของภรรยาเขาพอดีตัวเด็กหนุ่มมากจนน่าทึ่ง แม้กระโปรงจะสั้นไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเลย ตรงกันข้าม มันทำให้เด็กหนุ่มดู… เย้ายวน…ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ช่วงขาที่พ้นชายกระโปรงนั้นเรียวยาว ขนหน้าแข้งสีอ่อนนั้นก็แทบจะกลืนไปกับผิวขาวซีด ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็คงไม่เห็น สกอร์เปียสดูเหมือนเด็กสาวผมสั้นที่ยังไม่มีทรวดทรงมากกว่าหนุ่มน้อยในชุดกระโปรง ไปหลอกคนอื่นว่าเป็นลูกสาวญาติ ๆ ในตระกูลมัลฟอยก็ยังได้ 

 

 

สกอร์เปียสหน้าแดงก่ำไปกับคำหยอกล้อนั้น เขารีบโต้กลับไปว่า “ฉันดูน่าเกลียดออก! ฉันไม่ไปกินข้าวแล้ว นายไปกินคนเดียวได้เลย” ก่อนจะเสริมเมื่อเห็นรอยยิ้มและสายตาของอัล “แล้วก็รีบออกไปได้แล้ว ฉันจะเปลี่ยนชุด” 

 

 

“ตกลง ๆ แต่ก่อนอื่น…” อัลบัสเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูตามหลัง ก่อนจะก้าวมาใกล้พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้สกอร์เปียสใจเต้นด้วยความหวาดระแวง เด็กหนุ่มก้าวถอยหลังอัตโนมัติ สะดุดกับเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งจนนั่งจุ้มปุ๊กลงไปบนเก้าอี้ เขาเงยหน้ามองชายหนุ่มซึ่งโน้มตัวลงมา ก่อนจะวางบางอย่างลงบนตักของเขา เมื่อสกอร์เปียสก้มลงมอง ก็เห็นกระดาษห่อครัวซองก์สามชิ้นซึ่งปาดเนยกับแก้มแล้ววางอยู่ 

 

 

“อาหารเช้า” อัลบัสถอยหลัง เดินไปยังโต๊ะเล็กข้างโซฟา วางขวดแก้วใส่น้ำส้มไว้บนนั้น “ฉันรอไม่ไหวเลยไปเอามาให้ก่อน กินให้อร่อยนะ แล้วฉันจะมารับนายทีหลัง” 

 

 

ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้สกอร์เปียสมองครัวซองก์และน้ำส้มอย่างมึนงง กว่าจะรู้ตัวว่าโดนแกล้ง อัลบัสก็จากไปนานแล้ว เด็กหนุ่มจึงได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ หยิบครัวซองก์ขึ้นมากัดคำใหญ่ราวกับใช้มันต่างตัวแทนชายหนุ่ม พลางนึกอาฆาตว่า ฝากไว้ก่อนเถอะ! 

 

 

~*~*~ 

 

 

“เล่มนี้ก็ไม่มี” 

 

 

เสียงที่ฟังดูสิ้นหวังลงเรื่อย ๆ ของเด็กสาวดังขึ้นข้างตัวเขา เมื่ออัลบัสเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นสกอร์เปียสซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาปิดหนังสือปกหนังเล่มหนา ก่อนจะวางมันไว้บนกองหนังสือซึ่งกองอยู่ที่พื้นข้างโซฟา แล้วหยิบหนังสืออีกเล่มซึ่งวางอยู่บนโซฟาข้างตัวเธอขึ้นมาอ่าน 

 

 

ทั้งสองอยู่ในห้องนั่งเล่นรวมของสลิธีริน อัลบัสยืมหนังสือที่น่าจะเกี่ยวข้องมาจากห้องสมุด เขากับสกอร์เปียสช่วยกันขนกลับมา ก่อนที่อัลบัสจะไปกินอาหารเย็น แล้วแอบนำอาหารออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เด็กสาวผู้หิวโซกิน หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขาก็พากันนั่งอ่านหนังสือที่ยืมมาเพื่อหาข้อมูลของกระจก อัลบัสมองกองหนังสือที่อ่านแล้วกองใหญ่ ก่อนจะมองกองหนังสือที่ยังไม่ได้แตะต้อง ซึ่งใหญ่กว่ากองที่อ่านแล้วหนึ่งเท่า เด็กหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาบนผนังซึ่งบอกเวลาเกือบตีสอง 

 

 

เด็กหนุ่มปิดหนังสือวางทิ้งไว้บนโซฟาข้างตัว ก่อนจะยืนขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเหนื่อยล้า เขาก้มมองสกอร์เปียสซึ่งยังคงพยายามตั้งสมาธิอ่านหนังสือ แม้ตาของเธอจะหรี่ปรือด้วยความง่วงแล้วก็ตาม อัลบัสเห็นเด็กสาวฝืนตัวเองขนาดนี้ก็เอ่ยขึ้นมาว่า 

 

 

“ง่วงก็ไปนอนเถอะ ฉันก็ง่วงแล้วเหมือนกัน” 

 

 

สกอร์เปียสค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ความง่วงงุนเกาะกินเธอจนสมองเชื่องช้าลง อัลบัสจึงเสริมว่า 

 

 

“เธอใช้ห้องอาบน้ำที่หอพักหญฺิงได้ ส่วนชุดนอนก็… เอ่อ ยืมของฉันไปใส่ก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันไปเอาลงมาให้” 

 

 

อัลบัสพูดแล้วก็เดินไปยังห้องนอน รื้อเอาชุดนอนซักสะอาดของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะเดินกลับไปยื่นส่งให้สกอร์เปียส ซึ่งรับไปพร้อมบอก ขอบคุณ เธอชะงักไปนิดนึงก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจว่า 

 

 

“แล้ว… ฉันต้องนอนที่ไหนเหรอ” 

 

 

“เอ่อ… ก็… ที่หอพักหญิงก็ได้ ห้องไหนก็ได้ที่เธอชอบ” 

 

 

สกอร์เปียสเม้มริมฝีปาก คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างลำบากใจ เธออ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็หุบปากลง อัลบัสเห็นแบบนั้นจึงถามออกไปว่า เธอมีปัญหาอะไรหรือ เด็กสาวจึงก้มหน้าพูดพึมพำว่า 

 

 

“คือว่า… ฉัน…ไม่กล้านอนคนเดียว” 

 

 

“หา…” อัลบัสอ้าปากค้างอย่างแปลกใจ 

 

 

“ก็… ก็ฉันไม่เคยนอนคนเดียวมาก่อนนี่นา แถมหอพักที่นี่ก็มืดด้วย มีแต่ไฟสีเขียวสลัว ๆ ฉันก็เลย…” 

 

 

เด็กสาวอุบอิบท้ายประโยคไว้ แต่อัลบัสเดาได้ว่าเธอจะพูดอะไร 

 

 

“เธอกลัวงั้นเหรอ” 

 

 

สกอร์เปียสพยักหน้าหงึกหนึ่งครั้ง ถ้าเขาไม่ได้มองเธออยู่ก็คงไม่สังเกตเห็น เด็กหนุ่มนึกอยากหัวเราะ แต่ก็พยายามกลั้นไว้เพื่อรักษาหน้าให้เธอ ขณะเสนอว่า 

 

 

“งั้นเธอมานอนที่ห้องฉันก็ได้ มีเตียงตั้งหลายเตียง นอนเตียงสกอร์เปียสเพื่อนฉันก็ได้” 

 

 

“อื้ม ตกลง” 

 

 

เด็กสาวมีสีหน้าโล่งใจขณะตอบรับอย่างรวดเร็ว เด็กสาวแยกเดินไปทางหอพักหญิงอย่างร่าเริง อัลบัสมองด้านหลังของเธอ แล้วเผยยิ้มออกมาอย่างขบขัน ไม่น่าเชื่อว่าเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าจะกลัวความมืด 

 

 

ว่าแต่… เธอจะอาบน้ำในห้องที่ไฟสลัว ๆ ได้ไหมนะ… 

 

 

อัลบัสไม่ต้องสงสัยนาน ห้านาทีหลังจากนั้น เด็กสาวก็รีบเดินกึ่งวิ่งมาจากฝั่งหอพักหญิง ร่างเล็กอยู่ในชุดนอนสีเขียวอ่อนของอัลบัสซึ่งหลวมโพรกจนแขนเสื้อยาวปิดถึงนิ้วมือ กางเกงก็หลวมจนเธอต้องถกมันขึ้นขณะรีบเดินมาหาเขา ผมสีอ่อนของเธอซึ่งเคยถักเป็นเปียปล่อยยาวสยายถึงกลางหลัง หน้าตาซีดขาวของเธอดูตื่นตัวขณะบอกเขาว่า 

 

 

“ฉันอาบเสร็จแล้ว” 

 

 

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองเธอ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอคงกลัวความมืดมากจริง ๆ ขนาดใช้เวลาอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงห้านาที เขารู้หรอกน่าว่าพวกผู้หญิงส่วนใหญ่อาบน้ำนานกว่านั้น อย่าง ลิลี่ น้องสาวของเขา บางทีก็อยู่ในห้องน้ำนานถึงครึ่งชั่วโมง 

 

 

“ขำอะไรของนาย” 

 

 

สกอร์เปียสขมวดคิ้ว สองข้างแก้มขึ้นสีชมพูด้วยความอาย เธอรู้หรอกว่าเขาคงขำที่เธอกลัวความมืด แต่เธอก็กลัวจริง ๆ นี่นา ช่วยไม่ได้ 

 

 

“โทษที ๆ” อัลบัสบอกหลังจากหยุดหัวเราะแล้ว “ตกลง เดี๋ยวฉันจะพาเธอขึ้นไปบนห้อง” 

 

 

เด็กหนุ่มเดินนำสกอร์เปียสไปยังห้องนอนของเขา ชี้ไปที่เตียงของสกอร์เปียสซึ่งผ้าปูตึงเรียบเป็นระเบียบแถมยังหอมกลิ่นไอแดด เอลฟ์ประจำบ้านคงมาเปลี่ยนผ้าปูเตียงให้แล้ว 

 

 

“เธอนอนเตียงนี้นะ เตียงของสกอร์เปียสเพื่อนฉันเอง” 

 

 

เมื่อเห็นเด็กสาวค่อย ๆ นั่งลงบนเตียงอย่างเกรงใจแล้ว อัลบัสจึงหันไปหยิบเสื้อนอนของตัวเองอีกตัว กับผ้าขนหนูเพื่อไปอาบน้ำบ้าง เมื่อสกอร์เปียสเห็นเขาทำท่าจะเดินออกจากห้องไป เด็กสาวก็เผลอเรียกชื่อเขาก่อนจะห้ามตัวเองได้ทัน 

 

 

“อัลบัส!” 

 

 

เด็กหนุ่มชะงัก ก่อนจะหันมามองเธออย่างสงสัย เด็กสาวก้มหน้างุด ก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า 

 

 

“ไม่มีอะไร… รีบกลับมานะ” 

 

 

ว่าแล้วเธอก็รีบนอนลงห่มผ้าคลุมโปงด้่วยความหวาดกลัว ทิ้งให้อัลบัสยืนนิ่งค้างอยู่ที่ประตู รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรน่าอายเลย อัลบัสสะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกพิกลออกไป ก่อนจะเดินไปยังห้องอาบน้ำ 

 

 

~*~*~ 

 

ตายละ ตาหนูอัลบัสหวั่นไหวกับยายหนูสกอร์ปแล้วสิ

ขอบคุณทุกท่านมาก ๆ เลยค่ะที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณท่านที่คอมเม้นท์ให้ด้วย ดีใจมากเลยที่รู้ว่ามีพวกท่านตามอ่านอยู่ ขอบคุณมากเลยค่ะ ^ ^

AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: III

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter
Albus Potter and Scorpius Malfoy

Key Word: สกอร์เปียสหญิง, อัลบัสวัยยี่สิบห้า

อ่านตอนก่อนหน้าได้ตามลิงค์เลยค่ะ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

 

III

 

สกอร์เปียสเดินนำอัลบัสกลับไปยังจุดที่กระจกส่งเธอมา คือ บริเวณหน้าภาพวาดชามผลไม้ซึ่งแท้จริงแล้ว คือ ประตูครัวของฮอกวอตส์ ทางเดินนั้นไร้ผู้คน เอลฟ์ประจำบ้านคงวุ่นวายอยู่ในครัวเพราะยังไม่หมดช่วงเวลาอาหารเช้า ส่วนเด็กฮัฟเฟิลพัฟที่ควรจะเดินผ่านแถวนี้ประจำ คงจะกลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูหนาวกันหมด

 

อันที่จริง อัลบัสกับสกอร์เปียสเองก็กลับบ้านช่วงวันหยุดทุกปี ยกเว้นปีนี้ซึ่งสกอร์เปียสออดอ้อนขออนุญาตพ่ออยู่โยงที่ฮอกวอตส์ เพราะเขาอยากมีประสบการณ์อยู่โรงเรียนช่วงคริสต์มาสสักครั้ง และอัลบัสตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนด้วยความยินดี พวกเขาวางแผนจะใช้ผ้าคลุมล่องหนซึ่งยืมมาจากเจมส์พี่ชายเขา สำรวจปราสาทในยามค่ำคืน สกอร์เปียสตั้งหน้าตั้งตารอสุด ๆ อัลบัสเองก็วางแผนจะใช้โอกาสนี้บอกกับความรู้สึกกับสกอร์เปียส แต่สกอร์เปียสกลับหายตัวไปตั้งแต่วันแรกของวันหยุด แถมมีเด็กผู้หญิงซึ่งหน้าตาและชื่อเหมือนเพื่อนเขาอย่างกับแกะโผล่มา อัลบัสจึงอดคิดไม่ได้ว่า เป็นความผิดของเธอที่ทำให้เพื่อนเขาหายไป

 

“เธอแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่”

 

เด็กหนุ่มร้องถามเมื่อเขาและเธอช่วยกันมองหาทุกซอกทุกมุมของทางเดินแล้วแต่ไม่พบกระจกเลยสักบาน

 

“แน่ใจสิ แต่ก็อย่างที่ฉันเล่าไปแล้ว กระจกมันหายไป ฉันเดินหาแถวนี้จนทั่วแล้วก็ไม่เจอ”

 

เด็กสาวมีสีหน้าร้อนใจไม่แพ้เขา อัลบัสเห็นแบบนั้นแล้วก็เริ่มสงบลงบ้าง เด็กสาวไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ เธอคงอยากกลับไปยังที่ของเธอเหมือนกัน คิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็เสนอให้ช่วยกันหากระจกทั่วทั้งชั้นใต้ดิน ทั้งสองเดินค้นจนทั่วเท่าที่จะทำได้ ไปดูในครัว บริเวณหน้าทางเข้าหอพักฮัฟเฟิลพัฟ แอบเข้าไปค้นในห้องปรุงยาที่ถูกล็อกกุญแจไว้ แต่ไม่พบอะไร อัลบัสจึงพาเธอเข้ามาหากระจกในหอพักของสลิธีรินเป็นแห่งสุดท้าย เขารู้ว่าไม่มีเด็กบ้านเขาอยู่ในหอพักเลย จึงให้เด็กสาวไปค้นฝั่งหอพักหญิง ส่วนเขาค้นหอพักชาย แต่ก็ไม่พบกระจกเลย

 

อัลบัสกลับมาเจอเด็กสาวที่ห้องนั่งเล่นรวม เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มได้ยินเสียงท้องร้องดังโครกคราก ซึ่งไม่ได้ดังมาจากเขา

 

“โทษที”

 

สกอร์เปียสยิ้มแห้ง ทำให้อัลบัสนึกขึ้นได้ว่า เขาเองก็ยังไม่ได้กินอาหารเช้าเช่นกัน เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟา หันมาบอกเด็กสาวที่ทำท่าจะลุกขึ้นตามเขาว่า

 

“เธออยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันจะหยิบพวกพายกับขนมปังมาให้”

 

“….ตกลง ฉันนั่งรออยู่นี่นะ”

 

สกอร์เปียสนั่งลงที่เดิม เพราะเธอหมดแรงจะเดินไปที่อื่นแล้วมากกว่าจะยอมเชื่อฟังอัลบัส

 

เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปยังห้องโถงใหญ่ เขาคิดว่าไม่ควรให้ใครเห็นเธอน่าจะดีกว่า เพราะไม่รู้จะอธิบายว่าเธอมาอยู่ในปราสาทได้อย่างไร อันที่จริงเขาควรจะขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ แต่อัลบัสไม่คิดว่าพวกอาจารย์จะช่วยอะไรได้ เท่าที่เขารู้ ไม่เคยมีใครเดินผ่านกระจกเข้ามาในปราสาทมาก่อน แล้วเขาก็มีความคิดบ้า ๆ ว่า เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องกลับไป กระจกเจ้าปัญหานั้นจะปรากฏขึ้นมาเอง เธอน่าจะไม่ใช่คนของโลกนี้ ฟังจากที่เธอเล่า เธอมีหน้าตาและชื่อเหมือนกับเพื่อนของเขาไม่มีผิด พ่อของเธอชื่อเดรโกเหมือนกันด้วย เธอจึงน่าจะมาจากอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นมิติที่สกอร์เปียสเป็นผู้หญิง

 

แล้วเขาในมิตินั้นจะเป็นผู้หญิงด้วยไหม อัลบัสนึกสงสัยขึ้นมา แต่เด็กสาวคงไม่รู้จักตัวเขาในโลกนั้น เพราะเธอไม่เห็นทักว่าเขาหน้าเหมือนเพื่อนเธอเลย

 

อัลบัสรีบจัดการขนมปังปิ้ง มันฝรั่งบด และไส้กรอกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจะใช้กระดาษทิชชู่ห่อขนมปังปิ้งทาเนย พายแฮมกับเห็ด ขาไก่อบ และทาร์ตน้ำตาลข้นใส่กระเป๋าเสื้อคลุมกลับมายังหอพัก สกอร์เปียสผู้หิวโซบอกขอบคุณแล้วจัดการอาหารเช้าทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนอัลบัสทึ่ง ถ้าให้สกอร์เปียสเพื่อนของเขามาแข่งกินเร็วกับเธอ อัลบัสเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าใครจะชนะ

 

“เด็กผู้หญิงที่โบซ์บาตงกินเร็วแบบนี้กันทุกคนเลยเหรอ”

 

เด็กหนุ่มเอ่ยปากออกไปก่อนจะยั้งตัวเองได้ทัน ขณะมองสกอร์เปียสเคี้ยวทาร์ตน้ำตาลข้นชิ้นสุดท้ายอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย

 

เด็กสาวมองค้อนเขาขณะรีบกลืนขนมลงคอ ก่อนจะเถียงกลับ

 

“ก็ฉันหิวนี่นา ให้กินม้ามีปีกทั้งตัวยังได้เลย”

 

อัลบัสยิ้มให้กับประโยคคุ้นหู เด็กสาวตรงหน้าพูดคล้ายสกอร์เปียสเพื่อนเขาเลย

 

“ทีนี้ เราไปหากระจกที่ไหนต่อดีล่ะ”

 

เมื่อท้องอิ่ม สกอร์เปียสก็กลับมามีแรงอีกครั้ง เธอเริ่มกังวลว่าครอบครัวของเธอจะเป็นห่วง หากเธอไม่ได้กลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่เขียนจดหมายบอกแล้วว่าจะกลับ

 

อัลบัสมองเด็กสาวที่มองเขาอย่างคาดหวัง ก่อนจะบอกว่า

 

“ฉันว่า เราหาไปก็ไม่เจอหรอก กระจกน่าจะปรากฏออกมาเองเมื่อถึงเวลา…”

 

แล้วเขาก็บอกเธอถึงสิ่งที่เขาคิด เรื่องที่เธอน่าจะมาจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเธอเองก็ดูไม่แปลกใจเท่าไร เด็กสาวคงคิดเหมือนกับเขา แต่เธอไม่เห็นด้วยเรื่องให้รออยู่เฉย ๆ จนกว่ากระจกจะปรากฏขึ้นมาเอง

 

“นายว่า ฉันใช้ห้องสมุดโรงเรียนนายได้ไหม อาจจะมีเบาะแสเรื่องกระจกก็ได้นะ”

 

อัลบัสไม่คิดว่ามาดามพินซ์จะยินยอมให้คนนอก โดยเฉพาะคนนอกที่เป็นคนจากต่างโลกเข้าไปแตะต้องหนังสือสุดรักสุดหวงของเธอ แต่เขามีความคิดดี ๆ เด็กหนุ่มเดินไปยังห้องนอน คว้าผ้าคลุมล่องหนที่ซุกอยู่ใต้หมอนขึ้นมา ก่อนจะให้เด็กสาวซ่อนตัวอยู่ในผ้าคลุม ขณะที่เขาพาเธอเดินตัดปราสาทไปยังห้องสมุด

 

มาดามพินซ์ขมวดคิ้วอย่างสงสัยที่เห็นเขาเข้ามาใช้ห้องสมุดในวันปิดเทอมวันแรกอย่างนี้ เธอไม่เชื่อว่าเขาจะขยันทำการบ้านแต่เนิ่น ๆ ซึ่งอัลบัสก็ไม่โทษเธอที่คิดแบบนั้น หากไม่มีความจำเป็น เขาก็จะไม่มาเยือนที่นี่หรอก

 

เด็กหนุ่มเดินนำเข้าไปในหมวดหนังสือเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ของผู้วิเศษ แอบกระซิบบอกสกอร์เปียสว่าอย่าเพิ่งเลิกผ้าคลุมออก เพราะมาดามพินซ์ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาอย่างจ้องจับผิด อัลบัสจึงสุ่มเลือกหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะตรงไปนั่งที่โต๊ะ แกล้งทำเป็นเปิดอ่าน รอจนบรรณารักษ์เดินจากไปแล้ว จึงบอกให้สกอร์เปียสออกมาจากผ้าคลุมได้

 

“ที่นี่มหัศจรรย์มาก!” เด็กสาวกระซิบบอกอย่างตื่นเต้นขณะมองสำรวจไปตามชั้นหนังสือด้วยดวงตาเป็นประกาย “ห้องสมุดที่โบซ์บาตงใหญ่กว่า และดูทันสมัยกว่านี้ แต่ฉันชอบที่นี่มากกว่า ให้ความรู้สึกมีมนตร์ขลังเหมือนหนังสือเก่าแต่เก๋า!”

 

อัลบัสหลุดหัวเราะให้กับท่าทางร่าเริงของสกอร์เปียสผู้กำลังลูบไล้สันหนังสือบนชั้นอย่างหลงใหล ดูเหมือนจะลืมไปชั่วขณะว่า พวกเขามาที่ห้องสมุดเพื่อหาทางส่งเธอกลับบ้าน แต่เด็กหนุ่มไม่อยากขัดความสุขของเธอ เขาจึงปล่อยเธอไว้พลางนึกถึงสกอร์เปียสอีกคน เพื่อนของเขาตอนนี้อยู่ที่โบซ์บาตงในอีกมิติหนึ่งหรือเปล่า กำลังพยายามหาทางกลับมาเหมือนกันใช่ไหม อัลบัสหวังว่าสกอร์เปียสจะมีคนช่วย อย่างน้อยก็ช่วยหาอาหารเช้าให้กินก็ยังดี

 

~*~*~

 

อีกด้านหนึ่ง สกอร์เปียสผู้โผล่มาในห้องซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องนอนของหญิงสาว ที่เขารู้ว่าเป็นห้องนอนของผู้หญิง เพราะมีชุดกระโปรงสีมิ้นต์สำหรับงานเลี้ยงพาดไว้ที่โซฟาบุผ้ากำมะหยี่สีฟ้าอ่อน ที่โต๊ะเครื่องแป้งยังมีริบบิ้นหลากสีพร้อมเครื่องประทินโฉมวางเรียงกันเป็นระเบียบ ที่เตียงสีเสาคลุมด้วยผ้าซาตินสีมุกเรียบตึง หีบไม้ใบใหญ่ถูกจัดวางใส่รถเข็นไว้เรียบร้อย ราวกับเจ้าของห้องพร้อมจะออกเดินทางแล้ว

 

สกอร์เปียสหน้าตาตื่นขณะมองไปรอบ ๆ ห้อง ไม่รู้เลยว่าตัวเองมาที่นี่ได้อย่างไร เด็กหนุ่มจำได้ว่าเขาถูกอัลบัสแกล้งโยนผ้าห่มคลุมหัวแล้วกอดเขาไว้ไม่ให้หนีไป ตอนที่เขาดิ้นรนอยู่นั้น เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระชากตัวอย่างรุนแรง รู้ตัวอีกทีเขาก็นอนกองอยู่บนพื้นพรมในห้องนี้เสียแล้ว เมื่อเขาลุกขึ้นและหันมองไปรอบ ๆ ก็เห็นกระจกบานใหญ่มหึมาซึ่งตั้งอยู่บนผนังด้านหลังเขา หายวับไปต่อหน้าต่อตา

 

เด็กหนุ่มคิดว่าการที่เขามาโผล่ที่นี่ต้องเกี่ยวข้องกับกระจกเจ้าปัญหาบานนั้นแน่นอน จึงไปยืนลูบคลำผนังตรงที่กระจกบานนั้นหายไป หวังว่าจะเจอกลไกบางอย่างที่ทำให้กระจกปรากฏขึ้น แต่ถึงลองใช้ไม้กายสิทธิ์แตะ ๆ ดูแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผนังที่ติดวอลเปเปอร์ลายกลุ่มดาวเพียงแค่เปล่งแสงวิบวับเท่านั้น อันที่จริงสกอร์เปียสคงจะหลงรักวอลเปเปอร์ลายกลุ่มดาวนี้ ถ้าเขาไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ประหลาดพิกลขนาดนี้

 

สกอร์เปียสมองไปที่โต๊ะทำงานซึ่งมีชั้นหนังสือตั้งอยู่ข้าง ๆ บนโต๊ะมีรูปถ่ายใส่่กรอบตั้งไว้สองรูป ซึ่งดึงดูดความสนใจของเขา เด็กหนุ่มจึงเดินไปดูใกล้ ๆ รูปหนึ่งเป็นรูปคู่บ่าวสาวในงานแต่งงาน หญิงสาวหน้าตางดงามสวมชุดเจ้าสาวลายลูกไม้สีขาวดูน่าทะนุถนอม เส้นผมสีบลอนด์ดัดเป็นลอนยาวสยายประดับด้วยมงกุฎดอกเดซี่สีขาวทำให้เธอดูเหมือนนางไม้ มือข้างหนึ่งถือช่อดอกเดซี่ไว้ อีกข้างโอบเอวของเจ้าบ่าว เธอยิ้มแย้มอย่างร่าเริงและเปี่ยมสุขเมื่อชายหนุ่มผมดำหน้าตาหล่อเหลาโอบเอวรั้งตัวเธอเข้ามาหอมแก้ม ทั้งคู่ดูมีความสุขมากตอนที่เริ่มหมุนตัวไปรอบ ๆ เต้นรำกัน

 

เด็กหนุ่มอดยิ้มให้กับภาพนั้นไม่ได้ เขาปล่อยให้ทั้งสองเต้นรำอยู่ในกรอบรูป ขณะเลื่อนสายตาไปยังอีกรูปซึ่งเป็นรูปถ่ายของครอบครัว ที่อยู่กลางภาพคือเด็กสาวผมบลอนด์วัยประมาณสิบขวบกำลังหมุนตัวอวดชุดเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนให้ครอบครัวของเธอดู เมื่อสกอร์เปียสก้มลงมองจนเห็นใบหน้าของพวกเขาชัดขึ้นเด็กหนุ่มก็อ้าปากค้าง เพราะครอบครัวของเด็กหญิงในภาพนั้นหน้าตาเหมือน ปู่ ย่า พ่อ และแม่ของเขาไม่มีผิด

 

สกอร์เปียสหยิบรูปภาพนั้นขึ้นมาดูใกล้ ๆ มองอย่างไรก็เป็นครอบครัวของเขา เพียงแต่เด็กหญิงในภาพที่หน้าตาเหมือนเขาตอนเด็ก ๆ มากนั้นเป็นใครกัน เขาจำไม่เคยได้ว่ามีพี่สาวหรือน้องสาว… พ่อกับแม่บอกว่าเขาเป็นลูกคนเดียว เพราะแม่ร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะมีน้องให้เขาได้ แล้วเด็กคนนี้มาจากไหนกัน

 

ขณะที่เด็กหนุ่มหัวหมุนด้วยความสับสน ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น และไม่รอให้เจ้าของห้องขานรับ ประตูไม้เปิดออก ชายหนุ่มผู้ที่สกอร์เปียสจำได้ทันทีว่าเป็นเจ้าบ่าวในรูปแรกก้าวเข้ามาในห้องพร้อมร้องเรียก

 

“สกอร์เปียส แต่งตัวเสร็จหรือ…”

 

เสียงทุ้มสะดุดไปเมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปียืนอยู่ที่โต๊ะทำงานของภรรยาเขา ในมือเด็กหนุ่มยังถือกรอบรูปไว้ด้วย

 

สกอร์เปียสยืนตัวแข็ง ใบหน้าขาวของเด็กหนุ่มยิ่งซีดลงไปอีกเมื่อถูกจับได้ว่าบุกรุกเข้ามาในห้องโดยพลการ แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่จะให้อธิบายอย่างไรได้ จะให้บอกว่าจู่ ๆ เขาก็หายตัวเข้ามาในห้องนี้ได้เอง โดยคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือกระจกบานหนึ่งซึ่งหายวับไปแล้วอย่างนั้นเหรอ ใครเขาจะไปเชื่อกัน!

 

“นาย… สกอร์เปียส? สกอร์เปียสใช่ไหม”

 

ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเขา ก่อนจะย่อตัวลงจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน สกอร์เปียสตกใจกับการเคลื่อนไหวกะทันหันนั้นจนเผลอถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาสีเขียวที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดมองหน้าเขาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อและถ้าเด็กหนุ่มไม่ได้คิดไปเอง เขาเห็นแววดีใจในดวงตาคู่นั้นด้วย

 

“เอ่อ… ครับ แล้วคุณคือ…”

 

แม้ในใจสกอร์เปียสจะอยากรัวคำถามใส่ชายหนุ่มตรงหน้าเหลือเกินว่า ที่นี่ที่ไหน เรารู้จักกันด้วยหรือ ชายหนุ่มเป็นคนพาเขามาที่นี่ใช่ไหม แล้วเขาจะกลับไปฮอกวอตส์อย่างไร แต่ด้วยความตกใจ ทำให้เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เขาเห็นชายหนุ่มฉีกยิ้ม ก่อนจะพูดว่า

 

“ฉัน อัลบัส พอตเตอร์ ไง นายจำไม่ได้เหรอ”

 

“หา?!”

 

~*~*~

หนุ่มน้อยสกอร์เปียสวัยสิบห้ากับอัลบัสวัยยี่สิบห้านี่เกิดจากความอยากเห็นของคนเขียนล่้วน ๆ เลยค่ะ ฮา
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ ^ ^

 

ตอนต่อไปอ่านได้ที่นี่ค่ะ >> ตอนที่ 4

AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: II

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter

Albus Potter and Scorpius Malfoy

 

อันนี้ลิงค์ตอนแรกนะคะ

ตอนที่ 1

 

II

หนึ่งชั่วโมงต่อมา อัลบัสวุ่นอยู่กับการรื้อค้นทุกซอกทุกมุมในหอพัก เด็กหนุ่มสบถนับครั้งไม่ถ้วน ขณะร้องเรียกชื่อเพื่อน ทั้งขู่ ทั้งเอาของกินเข้าล่อ แต่ไม่มีวี่แววสกอร์เปียสเลยแม้แต่เงา ในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับว่าเพื่อนของเขาหายตัวไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่การแกล้งกันเล่น เด็กหนุ่มจึงตั้งใจจะไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือจากอาจารย์

 
ระหว่างที่เดินขึ้นจากชั้นใต้ดินพลางคิดว่าจะอธิบายให้อาจารย์ฟังอย่างไร อัลบัสก็พบเด็กสาวคนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่นักเรียนของฮอกวอตส์ เพราะเธอสวมเสื้อคลุมสีฟ้าเนื้อเบาซึ่งดูเหมือนเป็นเครื่องแบบของโรงเรียนอื่น

 
แต่เธอเข้ามาในปราสาทได้อย่างไร และทำไมมาเดินอยู่แถวนี้ อัลบัสนึกสงสัย แต่เขาไม่มีเวลาหยุดถาม เขาต้องไปหาอาจารย์เพื่อหาตัวสกอร์เปียสให้เจอ

 
ขณะที่เขาเดินผ่านเด็กสาวซึ่งกำลังมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน เธอก็หันมาสบตาเขา

 
“เฮ้ย!”

 
ทันทีที่อัลบัสเห็นหน้าเด็กสาว เขาก็เผลอร้องออกมาเสียงดัง เพราะเธอหน้าเหมือนสกอร์เปียสเพื่อนของเขาอย่างกับฝาแฝด!

 
เด็กสาวสะดุ้งตกใจและถอยห่างจากเขาไปสามก้าว แต่เด็กหนุ่มไม่สนใจท่าทางนั้น เขาจ้องเด็กสาวตาไม่กระพริบราวกับกลัวว่าเธอจะหายวับไปหากเผลอละสายตา อัลบัสขยับเข้าไปใกล้เพื่อจะได้มองหน้าเธอให้ชัด ทำให้เธอก้าวถอยหลังไปอีก ดวงตาของเธอมีแววงุนงงขณะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามเป็นมิตร

 
“เอ่อ สวัสดีค่ะ! ที่นี่…ที่ไหนเหรอคะ”

 
คำถามของเธอทำให้อัลบัสชะงักไป เขายังคงจ้องหน้าเธอเพื่อหาความแตกต่าง แต่ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือนสกอร์เปียสเพื่อนของเขามาก… หรือว่าสกอร์เปียสจะลงทุนปลอมตัวเพื่อแกล้งเขา

 
เมื่อคิดได้ดังนั้น อัลบัสก็ฉีกยิ้มมองเด็กสาวอย่างอ่อนใจ

 
“สกอร์เปียส นี่นายลงทุนแต่งหญิงแกล้งฉันเลยเหรอ”

 
“หา!?”

 
เด็กหญิงอ้าปากค้าง มองหน้าเขาราวกับคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว สีหน้าเหรอหรานั้นทำเอาอัลบัสเกือบจะหลงเชื่อแล้วว่าสกอร์เปียสตกใจจริง ๆ แต่เขาไม่หลงกลหรอก เด็กหนุ่มแกล้งมองสำรวจร่างนั้นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะวนกลับขึ้นมาสบตาสีเทาที่เบิกกว้างมองเขาอยู่ แล้วเหยียดยิ้มล้อเลียน

 
“นายแต่งแบบนี้แล้วก็น่ารักดีนะ น่าจะแต่งแบบนี้ทุกวัน”

 
แก้มขาวซีดของเด็กสาวขึ้นสีชมพูอาจจะเพราะสายตาของเด็กหนุ่มที่มองสำรวจเธออย่างเปิดเผย หรือเพราะคำชมของเขา หรืออาจจะทั้งสองอย่าง สกอร์เปียสรู้ว่า เขากำลังเข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนอื่น แถมคนอื่นที่ว่ายังเป็นเด็กผู้ชายด้วย เด็กสาวทั้งขำทั้งฉุน เธอดูเหมือนเด็กผู้ชายตรงไหนกัน ถึงเธอจะไม่ค่อยมีส่วนเว้าส่วนโค้ง แต่ไม่เคยมีใครเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้ชายมาก่อนเลย

 
“ฉันว่าคุณจำผิดคนแล้วล่ะค่ะ”

 
สกอร์เปียสพยายามอธิบาย แต่เด็กหนุ่มแสร้งขมวดคิ้ว ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอจนปลายจมูกแทบจะชนกัน

 
เด็กสาวใจเต้นผิดจังหวะเมื่อสบตาสีเขียวสวยคู่นั้นในระยะประชิด ที่จริงเด็กหนุ่มตรงหน้าเธอจัดว่าเป็นคนหล่อเหลาในระดับหนึ่ง คิ้วเข้ม จมูกได้รูป ริมฝีปากหยัก สองข้างแก้มที่ค่อนข้างตอบนั้นไม่ได้ทำให้เขาดูดีน้อยลงเลย ผมสีดำยุ่งเหยิงก็เข้ากับเขามากด้วย สกอร์เปียสรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขณะผงะถอยเพื่อเพิ่มระยะห่างจากเด็กหนุ่มที่เข้ามาใกล้เกินไปแล้ว

 
“…ฉันว่าฉันจำไม่ผิดนะ นายคือสกอร์เปียส มัลฟอย เด็กเนิร์ดบ้าตำรา เพื่อนรักของฉัน”

 
ว่าแล้วอัลบัสก็ตรงเข้าล็อกคอสกอร์เปียส ก่อนจะแกล้งยีผมสีบลอนด์ที่ถักเปียหลวม ๆ ไว้อย่างสวยงามให้ยุ่งเหยิง

 
“นี่ นาย! ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่ใช่เพื่อน—เดี๋ยว! เมื่อกี๊นายเรียกฉันว่าไงนะ!”

 
สกอร์เปียสที่พยายามดิ้นให้หลุดจากแขนของอัลบัสในตอนแรกชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เด็กหนุ่มเรียกชื่อของเธอ เขารู้ชื่อของเธอได้ยังไง

 
“เด็กเนิร์ดบ้าตำรา”

 
อัลบัสพูดทวนซ้ำพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน

 
“ไม่ใช่! ฉันหมายถึงชื่อต่างหาก นายเรียกชื่อฉันว่าไงนะ”

 
รอยยิ้มเลื่อนหลุดจากใบหน้าของอัลบัส เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว ก่อนจะพูดว่า

 
“สกอร์เปียส มัลฟอยไง… นายลืมชื่อตัวเองเหรอเพื่อน”

 
เด็กสาวอ้าปากค้างเมื่อได้ยินชื่อตัวเองชัดเจนเต็มสองหู เดี๋ยวก่อน…. ทำไมเพื่อนของหมอนี่ถึงชื่อเหมือนกับเธอเป๊ะเลยล่ะ?!

 
“เฮ้… นายไม่เป็นไรใช่ไหม”

 
อัลบัสเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงห่วงใย เขายกแขนออกจากคอเธอ ก่อนจะจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอไว้ ให้เธอหันมาประจันหน้ากับเขา สกอร์เปียสมองหน้าอัลบัสอย่างอับจนคำพูด เกิดอะไรขึ้น… ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ โดนทักว่าเป็นเด็กผู้ชาย แถมเด็กผู้ชายคนนั้นยังมีชื่อเดียวกันกับเธออีก…

 
แล้วเธอก็นึกออกว่า เธอทะลุผ่านกระจกเข้ามา หรือว่ากระจกจะพาเธอมาที่นี่…

 
“เดี๋ยวนะ ทำไมนายเตี้ยลงล่ะสกอร์เปียส”

 
อัลบัสเพิ่งสังเกตว่าเขาต้องก้มตัวลงพอสมควร ระดับสายตาถึงจะเท่ากับคนตรงหน้า แต่สกอร์เปียสเตี้ยกว่าเขาแค่สองเซนติเมตรเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องก้มตัวเยอะขนาดที่เขาทำอยู่ตอนนี้

 
สกอร์เปียสมองหน้าเด็กหนุ่ม เธอกลืนน้ำลายด้วยความอึดอัด ก่อนจะตัดสินใจเล่าให้เขาฟัง

 
“นายอาจจะไม่เชื่อ… ฉันชื่อสกอร์เปียส มัลฟอยก็จริง แต่ฉันไม่ใช่สกอร์เปียสเพื่อนนายหรอกนะ”

 
“นายพูดอะไรของนายน่ะ”

 
อัลบัสขมวดคิ้วใส่เธออย่างงุนงง เด็กสาวจึงเล่าทุกอย่างให้เขาฟัง เรื่องที่เธอเรียนอยู่ที่โบซ์บาตง บังเอิญเจอกระจกโบราณดูดเข้าไปแล้วมาโผล่ที่นี่ และเจอเขาเข้ามาทึกทักเอาเองว่าเธอเป็นเด็กผู้ชายเพื่อนของเขาที่ดันชื่อเหมือนกันกับเธออีก

 
“ฉัน สกอร์เปียส ไฮเพเรียน มัลฟอย ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลมัลฟอย และฉันก็เป็นผู้หญิงด้วย!”

 
เธอย้ำปิดท้ายหลังจากเล่าจบ อัลบัสปล่อยมือออกจากไหล่เธอแล้ว เด็กหนุ่มยืนตะลึงมองหน้าเธออยู่เกือบนาที ก่อนจะเริ่มสรุปสิ่งที่เธอเล่า

 
“เธอจะบอกว่า เธอเป็นเด็กผู้หญิงเรียนอยู่โบซ์บาตง เดินทะลุกระจกมาที่ฮอกวอตส์เนี่ยนะ?!”

 
“ใช่! ที่นี่คือฮอกวอตส์เหรอ! ดีจัง ฉันอยากเห็นที่นี่มาตลอดเลย”

 
เด็กสาวมองสำรวจไปรอบ ๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย อัลบัสมองเธออย่างพิจารณา เขาไม่อยากเชื่อเลย แต่การที่จู่ ๆ สกอร์เปียสหายตัวไปอาจจะเป็นเพราะเด็กสาวปรากฎตัวขึ้นมาก็ได้ อีกอย่างส่วนสูงของเด็กสาวก็เตี้ยกว่าเขาหลายนิ้ว ทำให้เด็กหนุ่มอดคล้อยตามเรื่องที่เธอเล่าไม่ได้ และเมื่อมองดี ๆ แล้ว เธอก็มีหน้าอกกับสะโพกด้วย… อัลบัสหน้าแดงเมื่อคิดว่าเขาเพิ่งจะล็อกคอเธอ ยีผมเธอ แถมยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธออีก…
เด็กหนุ่มสะบัดหัวไล่ความทรงจำน่าอายออกไป ก่อนจะถามว่า

 
“แล้วกระจกที่เธอว่าอยู่ที่ไหนล่ะ”

 
ดวงตาเป็นประกายของเด็กสาวหม่นลงทันที เธอหันมามองอัลบัสด้วยสีหน้าที่ทำให้เด็กหนุ่มนึกถึงลูกหมาหูลู่หางตก

 
“นี่แหละปัญหา ฉันไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน พอฉันก้าวพ้นกระจกออกมา มันก็หายวับไปเลย!”

 
~*~*~

 

 

ยายหนูจะกลับไปโบซ์บาตงได้ไหมนะ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่า ^^
ลิงค์ตอนต่อไปค่ะ ^ ^

ตอนที่ 3

AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: I

 

Winter’s Dream

Albus Potter and Scorpius Malfoy

Key Words: สกอร์เปียสหญิง, ข้ามมิติ

สกอร์เปียส มัลฟอย เด็กสาวผู้ถูกครอบครัวส่งเข้าเรียนที่โบซ์บาตง เพราะอยากหนีจากข่าวลือไร้สาระที่ว่า เธอเป็นลูกสาวของจอมมาร ทว่า ข่าวลือเล่านั้นก็ยังคงติดตามเธอมา เด็กสาวโดดเดี่ยวมาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่ง เธอถูกกระจกดูดเข้าไป และได้พบกับ อัลบัส พอตเตอร์ ในอีกมิติหนึ่ง

 

I

 

แสงอ่อนละมุนยามเช้าเล็ดลอดผ่านม่านลูกไม้บางเบาเข้ามายังหอพักหญิงของโบซ์บาตง ในห้องที่มีหน้าต่างทรงสูงจรดเพดานเรียงกันตลอดแนว มีเด็กสาวร่างเล็กในชุดผ้าซาตินสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งตามลำพัง กระจกบานกลมสะท้อนให้เห็นใบหน้าเรียวเล็กซีดขาว ล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีบลอนด์ตรงยาวถึงกลางหลังซึ่งเด็กสาวมัดถักเป็นเปียหลวมผูกปลายด้วยริบบิ้นสีเดียวกับเครื่องแบบโรงเรียน คิ้วเรียวสีอ่อนโค้งรับกับดวงตากลมโตสีเทา จมูกของเธอเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากเรียวบางที่มุมปากตกอย่างคนที่ไม่คุ้นเคยกับรอยยิ้ม เธอเป็นเด็กสาววัยสิบห้าที่หน้าตาน่ารักทีเดียว หากแต่ในดวงตาคู่สวยนั้นเหือดแห้ง ไร้แววแห่งความสุข

 

เธอคือ สกอร์เปียส มัลฟอย ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลมัลฟอย ครอบครัวของเธอย้ายถิ่นฐานมาจากอังกฤษ โดยหวังว่าข่าวลือไร้สาระที่นั่นจะไม่ข้ามน้ำข้ามทะเลมายังฝรั่งเศส ทว่า พวกเขาคิดผิด ข่าวลือนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนครอบครัวเธอ และเห็นได้ชัดว่าทุกคนยังคลางแคลงเรื่องที่เธออาจจะเป็นทายาทของพ่อมดที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เวทมนตร์ ซึ่งส่งผลให้เด็กสาวต้องโดดเดี่ยวมาตลอด แม้จะอยู่ที่โบซ์บาตงมาห้าปีแล้ว แต่ไม่มีเด็กคนไหนยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับเธอเลยสักคน กระทั่งเพื่อนร่วมห้องของเธออีกสามคนยังไม่กล้าอยู่ตามลำพังกับเธอเลย

 

เด็กสาวละสายตาจากกระจก มองไปรอบห้องนอนอันกว้างขวางและหรูหรา พื้นเป็นหินอ่อนขัดมัน ปูด้วยพรมกำมะหยี่สีไวน์แดง โคมไฟระย้าแขวนอยู่กลางห้อง มุมหนึ่งของห้องมีโต๊ะกลมและโซฟานุ่มสี่ตัววางล้อมอยู่ มุมนั้นเป็นมุมที่สกอร์เปียสไม่กล้าย่างกรายเข้าไป เพราะเพื่อนร่วมห้องของเธอมักจะจับกลุ่มกันอยู่ตรงนั้น หากไม่ทำการบ้าน ก็จะคุยกันเรื่องต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องของเธอด้วย ผนังสองด้านที่ไม่ติดประตูและหน้าต่างมีเตียงไม้สี่เสา โต๊ะอ่านหนังสือ ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะเครื่องแป้ง อย่างละสี่ตัว วางเรียงชิดผนังด้านละสองชุด เพราะงั้นเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งขึ้นห้องมาช้ากว่าเพื่อนจึงจำยอมนอนเตียงข้างเธอ  เตียงทั้งสี่เลิกม่านขึ้นเผยให้เห็นผ้าปูเตียงสีมุกเรียบกริบกับหมอนซึ่งจัดวางเป็นระเบียบ เพื่อนร่วมห้องของเธออีกสามคนออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ หีบใส่สัมภาระซึ่งเคยวางอยู่ปลายเตียงหายไป พวกเธอคงลงไปยังห้องโถงเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านในวันหยุดฤดูหนาว

 

เธอเองก็จะกลับบ้านเช่นกัน กลับไปหาพ่อ แม่ ปู่ และย่า ซึ่งรอเธออยู่ที่ปารีส

 

แววตาแห้งแล้งของเด็กสาวมีประกายขึ้นมา ริมฝีปากขยับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเมื่อนึกถึงพวกเขา ครอบครัวเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เธอยังมีพวกเขา และเธอจะไม่เป็นไร

 

เด็กหญิงลุกขึ้น โบกไม้กายสิทธิ์ร่ายคาถายกหีบสัมภาระของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะเปิดประตูไม้สลักเสลางดงามซึ่งมีที่จับเป็นทองคำออกไปยังระเบียงทางเดิน นำหีบใส่รถเข็นเล็กซึ่งตั้งรออยู่หน้าห้อง แล้วลากมันไปบนพื้นพรมกำมะหยี่สีแดงเข้ม

 

วันนี้เป็นวันคริสต์มาสอีฟ วังโบซ์บาตงจึงประดับประดาด้วยน้ำแข็งซึ่งไม่มีวันละลายแกะสลักเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น ต้นคริสต์มาส ทูตสวรรค์ นางไม้ที่กำลังร่ายรำ มีน้ำแข็งแกะสลักเป็นรูปผลึกหิมะและดวงดาวลอยอยู่เหนือศีรษะตลอดทางเดิน ผลึกน้ำแข็งสะท้อนกับแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามา ทำให้ดูราวกับพวกมันเปล่งแสงได้เอง

 

สกอร์เปียสมองน้ำแข็งแกะสลักทั้งหลายอย่างชื่นชม ถึงเธอจะรู้สึกโดดเดี่ยวตลอดเวลาที่อยู่ที่โรงเรียน แต่เธอก็รักการตกแต่งวังในช่วงคริสต์มาสเหลือเกิน คงจะดีไม่น้อยหากว่าเธอมีเพื่อนสักคนร่วมชื่นชมความมหัศจรรย์นี้ไปกับเธอ

 

แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก

 

สกอร์เปียสบอกกับตัวเองในใจ เพื่อไม่ให้นึกหวังแล้วต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ห้าปีอันอ้างว้างสอนให้เธอเลิกคิดว่าจะเจอคนที่ไม่รังเกียจเธอ ไม่มีอคติต่อปู่ ย่า และพ่อของเธอซึ่งเคยเป็นผู้เสพความตาย ไม่เชื่อข่าวลือว่าเธอเป็นลูกสาวจอมมาร เธอเคยหวังมาตลอดว่าจะมีใครสักคน… ขอแค่คนเดียว… แค่คนเดียวที่เข้าใจเธอ ยอมรับเธอที่เป็นแบบนี้

 

แต่เธอไม่เคยพบคนคนนั้น และคงไม่มีวันได้พบ

 

เด็กสาวตกอยู่ในห้วงความคิดจนลืมดูว่าตัวเองกำลังเดินไปทางไหน รู้ตัวอีกทีเธอก็มาอยู่บนระเบียงทางเดินที่ไม่คุ้นตาเสียแล้ว

 

วังโบซ์บาตงนั้นทั้งกว้างขวางและลึกลับ แม้กระทั่งอาจารย์ผู้สอนอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีก็ไม่กล้าพูดว่ารู้จักทุกซอกทุกมุมของโรงเรียนดี ไม่ต้องพูดถึงสกอร์เปียสที่เพิ่งอยู่มาได้ห้าปีและไม่ค่อยได้สำรวจรอบโรงเรียน เพราะไม่ว่าเธอจะเดินไปทางไหน ก็จะมีสายตาระแวงและเสียงซุบซิบลอยตามมาตลอด เพราะงั้นเธอจึงไม่แปลกใจที่ตัวเองไม่คุ้นกับหลาย ๆ แห่งในวัง เด็กสาวหมุนตัว ตั้งท่าจะลากรถเข็นกลับทางเดิม หากแต่สายตาสะดุดเข้ากับกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมทางเดิน

 

กระจกบานสูงจรดเพดานล้อมด้วยกรอบทองคำสลักลวดลายอ่อนช้อยและอักขระซึ่งเธออ่านไม่ออก มันดูโบราณและเปี่ยมไปด้วยเวทมนตร์ เด็กสาวเดินเข้าไปใกล้กระจกบานนั้นอย่างไม่รู้ตัว เธอมองเงาตัวเองซึ่งสะท้อนบนกระจก รู้สึกประหลาดเหมือนมองลงไปในบ่อน้ำที่นิ่งสนิท สกอร์เปียสสงสัยว่า ถ้าเธอแตะมัน จะเกิดระลอกคลื่นเหมือนเวลาจุ่มนิ้วลงไปในบ่อน้ำหรือเปล่า

 

ไม่ อย่าแตะต้องมัน

 

ส่วนหนึ่งในตัวเธอประท้วงขึ้น เธอรู้ว่าไม่ฉลาดเลยหากแตะต้องสิ่งของที่เห็นได้ชัดว่ามีเวทมนตร์ โดยเฉพาะของน่าสงสัยอย่างกระจกโบราณบานใหญ่มหึมา ซึ่งตั้งอยู่ริมระเบียงอย่างผิดที่ผิดทาง แต่เธอก็ห้ามตัวเองไม่ได้ เหมือนมีบางอย่างดึงดูดให้เธอเข้าไปใกล้ เด็กสาวเอื้อมมือขวาออกไปอย่างเผลอไผล และก่อนที่เธอจะยั้งตัวเองได้ทัน ปลายนิ้วของเธอก็สัมผัสกับผิวกระจก มันอุ่นราวกับอาบแสงอาทิตย์มาตลอดวัน ผิวของกระจกเรียบสนิทตอนที่นิ้วของเธอจมหายเข้าไปในนั้น เธอแปลกใจที่ไม่เกิดระลอกคลื่นใดอย่างที่คิดไว้ แต่แล้วเสี้ยววินาทีต่อมาก็มีแรงกระชากจากอีกฟากหนึ่ง ดึงเธอเข้าไปในกระจกทั้งตัว ทิ้งไว้เพียงรถเข็นและหีบสัมภาระบนระเบียงทางเดินอันว่างเปล่า ไร้วี่แววของเด็กสาวและกระจกโบราณ

 

~*~*~

 

“อัลบัส ตื่นเร็ว! ไปกินอาหารเช้ากัน!”

 

เสียงร้องอย่างสดใสของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ดังก้องไปทั่วห้องนอนในหอพักสลิธีรินซึ่งจมอยู่ใต้ทะเลสาบ ปลุกให้คนซึ่งหลับใหลอยู่บนเตียงต้องตื่นขึ้น อัลบัสพลิกตัวนอนหงาย ปลายผมสีดำยุ่งเหยิงแผ่เต็มหมอน ดวงตาสีเขียวหรี่ปรือขณะมองสกอร์เปียสเพื่อนรักของเขาส่งยิ้มสดใสมาให้ในระยะประชิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน

 

ใช้เวลาครู่หนึ่ง กว่าที่อัลบัสจะรู้สึกตัวว่าใบหน้าพวกเขาอยู่ใกล้กันเกินไป เด็กหนุ่มตื่นเต็มตาขณะผลักไหล่สกอร์เปียสออกไปด้วยความตกใจ คนถูกผลักเซถอยไปนั่งอยู่ปลายเตียง หัวเราะเสียงใสกับปฏิกิริยาของอัลบัส ซึ่งยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะคว้าหมอนขึ้นมาตีคนขี้้แกล้งแรง ๆ หนึ่งที แต่ไม่อาจหุบรอยยิ้มบนใบหน้าของสกอร์เปียสได้

 

“สกอร์เปียส! ฉันบอกนายตั้งหลายครั้งแล้วนะว่าเลิกปลุกฉันแบบนี้ได้แล้ว”

 

นายทำแบบนี้ทีไรฉันหวั่นไหวทุกที อัลบัสได้แต่คิดขณะพยายามกล่อมหัวใจที่เต้นแรงให้เบาเสียงลง เขาควรจะชินกับการใกล้ชิดของสกอร์เปียสได้แล้ว

 

“ก็ปลุกแบบนี้แล้วนายตื่นเร็วที่สุดนี่นา” เด็กหนุ่มผมบลอนด์เถียงกลับพร้อมรอยยิ้มหยอกล้อ “นายรีบแต่งตัวเร็ว ฉันหิวจนจะกินฮิปโปกริฟฟ์ได้ทั้งตัวแล้ว!”

 

“ก็ได้” อัลบัสบอก แต่ยังไม่ยอมลุกจากเตียงนุ่ม เด็กหนุ่มกล่อมตัวเองจนใจสงบลงแล้ว ก่อนจะมองเพื่อนที่ยังคงนั่งปักหลักอยู่ปลายเตียงเขาแล้วออกปากไล่ “นายก็ลุกจากเตียงฉันสักทีสิ”

 

“ไม่! ถ้าฉันลุกนายก็นอนต่อน่ะสิ ไปแต่งตัวเลย ฉันจะนั่งเฝ้านายอยู่ตรงนี้แหละ” สกอร์เปียสหรี่ตาสีเทามองเขาอย่างรู้ทัน อัลบัสมองตอบอย่างนึกขำ ก่อนเผยยิ้มร้ายแล้วเอ่ยถาม

 

“นายจะดูฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเหรอ”

 

สกอร์เปียสชะงักไปชั่วขณะ แต่เด็กหนุ่มก็ตั้งตัวได้ทันที เขายักไหล่กวน ๆ ก่อนจะตอบว่า “ฉันเห็นนายเปลี่ยนเสื้อผ้าตั้งกี่ครั้งแล้ว ไม่มีอะไรน่าแปลกใจแล้วล่ะ”

 

อัลบัสยกหมอนขึ้นตีเพื่อนอีกสองสามที เรียกเสียงโวยวายจากสกอร์เปียสจนพอใจแล้วค่อยลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ขณะที่เขาถอดเสื้อนอนออกนั้น สกอร์เปียสแกล้งยกมือขึ้นปิดหน้า แต่ดวงตาสีเทายังเล็ดลอดหว่างนิ้วออกมามองเขา เด็กหนุ่มที่ถูกมองใบหน้าขึ้นสีชมพูจาง ๆ เขายกชายผ้าห่มบนเตียงขึ้นมาคลุมศีรษะของเพื่อน แล้วกระโจนเข้ากอดร่างนั้นอย่างหมั่นเขี้ยวโดยมีผ้านวมหน้ากั้นกลาง อัลบัสไม่ยอมปล่อยแม้สกอร์เปียสจะร้องโวยวายและดิ้นรนเพื่อหาทางออกจากผ้าห่ม จนกระทั่งเสียงของเพื่อนเงียบลงและหยุดดิ้นแล้ว เด็กหนุ่มจึงคลายผ้าห่มออก ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เมื่อพบว่า เพื่อนของเขาหายตัวไปแล้ว!

 

~*~*~

 

สวัสดีค่ะ เราเขียนเรื่องนี้ เพราะอยากเขียนสกอร์เปียสผู้หญิง (ฮา)
ที่จริงเราเคยเขียนสกอร์เปียสหญิงไปแล้วในเรื่อง What If แต่เราว่าพล็อตมันยังไม่โอเค จึงขอลบแก้ใหม่มาเป็นเรื่องนี้แทนค่ะ แล้วบรรยากาศของเรื่องเปลี่ยนไปหมดเลย เคร่งเครียดขึ้นมาทันที =__=”

ขอบคุณทุกท่านมาก ๆ เลยค่ะที่เข้ามาอ่าน
หากอ่านแล้วไม่สนุกหรือรู้สึกติดขัดก็คอมเม้นท์บอกเราเถอะค่ะ เราอยากรู้และแก้ไขจริง ๆ ค่ะ T T

 

AlbusScorpius

[HP] Fluffy Issue

Fluffy Issue

Harry Potter’s Fan Fiction

Genre: Boy’s love, One Shot

Albus Potter x Scorpius Malfoy

 

 

“สุดยอด! อัลบัส! นายทำได้!”

 

สกอร์เปียสตะโกนลั่นห้องเรียนที่ว่างเปล่าบนชั้นหนึ่งซึ่งพวกเขาแอบเข้ามาใช้ซ้อมแปลงร่าง ที่ต้องแอบเพราะพวกเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้แปลงร่างตัวเองเป็นสัตว์ แต่ว่าเพราะอัลบัสอยากแอบหนีเที่ยวและสกอร์เปียสก็คิดว่า ถ้าแปลงร่างได้อย่างที่ปู่เจมส์กับปู่ซิเรียสเคยทำ คงเท่ดี พวกเขาจึงเริ่มศึกษาการแปลงร่างอย่างจริงจังมาเป็นเวลาปีกว่า และเริ่มทดลองแปลงร่างกันวันนี้เป็นครั้งที่เจ็ด

 

เขาว่าเลขเจ็ดนำโชค ก็คงนำโชคจริง ๆ เพราะตอนนี้อัลบัสได้กลายเป็นแมววัยรุ่นขนยาวสีนิลทั้งตัวเป็นครั้งแรก ดวงตาสีเขียวอ่อนนั้นจ้องมองกระจกเงาบานยาวอย่างไม่อยากเชื่อ แมวหนุ่มหมุนตัวไปรอบ ๆ จนหางสะบัดพลิ้ว ดวงตาสีเขียวยังไม่ละไปจากกระจกเงา ก่อนจะมองหันไปมองเพื่อนซึ่งยืนอยู่ด้านหลัง เด็กหนุ่มดูสูงใหญ่มากเมื่อมองจากมุมมองของแมว อัลบัสในร่างแมวร้องม๊าวใส่สกอร์เปียส แล้วหมุนตัว ให้เพื่อนดูอย่างอวด ๆ ว่า ‘เป็นไง ฉันทำได้แล้ว!’

 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์หัวเราะให้กับท่าทางนั้น หากเป็นอัลบัสในร่างคนทำคงน่าหมั่นไส้น่าดู แต่พอเป็นอัลบัสในร่างแมวสีดำปลอดทำแล้วกลับน่ารัก น่าอุ้มมากอดแน่นแล้วยีขนให้ฟูเสียจริง

 

สกอร์เปียสได้แต่คิด หากเขาทำอย่างนั้นจริงมีหวังเพื่อนได้เอาคืนทีหลังแน่

 

“ไหนนายลองคืนร่างหน่อยสิ”

 

เขาบอกเพื่อนในร่างแมวที่กำลังกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะเรียนอย่างคล่องแคล่วร่าเริง อัลบัสฟังคำขอของเพื่อน จึงนั่งนิ่งก่อนจะหลับตาลงรวบรวมสมาธิ

 

สกอร์เปียสมองเพื่อนตาไม่กระพริบ เขาอยากจะเห็นวินาทีที่อัลบัสแปลงร่างกลับคืนมาชัด ๆ ทว่า แมวหนุ่มยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้นหลายนาที ก่อนจะเบิกตากว้าง ดวงตาสีเขียวอ่อนมีแววตื่นตระหนก

 

สกอร์เปียสรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดพลาด เมื่อเห็นเพื่อนในร่างแมวกระโจนลงจากโต๊ะไปหน้ากระจก ร้องม๊าวเสียงดัง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง เพ่งสมาธิเพื่อให้ตัวเองคืนร่าง แต่ทว่า เมื่อลืมตาขึ้น อัลบัสก็ยังคงอยู่ในร่างแมว

 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์เดินไปใกล้เพื่อน ย่อตัวลงนั่งด้านหลังแมวหนุ่ม ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงกังวล

 

“อัลบัส… นายคืนร่างไม่ได้เหรอ…”

 

“ม๊าว!”

 

เสียงของอัลบัสฟังดูตื่นตกใจจริง ๆ หางของเขาตกและฟูด้วยความหวาดกลัว แมวหนุ่มหันมาก่อนจะเงยหน้ามองสบตาเพื่อน ดวงตาสีเขียวที่เบิกกว้างด้วยความตื่นกล้ว สกอร์เปียสคิดว่าเพื่อนกำลังขอความช่วยเหลือจากเขา

 

เด็กหนุ่มมองเพื่อนในร่างแมวแล้วพยายามตั้งสติ อัลบัสกำลังตกใจกลัว เขาจะมาตื่นตระหนกไปอีกคนไม่ได้ คิดสิ สกอร์เปียส คิด….

 

“ฉัน… ฉันจะไปตามศาสตราจารย์มักกอนนากัล!”

 

เขาลุกขึ้นยืน เตรียมออกวิ่ง แต่แล้วก็คิดว่า หากพาตัวอัลบัสไปด้วยเลยอาจจะเร็วกว่า เขาจึงก้มลงใช้สองมือช้อนใต้ตัวแมวหนุ่มแล้วอุ้มขึ้นมาแนบอก อัลบัสที่กำลังตื่นกลัวกางกรงเล็บจิกลงบนเสื้อคลุมของเด็กหนุ่มแน่น ขณะที่สกอร์เปียสออกวิ่งขึ้นบันไดไปยังชั้นเจ็ด

 

เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาหลังอาหารเย็น ตามบันไดและระเบียงทางเดินจึงมีเด็กนักเรียนกำลังเดินทางไปยังห้องสมุดหรือกลับห้องนั่งเล่นรวม ทุกคนต่างชะงักเมื่อเห็นเด็กสลิธีรินผมบลอนด์คนหนึ่งอุ้มแมวดำที่มีดวงตาสีเขียวตัวหนึ่งไว้พุ่งผ่านพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มดูซีดมากจนน่าห่วงว่าอาจจะเป็นลม แต่ไม่มีใครหยุดเขาไว้ได้

 

สกอร์เปียสวิ่งมาตลอดทางจนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้ารูปปั้นการ์กอยล์ซึ่งเป็นทางเข้าห้องอาจารย์ใหญ่ แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองไม่มีรหัสผ่าน เด็กหนุ่มจึงสบถออกมาอย่างที่นาน ๆ ครั้งจะทำเสียที ก่อนจะบอกเพื่อนในร่างแมวว่าเขาไม่รู้รหัสผ่าน

 

“ฉันขอโทษนะ อัลบัส ฉันไม่ทันคิด…”

 

เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งลงบนฐานรูปปั้น หายใจหอบ ใบหน้าซีดเซียวมีเหงื่อซึม สองขาที่ไม่ค่อยได้ออกแรงบ่อยนักเริ่มสั่นน้อย ๆ จากการวิ่งเมื่อครู่ อัลบัสที่บัดนี้นั่งอยู่บนตักของสกอร์เปียส เงยหน้าขึ้นมองเพื่อน แมวหนุ่มร้อง ม๊าว เบา ๆ ก่อนจะใช้หัวถูไถที่บริเวณใต้คางของเพื่อนราวกับจะปลอบว่า ไม่เป็นไร

 

สกอร์เปียสรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น จึงเผลอยกมือขึ้นลูบขนที่หลังเพื่อนเบา ๆ ขนของอัลบัสลื่นและให้สัมผัสนุ่มมือ เด็กหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายและกลับมามีสติอีกครั้ง จึงพยายามคิดหาทางช่วยเพื่อนต่อ

 

“จริงสิ… ตอนนี้ศาสตราจารย์น่าจะอยู่ที่ห้องโถง อาจารย์ชอบคุยกับศาสตราจารย์ฟลิตวิกหลังกินข้าว!”

 

คิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงรวบตัวอัลบัสมาแนบอกอีกครั้ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเพื่อลงไปยังห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง

 

เมื่อมาถึงห้องโถง เหลือคนบางตาเพราะเด็กนักเรียนส่วนใหญ่กินอาหารเย็นเสร็จแล้ว สกอร์เปียสหอบหายใจขณะที่ไล่สายตาดูตามโต๊ะอาหารของอาจารย์ ศาสตราจารย์ลองบัตท่อมกำลังคุยอยู่กับแฮกริด ศาสตราจารย์คนอื่น ๆ ไม่อยู่ที่โต๊ะแล้ว รวมถึงอาจารย์ใหญ่ด้วย

 

เด็กหนุ่มกระชับอ้อมแขนที่อุ้มอัลบัสไว้ ก่อนจะเดินตรงไปหาแฮกริดกับเนวิลล์ที่กำลังคุยกันอยู่ ก่อนจะเอ่ยถามหาศาสตราจารย์มักกอนนากัล และได้คำตอบว่ามักกอนนากัลไม่อยู่ และจะไม่กลับมาจนกระทั่งวันอาทิตย์ตอนเย็น

 

เมื่อเห็นสกอร์เปียสแสดงสีหน้าสิ้นหวัง เนวิลล์จึงถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

 

แต่ขณะที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ อัลบัสก็ข่วนมือเขาจนต้องร้องโอ้ยออกมา เด็กหนุ่มก้มมองเพื่อนในอ้อมแขน ดวงตาสีเขียวจ้องเขาเขม็งราวกับอยากจะพูดอะไร… หรือห้ามเขาไม่ให้พูดอะไร

 

“เอ่อ ไม่มีอะไรครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ… ต้องทำการบ้านน่ะครับ”

 

สกอร์เปียสรีบบอกลาทั้งสองพร้อมส่งรอยยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนจะอุ้มอัลบัสกลับไปที่ห้องของพวกเขาซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของปราสาท

 

ห้องของพวกเขาถึงจะอยู่ชั้นใต้ดิน แต่ก็ติดกระจกซึ่งมองออกไปเห็นใต้ทะเลสาบ บางครั้งก็จะเห็นฝูงปลาว่ายน้ำผ่าน พวกเขาครองห้องนี้ร่วมกับเพื่อนในชั้นเดียวกันอีกสองคน แต่ตอนนี้ทั้งสองอยู่ที่ห้องนั่งเล่นรวม สกอร์เปียสจึงปล่อยอัลบัสลงบนหัวเตียงของเขา แล้วทรุดตัวนั่งลงที่ปลายเตียงก่อนจะเริ่มพูดกับเพื่อนในร่างแมว

 

“ทำไงดี ทำไงดี!? กว่ามักกอนนากัลจะกลับมาก็อีกสองวัน! นายจะอยู่ในร่างนี้ตลอดสองวันไม่ได้นะ เราต้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน!”

 

อัลบัสม้วนหางไปมา ขณะจ้องหน้าสกอร์เปียส แต่เด็กหนุ่มไม่รู้ความหมายของสายตานั้น จึงไปหากระดาษกับน้ำหมึกมาให้แมวหนุ่มจุ่มเล็บลงไปในน้ำหมึก แล้วเขียนสื่อสารกัน

 

‘อย่าบอกใครนะ โดยเฉพาะ ลุงแฮกริดกับลุงเนวิลล์ ฉันไม่อยากให้พ่อมาวุ่นวาย’

 

เจ้าแมวนิ่งไปนิดนึงก่อนจะเขียนต่อว่า

 

‘ฉันคิดว่า อีกไม่นานฉันก็จะคืนร่างได้เอง แค่ต้องใช้เวลาหน่อย’

 

“นายแน่ใจนะ นายอาจจะกลายเป็นแมวตลอดไปเลยก็ได้นะ ถึงฉันจะชอบนายในร่างแมวก็เถอะ แต่แบบนี้คุยกันลำบากนะ”

 

อัลบัสเอาเล็บจุ่มน้ำหมึกอีกครั้งก่อนจะเขียนว่า

 

‘ขนของฉันนุ่มใช่ไหมล่ะ ลูบใหญ่เลยนะ’

 

ปลายหางของอัลบัสตั้งตรง ดวงตาสีเขียวที่สบตากับสกอร์เปียสมีแววล้อเลียนแบบที่เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นในแมวตัวไหนมาก่อน เขาจึงเอื้อมมือไปขยี้แก้มที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มของเพื่อนอย่างหมั่นเขี้ยว

 

“นี่แน่ะ ขนนุ่มนักใช่ไหม มาให้ขยี้เสียดี ๆ”

 

สกอร์เปียสเห็นเพื่อนในร่างแมวพริ้มตารับสัมผัสนั้นย่างเคลิบเคลิ้ม ยิ่งเขาเลื่อนมือลงไปแถวใต้คาง เพื่อนก็ครางในคอเบา ๆ อย่างชอบใจ เด็กหนุ่มเห็นแบบนั้นก็นึกสนุก จึงขยับเข้าไปใกล้เพื่อนมากขึ้นก่อนจะลากขึ้นมานั่งบนตัก แล้วใช้มือทั้งสองไล้ขนนุ่มลนตัวเพื่อนตั้งแต่หัวจรดหางกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

 

อัลบัสเริ่มร้องม๊าวประท้วง กรงเล็บจิกลงบนกางเกงนักเรียนของเพื่อน ก่อนจะหันมากัดเมื่อมือของสกอร์เปียสมาป้วนเปียนแถวข้างแก้ม

 

“โอ้ย!”

 

ถึงอัลบัสจะกัดเบา ๆ แต่เพราะ สกอร์เปียสตกใจจนเผลอชักมือออก มือขาวจึงปรากฎรอยขูดสีแดงเป็นทางยาวสองรอย

 

“ม๊าว…”

 

อัลบัสลุกจากตักเขาแล้วหันมามองรอยแผลบนมือของเพื่อน หางตกลู่และครางเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ราวกับจะบอกว่าขอโทษ สกอร์เปียสเห็นแบบนั้นจึงรีบบอกว่า

 

“ไม่เป็นไร ๆ ฉันผิดเองละที่แกล้งนายก่อน แผลแค่นี้เดี๋ยวก็หายน่า”

 

พร้อมส่งรอยยิ้มสดใสจนแมวหนุ่มตาแทบพร่า อัลบัสจึงถูศีรษะกับแขนเพื่อนอย่างออดอ้อน ก่อนจะล้มตัวนอนลงโดยเอาหัวเกยบนขาของสกอร์เปียสแล้วหลับตาลง

 

“อัลบัส…”

 

เด็กหนุ่มเรียก แต่เพื่อนในร่างแมวไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา

 

“อัลบัส… นายจะมานอนอย่างนี้ไม่ได้นะ”

 

จะนอนบนเตียงเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่มานอนหนุนขาเขาแบบนี้มัน… สกอร์เปียสพยายามอดทนไม่ผลักเพื่อนออกไป เขาเป็นพวกบ้าจี้แถวขา ไม่อาจให้ใครหรือสัตว์มีขนตัวไหนมานอนหนุนตักได้ทั้งนั้น มันจั๊กจี้!

 

ขณะที่จะค่อย ๆ ดึงขาออกอยู่นั้น สกอร์เปียสก็ได้ยินเสียง ป๊อบ เบา ๆ ก่อนจะรู้สึกถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นบนหน้าขา และเส้นผมสีนิลที่ปกคลุมบนตัก อัลบัสกลับคืนร่างเดิมแล้ว

 

“อัลบัส! นายคืนร่างแล้ว!!!”

 

เสียงตะโกนอย่างยินดีของสกอร์เปียสปลุกให้อัลบัสที่กำลังหลับเพลินลืมตาตื่นขึ้นมา และเห็นดวงตาสีเทาก้มมองลงมาที่เขา ใบหน้าประดับรอยยิ้มกว้างสดใสที่ทำให้เขาต้องคลี่ยิ้มตอบเสมอ

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน อัลบัสที่ยังคงนอนหนุนตักเพื่อนคลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจับแก้มขาวที่ขึ้นสีชมพูด้วยความยินดีที่เห็นเขาคืนร่างเดิม ก่อนจะยกตัวขึ้นให้ปลายจมูกสัมผัสกับแก้มข้างหนึ่งของสกอร์เปียสเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ผละออกอย่างเชื่องช้า

 

คนถูกขโมยหอมแก้มตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น จนกระทั่งอัลบัสเลื่อนศีรษะออกจากตักของเขา ลุกขึ้นมานั่งข้าง ๆ ก่อนจะเรียกชื่อเขา

 

“สกอร์เปียส”

 

เมื่อเด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนด้วยพวงแก้มขึ้นสีกับดวงตาสีเทาที่เบิกกว้างอย่างตกตะลึง ปากบางเผยอออกเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา อัลบัสเห็นท่าทางเงอะงะของเพื่อนแล้วก็เผยรอยยิ้มอย่างรักใคร่ ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้เพื่อน และกระซิบข้างหูว่า

 

“ขอบคุณที่พยายามช่วยฉันนะ”

 

ถ้อยคำนั้นเหมือนจะเรียกสติของสกอร์เปียสได้ เด็กหนุ่มค่อย ๆ ขยับตัวออกห่างเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบว่า

 

“มะ…. ไม่เป็นไร… ถ้าเป็นฉันนายก็ต้องช่วยแน่นอน ใช่ไหมล่ะ”

 

“แน่อยู่แล้ว”

 

สกอร์เปียสยิ้มให้กับคำตอบของอัลบัส ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะกลายเป็นสีหน้าตื่นตะลึงเมื่อได้ยินคำต่อไปของเพื่อน

 

“เพราะว่าฉันรักนายไง”

 

สกอร์เปียสอ้าปากค้าง ดวงตาสีเทามองสบตาอัลบัสราวกับจะถามว่า ล้อเล่นใช่ไหม แต่ดวงตาสีเขียวที่ปกติจะมีประกายวิบวับเสมอ ตอนนี้กลับไม่มีแววล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย อัลบัสเขยิบเข้ามาใกล้อีกครั้งจนปลายจมูกของพวกเขาแทบจะแตะกัน ดวงตาสีเขียวเลื่อนลงมองริมฝีปากบางของอีกคน ก่อนจะเอ่ยถาม

 

“ฉันขอนะ”

 

เป็นคำขอที่ไม่รอฟังคำตอบ อัลบัสกดริมฝีปากลงบนกลีบปากบางของสกอร์เปียส เริ่มแรกก็แตะอย่างไม่มั่นใจ ก่อนจะแตะซ้ำ ซ้ำอีกหลายครั้ง เมื่อสกอร์เปียสไม่ได้ปฏิเสธแถมยังหลับตาลงรับสัมผัสนั้น เด็กหนุ่มจึงเลื่อนมือขึ้นมาจับแก้มขาวที่เริ่มขึ้นสีเข้ม กดริมฝีปากลงหนักขึ้น

 

อัลบัสขยับตัวเองเข้าไปใกล้อีก มืออีกข้างโอบเอวของเด็กหนุ่มผมบลอนด์เข้ามา ใช้ขาของตัวเองช้อนเข่าของสกอร์เปียสขึ้นมาจนเด็กหนุ่มผมบลอนด์ขึ้นมาอยู่บนตักของเขา สกอร์เปียสยกมือขึ้นคล้องคออัลบัสไว้ ตอบรับจูบของเขาทีละนิด เผยอปากให้ลิ้นของอีกคนเข้ามาชิมรสในปากของเขา

 

นิ้วเรียวของสกอร์เปียสเริ่มไล้ไปตามกลุ่มผมสีเข้ม ก่อนจะลืมตาขึ้นเมื่อสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่ขยับได้

 

“อัล….”

 

เด็กหนุ่มพยายามส่งเสียงผ่านลำคอ พลางใช้มือดันร่างของอัลบัสเบา ๆ เด็กหนุ่มผละริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า สองมือโอบเอวคนบนตักไว้ ก่อนจะมองสกอร์เปียสด้วยดวงตาสีเขียวช่ำที่เต็มไปด้วยความปรารถนา แล้วถามด้วยเสียงพร่าว่า

 

“อะไรเหรอ”

 

“นาย…” สกอร์เปียสยืดตัวขึ้นมองบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางกลุ่มผมยุ่งเหยิงสีเข้มของอัลบัส ก่อนจะบอกว่า “หูนาย… นายมีหูแมว”

 

“หา!?”

 

“เนี่ย”

 

สกอร์เปียสใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งหนีบใบหูสามเหลี่ยมเล็ก ๆ นุ่มนิ่มที่มีขนสีดำขึ้นปกคลุมทั้งสองข้าง อัลบัสจับข้อมือทั้งสองไว้ก่อนจะดึงออกห่างจากหูเขา แล้วรีบยกสกอร์เปียสลงจากตัก ก่อนจะพุ่งไปที่กระจกยาวข้างตู้เสื้อผ้า

 

แม้จะเห็นไม่ค่อยชัดท่ามกลางผมฟูยุ่งเหยิง แต่หูของเขากลายเป็นหูสามเหลี่ยมแบบแมวไปแล้ว

 

“โอ๊ะ! หาง! อัลบัส นายมีหาง!!!”

 

สกอร์เปียสที่เดินตามมาเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึงเมื่อเห็นหางสีดำที่มีขนปกคลุมกวัดแกว่งออกมาจากใต้เสื่อคลุม

 

อัลบัสรีบหมุนตัวเพื่อส่องดูด้านหลัง แล้วกผ้เห็นหางวีดำยาวอย่างหางแมวโผล่พ้นชายเสื่อคลุมออกมา

 

อัลบัสสบถคำหยาบออกมาอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดี สถานการณ์ที่ตะวเองกลายเป็นครี่งคนครึ่งแมวแบบนี้

 

“ไปหามาดามพร็อมฟรีย์กันเถอะ”

 

สกอร์เปียสพูดขึ้นขณะเดินเข้ามายืนข้าง ๆ และสอดมือของตัวเองเข้ามาในมือของอัลบัส แม้เด็กหนุ่มจะไม่อยากให้ใครรู้เพราะกลัวจะวุ่นวายกัน แต่ถ้าเจอแบบนี้คงต้องยอมขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่แล้ว

 

“อือ ก็ได้”

 

อัลบัสตอบรับแต่โดยดี แต่ว่า..

 

“แต่มีข้อแม้นะ”

 

“อะไรเหรอ”

 

เมื่อสกอร์เปียสเลิกคิ้วอย่างสงสัย อัลบัสจึงดึงมือคนข้างกายเข้ามาใกล้ แล้วฉวยโอกาสที่อีกคนทรงตัวไม่อยู่ คว้าตัวไว้แล้วกอดอย่างแนบแน่น พร้อมส่งเสียงข้างใบหูขาวว่า

 

“ถ้าฉันต้องนอนห้องพยาบาล นายต้องนอนเป็นเพื่อนฉันนะ ตกลงไหม”

 

“ได้สิ… แค่นอนเป็นเพื่อนเฉย ๆ ใช่ไหม”

 

“…หรือจะทำมากกว่านั้นก็ได้นะ”

 

แล้วอัลบัสก็จูบใบหูขาวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเบา ๆ ก่อนจะผละออกแล้วส่งรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจให้สกอร์เปียสที่ตอนนี้หน้าแดงเป็นแถบลามไปถึงใบหูทั้งสองข้าง

 

“ทำไมหน้าแดงขนาดนั้น คิดอะไรกับฉันอยู่เหรอ”

 

อัลบัสอดไม่ได้ ต้องเอ่ยล้อทั้งรอยยิ้มกว้าง สกอร์เปียสตอนเขินนั้นน่ารักเป็นบ้า

 

“เปล่าสักหน่อย! ไปไกล ๆ เลย!”

 

สกอร์เปียสที่ยังคงหน้าแดงเริ่มโวยวาย พลางสะบัดมือเขาทิ้ง ก่อนจะผลักให้ออกห่าง แต่อัลบัสหัวเราะกับท่าทางเขินอายนั้นแล้วล้อว่า

 

“ทนไม่ไหวจนต้องไล่ฉันเลยเหรอ”

 

“อัลบัส!”

 

เด็กหนุ่มผมสีเข้มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเห็นว่าสกอร์เปียสเริ่มจะโกรธแล้ว เขาก็ค่อย ๆ เข้าไปใกล้ แล้วออดอ้อนให้พาไปห้องพยาบาล

 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะบอกให้เขาเก็บหางใส่กางเกงไว้ แล้วดึงฮู้ดของเสื้อคลุมขึ้นมาปิดหูแมวไว้ ก่อนจะพากันไปห้องพยาบาล สกอร์เปียสถือโอกาสแก้แค้นโดยแกล้งบอกว่าอัลบัสไม่สบาย มีตุ่มหนองขึ้นเต็มตัว สงสัยไปโดนยางพิษของคางคกในคาบวิชาปรุงยาเข้า เขาจึงจะพาเพื่อนไปห้องพยาบาล ทุกคนจึงหลีกทางให้และไม่มีใครพยายามเลิกฮู้ดคลุมของอัลบัสออกเลย

 

อัลบัสฟังสกอร์เปียสบรรยายสาเหตุการป่วยของเขาแล้วก็ทั้งขำทั้งฉุน

 

เอาไว้คิดบัญชีคืนนี้แล้วกัน

 

 

~><~>< จบค่ะ ><~><~

แต่งสนองตัณหาตัวเองล้วน ๆ /ยกมือปิดหน้า

AlbusScorpius

[HP]Only Me – 2 –

Only Me – 2 –

Harry Potter Fan Fiction

Genre: Romance, Yaoi

Albus Severus Potter and Scorpius Hyperion Malfoy

*ระวังโดนสปอยล์ The Curse Child*

 

สิ่งแรกที่สกอร์เปียสทำเมื่อเขากับอัลบัสเดินมาถึงห้องโถงในตอนเช้าคือมองหาโรส เมื่อเห็นเธอนั่งกินอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะกริฟฟินดอร์ เด็กหนุ่มก็บอกเพื่อนว่า เจอกันที่โต๊ะ อัลบัสตบไหล่ให้กำลังใจเขาแล้วเดินแยกไป สกอร์เปียสยิ้มให้เพื่อน ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้า แล้วเดินไปหาเด็กสาว

 

“อรุณสวัสดิ์ โรส”

 

เด็กหนุ่มทำใจกล้าเอ่ยทักเสียงสดใส แต่หารู้ไม่ว่านั่นทำให้โรสรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น เด็กสาวผมสีแดงเพลิงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เธอเม้มปาก พยายามสะกดอารมณ์ไว้ ก่อนจะพูดอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“โทษทีนะ แต่ฉันไม่อยากคุยกับนายตอนนี้”

 

แล้วเธอก็ก้มหน้าทานซีเรียลต่อ ไม่สนใจเด็กหนุ่มที่ยืนมองเธอด้วยดวงตาเหมือนลูกหมาถูกทิ้ง เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็หุบปากลง ก่อนจะค่อย ๆ เดินคอตกกลับไปที่โต๊ะสลิธีริน ทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ อัลบัสซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ แม้จะไม่ได้ยินว่าโรสพูดอะไร แต่ดูจากท่าทางหม่นหมองของเพื่อนแล้ว เธอคงย้งไม่หายโกรธแน่นอน

 

เด็กหนุ่มไม่รู้จะพูดปลอบเพื่อนอย่างไร จึงเอื่อมมือไปหยิบขนมปังปิ้งมาปาดเนยถั่วก่อนจะวางใส่จานตรงหน้าสกอร์เปียส แล้วหยิบขนมปังปิ้งอีกแผ่นขึ้นมาปาดแยมผิวส้ม พลางพูดว่า

 

“กินหน่อยเถอะ ลุงรอนเคยบอกไว้ว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ท้องอิ่มเมื่อไร อะไร ๆ ก็จะดีขึ้นเอง”

 

“แต่…ฉันไม่หิว”

 

สกอร์เปียสงึมงำพลางก้มมองขนมปังเนยถั่วบนจานตรงหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย ตอนนั้นเองที่ท้องของเด็กหนุ่มร้องประท้วงขึ้น อัลบัสพยายามไม่หัวเราะออกมา ขณะพูดว่า

 

“นายจะไปเรียนทั้ง ๆ ที่ท้องว่างไม่ได้หรอก กินซะ แล้วค่อยคิดหาวิธีง้อแฟนสาวของนาย”

 

เขาตักพายฟักทองให้เพื่อนอีกชิ้น ก่อนจะเริ่มกินพายมันฝรั่งบดกับเบคอนอย่างเอร็ดอร่อยเป็นเชิงยั่วให้สกอร์เปียสอยากอาหาร เด็กหนุ่มผมบลอนด์ผู้เศร้าสร้อยหันมองอัลบัสที่กำลังกินพายอย่างมีความสุขแล้วกลืนน้ำลาย ก่อนจะหยิบขนมปังปิ้งที่เพื่อนปาดเนยถั่วให้แล้วขึ้นมา

 

“นายพูดถูกกองทัพต้องเดินด้วยท้อง”

 

เขาว่าก่อนจะกัดขนมปังคำใหญ่แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

 

~*~*~

 

สกอร์เปียสยังคงหาจังหวะคุยกับโรสไม่ได้เลยจนกระทั่งหลังมื้อเย็น เด็กหนุ่มรู้ว่าแฟนสาวของเขาต้องไปห้องสมุดเพื่อทำการบ้าน ทั้งคู่จึงไปดักรออยู่หลังชั้นหนังสือแถวที่โรสชอบมาประจำ หยิบกระดาษ ปากกาขนนก และน้ำหมึกขึ้นมา วางบนโต๊ะ สกอร์เปียสแกล้งตั้งท่าจะเขียนเรียงความวิชาแปลงร่างที่มีกำหนดส่งสัปดาห์หน้า ส่วนอัลบัสนั้นจำเป็นจะต้องเขียนเรียงความวิชาปรุงยาซึ่งมีกำหนดส่งพรุ่งนี้ โดยมีเรียงความของเพื่อนข้าง ๆ เป็น… เอ่อ… แรงบันดาลใจ

 

“เธอมาแล้ว!”

 

สกอร์เปียสกระซิบเสียงตื่นเต้นเมื่อมองผ่านช่องว่างบนชั้นหนังสือไปเห็นเรือนผมสีแดงสวยที่คุ้นตา

 

“ลุยเลยสิ”

 

อัลบัสตอบกลับโดยไม่เงยหน้าจากกระดาษเรียงความ ก่อนจะเสริมว่า

 

“ถ้าคุยไม่รู้เรื่องก็กระชากเข้ามาจูบเลย”

 

คำแนะนำนั้นทำเอาเด็กหนุ่มผมสีอ่อนหน้าร้อนขึ้นมา ก่อนจะโวยวายกลบเกลื่อนว่า

 

“ขืนทำอย่างนั้นโรสก็สาปฉันเป็นหนูสิ!”

 

อัลบัสแกล้งนิ่งคิดนิดนึง ก่อนจะตีหน้าจริงจังมองสบตาเพื่อน

 

“ไม่ต้องห่วงนะ ถ้านายกลายเป็นหนู ฉันจะเลี้ยงดูนายเอง จะซื้อจักรลอยได้ให้ถีบออกกำลังกายด้วย”

 

“อัลบัส! นายนี่มัน… ใช่เวลามาล้อเล่นไหม”

 

ถึงกระนั้นเมื่อเห็นเด็กหนุ่มผมดำหัวเราะร่วนโดยไม่มีเสียง สกอร์เปียสก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกตึงเครียดที่จะต้องเผชิญหน้ากับโรสค่อย ๆ คลายลง เมื่ออัลบัสเห็นรอยยิ้มนั้น เขาก็ไล่ให้เพื่อนรีบไปง้อแฟนสาวได้แล้ว เขาจะทำการบ้าน มาชวนคุยเสียสมาธิหมด

 

สกอร์เปียสอยากจะฉกเรียงความของตัวเองคืนด้วยความหมั่นไส้เพื่อนเหลือเกิน แต่เห็นแก่ที่ช่วยให้เขาสบายใจก่อนไปคุยกับโรส เขาจึงยอมหยวนให้เพื่อนสักครั้ง เด็กหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะขัดจังหวะการทำการบ้านของเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย

 

“อวยพรให้หน่อยสิ”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของตาสีเขียวมองดวงตาสีเทาที่มีแววออดอ้อนคู่นั้นแล้วก็ตอบว่า

 

“ขอให้นายโชคดี ง้อสาวสำเร็จนะเพื่อน”

 

อัลบัสอวยพรออกไป ทั้งที่ใจภาวนาให้ทั้งสองเลิกกันไว ๆ เขาพยักหน้ารับคำขอบคุณของสกอร์เปียส ก่อนจะมองเพื่อนเดินห่างออกไป ดวงตาสีเขียวอ่อนหม่นลงด้วยความรู้สึกผิด

 

ในฐานะญาติและเพื่อนของโรส และในฐานะเพื่อนสนิทที่สกอร์เปียสไว้ใจที่สุด เขาควรจะเชียร์ให้ทั้งคู่คืนดีกันจากใจจริง แต่ทว่ากลับมีส่วนลึกในใจที่คิดอยากให้พวกเขาเลิกกัน ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี อัลบัสคิดมาตลอดว่า ทั้งสองไม่เหมาะสมกัน โรสนั้นมั่นใจในตัวเองเกินไป เกลียดความพ่ายแพ้มากเกินไป ชอบควบคุมทุกอย่างมากเกินไป ในขณะที่สกอร์เปียสเป็นผู้ตามมากเกินไป อ่อนไหวมากเกินไป ถึงแม้เขาจะเพิ่งชนะควิดดิชมาและกลายเป็นที่หมายปองของใครหลายคน แต่ลึก ๆ ลงไปนั้น สกอร์เปียสก็ยังขาดความมั่นใจในตัวเองอยู่ดี หากคบกับโรสผู้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ นานวันเข้า เพื่อนของเขาจะต้องไม่สบายใจและไม่มีความสุข

 

สกอร์เปียสควรจะอยู่กับคนที่เข้าใจเขาดีที่สุด เข้าใจความไม่มั่นใจนั้น เข้าใจความอ้างว้างในยามที่ไม่มีใครต้องการนั้น เข้าใจความอ่อนไหว ความเหงา แม้ในยามที่สกอร์เปียสไม่ได้พูดออกมาซ้ำยังยิ้มสู้กับความรู้สึกแง่ลบทั้งหลายที่ก่อขึ้นในใจอย่างกล้าหาญ สกอร์เปียสควรจะต้องอยู่กับคนอย่างเขา อัลบัส เซเวอรัส พอตเตอร์ คนนี้

 

ทำไมไม่เป็นฉัน

 

อัลบัสนึกแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อสกอร์เปียสเลือกโรส ไม่ใช่เขา เขาควรจะภาวนาให้คนที่เขารักมีความสุขกับคนที่รัก…

 

ไม่ได้ ยังไงก็ทำไม่ได้

 

เขาคงเห็นแก่ตัวมากเกินไป จึงไม่อาจทำใจสนับสนุนให้สกอร์เปียสรักกับคนอื่นนอกจากเขาได้ แต่ก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะกล้าเสี่ยงบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป เขากลัวจะเสียสกอร์เปียสไปตลอดกาล

 

สุดท้ายเด็กหนุ่มก็พาตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์ที่จะไปต่อก็ไม่กล้า จะถอยหลังก็ไม่ไหว เขาชอบสกอร์เปียสมากเกินไป ไม่อาจกลับไปคิดแบบเพื่อนกันอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่ก็ไม่อาจแสดงออกได้ว่าคิดเกินไปกว่านั้น ได้แค่ภาวนาให้เพื่อนเลิกกับคนรัก แล้วหันมามองเขาบ้าง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เขาจะต้องเก็บความรู้สึกนี้ไว้กับตัวเอง ไม่ว่าใครก็จะไม่มีวันรู้

 

อัลบัสจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองจนไม่ทันสังเกตว่าคนที่เขากำลังนึกถึงอยู่นั้นเดินกลับมาตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เด็กหนุ่มทรุดตัวนั่งเก้าอี้ตัวข้าง ๆ แล้วนั่งเหม่อมองโต๊ะเบื้องหน้าด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวกับวิญญาณส่วนหนึ่งได้แตกสลายไปแล้ว

 

“เกิดอะไรขึ้น…”

 

เด็กหนุ่มตัดสินใจเอ่ยถามพลางขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วโอบไหล่เพื่อนไว้ สกอร์เปียสค่อย ๆ หันมามองเขา ดวงตาสีเทาว่างเปล่าขณะตอบว่า

 

“โรส… ขอให้ฉัน… อยู่ห่างจากเธอสักพัก”

 

อัลบัสมองหน้าเพื่อนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นึกรังเกียจตัวเองที่รู้สึกผิดหวังที่พวกเขายังไม่เลิกกัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ แต่จงใจให้สกอร์เปียสสังเกตเห็น เมื่อเพื่อนขมวดคิ้วใส่ จึงเปิดปากบอกว่า

 

“นี่ เธอบอกว่าขออยู่ห่างกัน สักพัก นะ ไม่ใช่ ตลอดกาล เสียหน่อย!”

 

เมื่อเห็นว่าสกอร์เปียสยังทำหน้างุนงง เด็กหนุ่มจึงพูดต่อ

 

“ให้เวลาเธอหน่อยเถอะ แล้วค่อยไปขอคืนดีตอนที่เธออารมณ์ดีแล้ว”

 

ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าสกอร์เปียสซึ่งกำลังช็อคจะซึมซับสิ่งที่อัลบัสตั้งใจบอกได้ ดวงตาสีเทาเริ่มกลับมาทอประกายด้วยความหวังอีกครั้ง

 

“นายว่าต้องใช้เวลานานเท่าไร”

 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์มองเพื่อนอย่างคาดหวัง อัลบัสมองสายตานั้นแล้วก็ตอบแบบคาดเดาไป

 

“อาจจะ… สักสัปดาห์หนึ่ง”

 

สกอร์เปียสเลิกคิ้ว “นานขนาดนั้นเชียว!”

 

“ก็… น่า… ให้เวลาเธอหน่อยเถอะ”

 

อัลบัสปล่อยมือจากเพื่อนแล้วแกล้งกลับไปเขียนเรียงความต่อทั้ง ๆ ที่ไม่มีสมาธิและความรู้อยู่ในหัวเลย เมื่อเหลือบมองแล้วเห็นว่าสกอร์เปียสยังไม่สบายใจ จึงรีบเสริมว่า

 

“ระหว่างนี้เดี๋ยวฉันจะบอกลิลี่ให้ไปกล่อมโรสให้เอง”

 

“จริงเหรอ!?”

 

เสียงของเด็กหนุ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง เมื่ออัลบัสตอบว่า เชื่อมือเถอะ สกอร์เปียสก็ลุกขึ้นไปกอดเพื่อนจากด้านหลังทั้ง ๆ ที่อัลบัสยังนั่งกฝเก้าอี้อยู่ ก่อนจะกระซิบขอบคุณเขาเหมือนอย่างเคย

 

“ขอบใจนะ อัลบัส รักนายที่สุดเลย เพื่อน!”

 

แค่เพื่อนเท่านั้นสินะ

 

“เออ รู้แล้ว ปล่อยได้แล้วน่า ฉันจะทำการบ้าน!”

 

สกอร์เปียสอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยมือ แล้วสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า หลังจากนี้จะตั้งใจเขียนการบ้านด่วยลายมือบรรจง อัลบัสจะได้ลอก… เอ่อ อ่านเป็นแรงบันดาลใจได้

 

อัลบัสจึงตอกกลับว่า ไม่ต้องถึงขนาดบรรจงหรอก ขอแค่อ่านง่าย ไม่เป็นอักขระโบราณอย่างทุกวันนี้ก็พอ

 

~*~*~*~*~*~*~

 

ทำไมอัลบัสดูร้ายลึก =”=