Decide

Decide

Fan Fiction of Fabtastic Beasts and Where to Find Them
Genre: One Shot, Drama
:: เรื่องของครีเดนซ์ แบร์โบน หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป และการตัดสินใจของเขา

“ครีเดนซ์ ถอดเข็มขัดออกมา”

เสียงเย็นเยือกดุจน้ำเย็นจัดของแม่ซัดสาดกระทบร่างของเขา เด็กชายตัวสั่นด้วยความกลัวจับใจ แต่มือสั่นน้อย ๆ คู่นั้นก็ปลดเข็มขัดหนังออกส่งให้ถึงมือผู้ที่ได้ขึ้นชื่อเป็น ‘แม่’ ของเขาอย่างเชื่อฟัง รู้ดีว่า หากขัดคำสั่ง โทษของเขาจะหนักหนายิ่งขึ้น

ครีเดนซ์ค่อย ๆ แบมือขวาที่เต็มไปด้วยรอยแผลตกสะเก็ด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่ลงโทษเขา เด็กชายเคยชินกับการถูกตีด้วยเข็มขัดหนังที่มือ แต่ใช่ว่าคุ้นชินแล้วจะทำให้ความกลัวและความเจ็บปวดของเขาลดลง

มือเล็กแต่แข็งแรงราวกับคีมของแม่บังคับดึงมือของครีเดนซ์ให้ยื่นออกมาด้านหน้า ก่อนจะฟาดปลายเข็มขัดลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแรง ซ้ำลงไปบนรอยแผลเก่าอย่างจงใจ เด็กชายสะดุ้งสุดตัวด้วยความเจ็บ เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หลั่งรินลงมา ทว่าไม่ใช่เพียงเพราะความเจ็บที่มือ แต่เป็นเพราะความรู้สึกเจ็บปวดและอึดอัดภายใน

เสียงสะอื้นยิ่งกลั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อแม่ฟาดเข็มขัดหนังลงที่มือของเขาซ้ำไปซ้ำมา มือของเขาแสบไปหมดจนเริ่มชา แต่น่าเสียดายที่จิตใจของเขาไม่อาจด้านชาเหมือนกับมือ ใจของเขาเจ็บปวดรวดร้าว เขาก็แค่อยากให้ใบปลิวหมดไปจะได้กลับมาที่โบสถ์เร็ว ๆ ครีเดนซ์กลัวผู้คน เขาไม่กล้าสบดวงตาของผู้คนตามถนน เพราะสายตาที่มองลงมายังเขาล้วนมีแต่ความสมเพช สงสาร และความรังเกียจเดียดฉันท์ หรือไม่ก็เพิกเฉยไปเสีย เหมือนเขาไม่มีตัวตน เด็กชายอึดอัดใจเสมอเมื่อถูกสั่งให้ไปแจกใบปลิว เขาจึงแอบเอาไปทิ้งในถังขยะซึ่งห่างไกลจากโบสถ์ทุกครั้ง แต่วันนี้เขาโชคร้ายที่ถูกแม่จับได้

ครีเดนซ์พยายามอธิบาย แต่แม่ไม่ฟังเขา ความจริงแล้วแม่ไม่เคยฟังเขาเลย สำหรับแม่แล้ว เขาเป็นเด็กโง่ ไม่ได้เรื่อง สั่งสอนเท่าไรก็ไม่เคยจำ ต้องลงโทษเพื่อจะให้เขาหลาบจำ

ครีเดนซ์ก็เคยคิดว่าตัวเขาเองเป็นแบบนั้น เคยคิดว่า ดีเท่าไรแล้วที่แม่ยังเก็บไอ้โง่อย่างเขาไว้ ไม่ทิ้งให้กลายเป็นเด็กเร่ร่อนข้างถนน หรือจับส่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายและอดอยาก เขาเคยคิดว่า ลึก ๆ แล้วแม่ก็รักเขา รักในแบบของแม่

แต่เขาคิดผิด แม่ไม่เคยรักเขาเลย ไม่เคยเลย

“แม่…”

เสียงสั่นเครือของเด็กชายอ้อนวอน หวังให้ผู้เป็นมารดาใจอ่อน ทว่าใบหน้างดงามแต่เย็นชาดุจรูปสลักของแมรี ลูกลับบิดเบี้ยวด้วยความกราดเกรี้ยวและเกลียดชัง

“ฉันไม่ใช่แม่แก! แม่ของแกเป็นผู้หญิงร้ายกาจและวิกลจริต!”

….

ครีเดนซ์สะดุ้งตื่นขึ้น ชายหนุ่มหายใจหอบอย่างรุนแรงขณะเงยหน้ามองหลังคาผ้าใบอันว่างเปล่าด้านบน ดวงตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความสับสนเหม่อมองพื้นที่ว่างเปล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เขานอนอยู่ในเต้นท์ในกระเป๋าของนิวท์

ความโล่งอกค่อย ๆ ลูบไล้ร่างที่เกร็งด้วยความตระหนกให้ผ่อนคลายลง แต่ชายหนุ่มตาสว่างเกินกว่าจะหลับต่อได้ เขาค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มที่กองตกอยู่กับพื้นขึ้นมาไว้บนเตียงสนาม ก่อนจะลุกขึ้นแหวกประตูผ้าใบของเต้นท์ขนาดย่อมออกไป

ด้านนอกเต้นท์เป็นลานเปิดโล่งเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นทิวป่าไผ่อยู่ไม่ไกล ครีเดนซ์เงยหน้าขึ้น เห็นท้องฟ้ายามราตรีที่จำลองให้เหมือนกับท้องฟ้าของจริงด้านนอก มองดวงดาวดารดาดเต็มท้องฟ้าแล้วก็รู้สึกทึ่งเหมือนกับครั้งแรกที่เห็นดินแดนในกระเป๋า อดคิดไม่ได้ว่านิวท์เป็นพ่อมดที่ทรงพลังและเก่งกาจมาก

ครีเดนซ์เจอนิวท์บนเรือโดยสารที่จะไปยังเมืองเซาแธมตัน… ที่จริงเขาเองที่สะกดรอยตามนิวท์มา เขาต้องการความช่วยเหลือ และนิวท์เป็นคนเดียวที่เคยเจอเด็กผู้หญิงซึ่งมีปัญหาเหมือนกับเขา นิวท์เป็นความหวังเดียวของเขา เป็นคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ ดังนั้นเขาจึงแอบตามนิวท์ขึ้นเรือ ใช้เงินที่แม่… ผู้หญิงคนนั้น… ซ่อนไว้ในกล่องไม้เล็ก ๆ ใต้หมอนเป็นค่าตั๋วโดยสาร โชคดีที่ทุกคนคิดว่าเขาตายไปแล้ว ครีเดนซ์จึงขึ้นเรือมาได้โดยไม่มีใครมาดักจับอย่างที่เขานึกกลัว แต่ความกลัวพลังภายในตัวมีมากกว่าความกลัวว่าจะโดนจับ ทำให้ครีเดนซ์กล้าขึ้นเรือมาเผชิญหน้ากับนิวท์ สคามันเดอร์ ขอร้องให้ชายหนุ่มช่วยเขา แลกกับการที่เขาจะยอมทำทุกอย่างที่นิวท์ต้องการ

ครีเดนซ์ผู้ไม่เคยได้รับสิ่งใดมาโดยไม่ต้องทำอะไรตอบแทนเสนอไปแบบนั้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน พลางก้มหน้ามองพื้นเคบินห้องพัก ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองนิวท์ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงตรงหน้าเขา นักสัตว์วิเศษหนุ่มเรียกชื่อครีเดนซ์อย่างอ่อนโยน ครีเดนซ์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง พ่อมดหนุ่มยิ้มบางให้เขา ก่อนจะตอบรับว่า ได้สิ เขาจะช่วย แลกกับการที่ครีเดนซ์จะช่วยดูแลสัตว์วิเศษในกระเป๋าของเขา ตกลงไหม

ทันทีที่ครีเดนซ์พยักหน้ารับ นิวท์ก็ร่ายคาถาล็อกกุญแจประตูห้องพัก ก่อนจะเปิดกระเป๋า พาเขาเข้ามา และค่อย ๆ อวดสมาชิกทุกตัวให้ครีเดนซ์รู้จักอย่างร่าเริง บอกทุกตัวว่า ครีเดนซ์เป็นเพื่อนใหม่ จะมาช่วยดูแลทุกตัวตั้งแต่วันนี้ไป จากนั้นก็ตั้งเต้นท์ในลานโล่งใกล้ ๆ ห้องทำงานที่ดูเหมือนโรงนา นำเตียงสนามและหมอนผ้าห่มมาใส่ไว้ในเต้นท์ บอกว่ายกให้เป็นบ้านของเขา

ครีเดนซ์อยู่ในกระเป๋าของนิวท์มาสามสัปดาห์แล้ว เริ่มคุ้นชินกับชีวิตในกระเป๋า สนิทกับสัตว์วิเศษบางตัวอย่าง ดูกัล ที่ช่วงสี่ห้าวันแรกมาคลุกอยู่ในเต้นท์เพื่อดูแลเขาบ่อย ๆ ราวกับเขาเป็นออคคามี่เกิดใหม่ แต่ตอนนี้เขาช่วยดูกัลดูแลป้อนอาหารให้บรรดาออคคามี่น้อยได้แล้ว เขายังค่อนข้างชอบเจ้าแมลงขี้วัวยักษ์ที่คอยเก็บมูลของสัตว์ต่าง ๆ มากลิ้งเป็นลูกกลม ๆ นิวท์นำมูลสัตว์พวกนี้มาทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ เขาชอบเล่นกับลูก ๆ ของแกรปฮอร์น แม้จะยังรู้สึกกลัว ๆ พ่อแม่ของพวกมันอยู่บ้าง เขาจำชื่อโบวทรัลเกิลทุกตัวได้ พวกนกดิริคอว์ลที่หายตัวไปมาได้ก็น่ารักและตลกดี พวกมูนคาล์ฟก็เป็นมิตรมาก แม้จะไม่ค่อยทำอะไรนอกจากมองดวงจันทร์เกือบทั้งคืนก็ตาม

สัตว์วิเศษที่นิวท์ไม่อยากให้เขาเข้าใกล้คือนันดุตัวที่คล้าย ๆ เสือดาว แต่คำรามจนแผงคอพองออกมาเหมือนปลาปักเป้าได้ เมิร์ตแลปที่คล้าย ๆ หมูมีดอกไม้ทะเลอยู่บนหลัง เพราะมันจ้องจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้ และนิฟเฟลอร์ ที่นิวท์พูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูว่า ให้ระวังมันขโมยของแวววาว

นิฟเฟลอร์ในยามปกติก็น่ารักและยอมให้เขาลูบขนตอนให้อาหาร แต่ก็แอบย่องมาขโมยของตอนเขานอนหลับอยู่ในเต้นท์สองครั้ง เขาเคยเจอมันพยายามแกะหัวเข็มขัดของเขาครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งเป็นตอนที่มันพยายามจะขโมยสร้อยจากกล่องไม้ของเขา สร้อยที่คุณเกรฟส์ให้เขามา… สร้อยที่กรินเดลวัลด์ให้เขามา

ครีเดนซ์ยังเก็บมันไว้ เขาไม่แน่ใจว่าทำไมถึงอยากเก็บไว้ แต่ก็ทิ้งไปไม่ลง ถึงแม้นิวท์จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังว่า คุณเกรฟส์นั้นแท้จริงคือเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ปลอมตัวมา กรินเดลวัลด์ต้องการทำสงครามกับมักเกิ้ล เหล่าผู้คนที่ไม่มีเวทมนตร์ เพื่อที่ผู้วิเศษจะได้เป็นใหญ่และไม่ต้องหลบซ่อนตัวจากมักเกิ้ลอีกต่อไป

นิวท์ยังเล่าต่อไปว่า กรินเดลวัลด์นั้นสังหารพ่อมดแม่มดและมักเกิ้ลมานับไม่ถ้วนเพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง ตอนนี้จึงถูกจับขังอยู่ในความดูแลของสภาเวทมนตร์แห่งอเมริกา

ครีเดนซ์ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เขารู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองโง่จนโดนหลอกใช้ คุณเกรฟส์… กรินเดลวัลด์ เป็นความหวังเดียวของเขาที่จะหลุดพ้นจากโบสถ์แห่งชนซาเล็มที่สองได้ เขายังจำได้ถึงตอนที่ตัวเองรู้ว่าผู้วิเศษมีอยู่จริง ตอนที่ทีน่ามาช่วยเขาจากความกราดเกรี้ยวของแม่

วันนั้นเองที่ครีเดนซ์เจอกับคุณเกรฟส์ครั้งแรก เขามาช่วยทีน่าและพ่อมดแม่มดลบความจำผู้ที่เห็นเหตุการณ์ตอนนั้นทั้งหมด คุณเกรฟส์ที่ควรจะลบความทรงจำของเขา กลับแอบกระซิบบอกถึงชื่อร้านอาหารแห่งหนึ่งและเวลานัดพบ ครีเดนซ์ที่ถึงจะหวาดกลัวแต่ก็อยากรู้อยากเห็นจึงแอบไปตามนัด คุณเกรฟส์เลี้ยงอาหารเขา ก่อนจะวาดมือผ่านดอกคาร์เนชั่นที่ประดับอยู่บนให้แปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีแดงสวยสด เขาจำได้ว่าตัวเองจ้องดอกไม้สีแดงนั้นอย่างตื่นตะลึงและหลงใหล เขาอยากใช้เวทมนตร์ได้ หากเขาใช้เวทมนตร์ได้ บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ อาจจะทำให้เขากล้าหาญขึ้น บางทีอาจจะสั่งให้คนรอบข้างไม่มองเขาเป็นไอ้โง่น่าสมเพชอีกต่อไป

คุณเกรฟส์ว่า เขาดูออกตั้งแต่แรกว่าครีเดนซ์เป็นพวกเดียวกับตน ว่าชายหนุ่มมีเวทมนตร์อยู่ในตัว แต่แค่ขาดการฝึกฝนจึงไม่สามารถใช้ได้ คุณเกรฟส์ว่า เขาสอนครีเดนซ์ได้ แต่เขาต้องการให้ครีเดนซ์ช่วยเช่นกัน ช่วยตามหาเด็กที่มีเวทมนตร์เหมือนกัน เพื่อช่วยเหลือเด็กคนนั้น จากนั้นพวกเขาจะช่วยกันเปิดเผยต่อโลกว่าเวทมนตร์มีอยู่จริง จะไม่มีเด็กผู้วิเศษคนไหนถูกทำร้ายเหมือนที่แม่… แมรี ลู… ทำกับเขา

ครีเดนซ์ระแวง แต่ก็คิดว่านี่เป็นโอกาสเดียวของเขา โอกาสที่จะเป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ โอกาสที่จะหลุดพ้นจากสายตาเหยียดหยามดูแคลนและอารมณ์โกรธเกรี้ยวของแม่ โอกาสที่จะเป็นอิสระ

ชายหนุ่มจึงตอบตกลง

นั่นเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา ซึ่งในที่สุดก็พาเขามาอยู่ตรงนี้ ในกระเป๋าที่เต็มไปด้วยสัตว์วิเศษในสถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเวทมนตร์ ครีเดนซ์คิดว่าถึงเขาจะโง่ที่ถูกหลอกใช้ แต่ก็ดีแล้วที่เขาตัดสินใจแบบนั้น แม้จะไม่ราบรื่น ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ และทำให้แม่… แมรี ลู และแชสทีตีต้องตาย… สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดคือเรื่องนี้เอง เขาทำให้น้องสาวคนหนึ่งตาย และอีกคนหนึ่งหายตัวไป นิวท์บอกว่าพวกเขาค้นหาตัวโมเดสตีไปทั่วแล้ว แต่เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย นิวท์ปลอบเขาว่าเขาจะส่งนกฮูกถึงทีน่า หากเจอตัวโมเดสตีเมื่อไร ทีน่าจะส่งข่าวมา แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเจอน้องสาวของเขา

โมเดสตีอาจจะเป็นคนเดียวในโบสถ์ที่รักและเป็นห่วงเขาจากใจจริง ครีเดนซ์เองก็รักน้องสาว เธอเพิ่งอายุแปดขวบ แต่เขาก็รู้ว่าเธอกล้าหาญและเข้มแข็งกว่าเขามาก เขาหวังว่าเธอจะไม่เป็นไร เขาเสียใจจริง ๆ ที่ทำให้เธอหวาดกลัว เสียใจที่พรากบ้านและครอบครัวของเธอไป แม้แมรี ลูจะไม่ได้ดีกับเขา แต่เธอค่อนข้างดีกับแชสทีตีและโมเดสตี แชสทีตี…. เขาเสียใจที่ทำให้เธอตาย เธอไม่ควรจากไปแบบนั้น ถึงเธอจะไม่เคยช่วยหรือแสดงความเป็นห่วงเวลาที่เขาถูกลงโทษ แม้เธอจะมองเขาเหมือนคนโง่ แต่เธอก็ไม่ควรตายอยู่ดี เธอก็แค่ทำทุกอย่างตามแมรี ลูเท่านั้น แชสทีตีแค่อยากให้แมรี ลูรักเธอ เช่นเดียวกันกับเขาที่อยากให้แมรี ลูรัก ต่างกันตรงที่แชสทีตียังได้รับความเมตตาจากผู้หญิงคนนั้นบ้าง ในขณะที่ครีเดนซ์ไม่เคยได้รับเลย… ไม่เคยเลย…

บางครั้งครีเดนซ์ก็นึกเสียใจที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นตาย คืนแล้วคืนเล่าที่เขาฝันถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ตอนที่เขา… ฆ่าแม่… แม้เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็เป็นเขาเองที่ลงมือฆ่าแม่ เป็นเขาเอง เขามันชั่วร้ายน่ารังเกียจที่ฆ่าได้กระทั่งคนที่ตัวเองเรียกว่าแม่ และทำให้น้องสาวต้องตาย… แต่บางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นสมควรตายแล้ว คนโหดร้ายแบบนั้นตายไปเสียได้ก็ดีแล้ว…

ครีเดนซ์นึกเกลียดตัวเองเสมอที่คิดแบบนั้น อดคิดไม่ได้ว่า เขามันชั่วร้ายจริง ๆ แทบไม่ต่างจากคนที่ทำร้ายเขาเลย ครีเดนซ์ไม่อยากชั่วร้าย เขาอยากเป็นคนดี เป็นคนที่วิเศษอย่างนิวท์ อย่างทีน่า เขาไม่อยากเป็นเหมือนแมรี ลูหรือกรินเดลวัลด์ หรือชายนักการเมืองคนนั้นที่ว่าเขาเป็นตัวประหลาด ว่าเขาเป็นขยะไร้ค่า แต่ว่า ครีเดนซ์ก็ยังคิดว่า แม่สมควรตายแล้ว ชายนักการเมืองคนนั้นก็สมควรตายแล้ว และกรินเดลวัลด์คนที่หลอกใช้เขาก็สมควรจะต้องตายเช่นกัน

เขาไม่อยากคิดแบบนั้น แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่ก่อตัวคุกกรุ่นขึ้นในอก นิวท์ยังไม่ได้นำสิ่งที่อยู่ภายในตัวของเขาออกไป ครีเดนซ์บอกนิวท์ว่าเขาอยากเรียนเวทมนตร์ เขาอยากใช้เวทมนตร์ได้ นิวท์จึงยังไม่ลงมือแยกสิ่งนั้นออกมา เพราะไม่มั่นใจว่าหากแยกออกมาแล้วครีเดนซ์จะยังใช้เวทมนตร์ได้หรือไม่ นิวท์ว่าทันทีที่ถึงอังกฤษ เขาจะพาครีเดนซ์ไปพบกับดัมเบิลดอร์ พ่อมดที่ยิ่งใหญ่และเก่งกาจที่สุดในยุคนี้ นิวท์มั่นใจว่าดัมเบิลดอร์คงหาทางช่วยครีเดนซ์ได้แน่นอน ระหว่างนี้ นิวท์ให้เขาฝึกควบคุมอารมณ์ นิวท์ว่าอ็อบสกูรัสเป็นเหมือนกาฝาก มันจะระเบิดออกมาต่อเมื่อครีเดนซ์สูญเสียการควบคุมอารมณ์เท่านั้น ตอนที่เขารู้สึกบางอย่างมาก ๆ เช่น โกรธหรือกลัว เพราะงั้นถ้าครีเดนซ์ควบคุมอารมณ์ให้นิ่งได้ มันจะไม่ปรากฏออกมา

ครีเดนซ์พยายามฝึกควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่ แต่ในช่วงแรก ๆ ก็ยากมาก เพราะเขาฝันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทุกคืน นิวท์ต้องคอยเฝ้าเขาอยู่หลายคืน เพื่อกล่อมให้เขาสงบเมื่อเจ้าสิ่งในตัวเขาทำท่าจะระเบิดออกมา ครีเดนซ์ค้นพบว่าการช่วยนิวท์ดูแลสัตว์วิเศษทำให้เขาสงบลง และควบคุมอารมณ์ได้ง่ายขึ้น เมื่อเขาพูดเรื่องนี้ให้นิวท์ฟัง นักสัตว์วิเศษวิทยาเห็นด้วยกับเขา เขาว่าดีแล้วที่ครีเดนซ์มาอยู่กับเขา เขาพูดตามตรงว่าไม่เคยเห็นใครควบคุมอ็อบสกูรัสในตัวได้เลย ครีเดนซ์เป็นคนแรกที่ดูเหมือนจะเริ่มคุมมันได้แล้ว

ครีเดนซ์อดคิดไม่ได้ว่า หากเขาควบคุมมันได้แล้ว เขาก็ไม่ต้องกลัวใครอีกต่อไป บางทีเขาอาจจะใช้มันเพื่อปกป้องตัวเองได้ เขาไม่ได้พูดความคิดนี้กับนิวท์ แต่ดูเหมือนนิวท์จะรู้ว่าเขาคิดอะไร เพราะชายหนุ่มเสริมขึ้นมาว่า แต่ถึงอย่างไรเจ้าสิ่งนี้ก็ต้องถูกกำจัดออกไป เก็บเอาไว้ไม่ได้ เพราะมันจะกัดกินเจ้าของร่างจนถึงแก่ชีวิต

ครีเดนซ์พยักหน้ารับ แม้ในใจจะคิดว่า หากแยกอ็อบสกูรัสออกไปแล้ว แล้วเขาต้องกลายเป็นคนไม่มีเวทมนตร์ เขาก็อยากให้เก็บมันไว้โดยที่เขาใช้เวทมนตร์ได้ดีกว่า

แม้จะรู้สึกผิดต่อนิวท์ที่คอยให้ความช่วยเหลือเขา แต่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองใช้เวทมนตร์ได้ ถ้าการเก็บอ็อบสกูรัสไว้ในตัวจะทำให้เขามีพลัง เขาก็จะทำ

เขาไม่อยากกลับไปเป็นคนอ่อนแออีกแล้ว

….

ตอนแรกว่าจะลงใน FB Weekly ในหัวข้อ Wish แต่ว่า เขียนไปเขียนมาชักไม่เข้ากับหัวข้อ ก็เลยลงแยกดีกว่าค่ะ

นี่เป็นเพียงมุมมองเขาเราที่มีต่อครีเดนซ์นะคะ คิดว่าน้องน่าจะคิดแบบนี้ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า เอ ครีเดนซ์ไม่น่าคิดแบบนี้นะ ก็คุยกันได้ค่ะ เราอยากรู้มุมมองอื่น ๆ เหมือนกันค่ะ ชอบเวลามีคนมาถกด้วยเรื่องความคิดตัวละครค่ะ ^^

Advertisements

[JacobQueenie] Exception

Exception

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them

Genre: One Shot, Romantic

Paring: #JacobQueenie

#FB_Weekly W11: Wordstuck “Equanimity”

 

Equanimity (n.) mental calmness, composure, and evenness of temper, especially in a difficult  situation [ความเยือกเย็นทางจิตใจ, ความสงบทางจิตใจ, และความสมดุลย์ทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก]

 

 

 

เธอไม่ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน ด้วยเหตุนี้ ควีนนี่ โกลด์สตีนจึงเลือกทำงานในสำนักงานออกใบอนุญาตพกพาไม้กายสิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินและแทบจะร้างผู้คน หากไม่นึกถึงข้อเสียที่ว่าที่นี่ไม่มีหน้าต่าง แออัดไปด้วยภูเขาเอกสารซึ่งไม่ค่อยสำคัญเท่าไรตั้งเป็นกองรอเวลาหมดอายุขัย มองข้ามฝุ่นผงที่เกาะบนยอดภูเขาเหล่านั้นไป และไขหูให้ชินกับเสียงต๊อกแต๊กของพิมพ์ดีดเวทมนตร์ที่ทำงานตั้งแต่เข้าจรดค่ำอย่างขยันขันแข็ง ที่นี่ก็นับเป็นที่ทำงานที่ดีเลยทีเดียว สงบเงียบ ตัดขาดจากความวุ่นวายอย่างห้องโถงด้านบน แถมยังได้อยู่ใกล้ ๆ ทีน่าอีกด้วย

 

งานที่เธอทำก็ง่ายแสนง่าย แค่แจกจ่ายงานไม่ค่อยด่วนเท่าไรไว้บนโต๊ะของคนในแผนกตอนเช้าก่อนทุกคนจะมาถึง ชงกาแฟ และปัดกวาดทำความสะอาด เบื่อนักก็หยิบไหมพรมขึ้นมาถักผ้าพันคอ  บางครั้งก็ส่งยิ้มให้อาเบอร์นาธีผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบ้าง เพราะเขาชอบแอบมองเธอและหวังว่าเธอจะยิ้มให้ การยิ้มให้เขาดีใจบ้างก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่เธอทำได้ เธอก็จะทำให้ อย่างน้อยอาเบอร์นาธีก็ยังให้เกียรติเธอบ้าง ในขณะที่คนอื่น ถ้าไม่เห็นเธอเป็นแค่พนักงานระดับล่างที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ก็จะนึกดูแคลนเธอ ผู้ชายที่เข้ามาหาเธอส่วนใหญ่เป็นคนที่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงง่าย ๆ เมื่อเจอคนแบบนั้น เธอจะยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะหาข้ออ้างปลีกตัวออกมาอย่างนุ่มนวล หากเจอคนที่ตื้อนัก เธอจะขุดเอาความลับของเขาขึ้นมาและบอกพ่อมดคนนั้นว่า เธอจะไม่บอกใคร  หากเขายอมจากไปดี ๆ และไม่มาตามติดเธออีก

 

ไม่มีใครในมาคูซารู้ว่าเธอพินิจใจคนได้ยกเว้นมาดามพิกเคอรี่ เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเธอ พี่สาว และประธานาธิปดีหญิง แค่สามคนเท่านั้น ที่จริงมาดามเคยเสนอตำแหน่งมือปราบมารให้ เพราะความสามารถพินิจใจของเธอเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน แต่เธอขอร้องว่าอยากเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และขอทำงานในแผนกที่ไม่ค่อยมีคน เธอต้องการความสงบ ปลอดจากกระแสเสียงความคิดซึ่งเสมือนคลื่นซัดถาโถมกระหนำเข้ามาในหัวเธอตลอดเวลา แลกกับการที่เธอจะพินิจใจผู้ต้องหาปากแข็งให้ทุกเมื่อที่มาดามพิกเคอรี่ต้องการ

 

แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกมาดามเรื่องที่ว่าเธอสามารถสกัดใจได้ เธอจะไม่รับรู้ความคิดของผู้คนก็ได้ถ้าต้องการ แต่มันค่อนข้างเปลืองพลังงาน เพราะเธอพินิจใจคนได้โดยธรรมชาติ อะไรที่ฝืนธรรมชาตินั้นจะต้องใช้พลังงานมากเสมอ และไม่เคยส่งผลดีต่อใคร ดูอย่างเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารคนนั้น ต้องกลายเป็นออบสครูเรียล เพราะฝืนกดพลังเวทมนตร์ไว้ในตัว ถูกแม่เลี้ยงทารุณเพราะสิ่งที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง ถูกบังคับให้คิดว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นนั้นเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งชั่วร้าย ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เขาเป็นก็แค่ไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้นเอง สิ่งที่เธอเป็นก็เช่นกัน

 

เธอเคยคิดว่าคนที่ยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นคงจะมีแต่พี่สาวเท่านั้น ถึงบางครั้งทีน่าจะคิดว่าความสามารถของเธอน่ารำคาญ (ควีนนี่คิดว่า ถ้าเธอมีน้องสาวที่อ่านใจเธอได้ตลอดเวลา ก็คงรู้สึกยุ่งยากเหมือนกัน) แต่เธอไม่เคยโกรธทีน่าเลยสักครั้ง แม้จะอยากโกรธก็โกรธไม่ลง ทีน่าเป็นคนใจดีและซื่อตรง มักจะรู้สึกผิดและขอโทษเสมอถ้าตัวเองทำผิดพลาดหรือทำให้เธอเสียใจ เหนือสิ่งอื่นใด ควีนนี่รู้ว่าพี่รักเธอ การอยู่กับคนที่อ่านใจได้ตลอดเวลานั้นไม่ง่ายเลย แต่ทีน่าก็พยายามเพื่อจะได้อยู่กับเธอได้ พยายามดูแลเธอแทนพ่อแม่ และไม่เคยหวังสิ่งใดจากเธอเลย นอกจากอยากอยู่ด้วยกัน และดูแลกันและกันไปเรื่อย ๆ จนแก่เฒ่า ความกลัวอย่างเดียวของทีน่า คือ การถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว แต่ขณะเดียวกันก็เตรียมใจไว้แล้วว่า สักวันควีนนี่จะต้องแต่งงานออกเรือนไป

 

เธอมักจะหยอกทีน่าบ่อย ๆ ว่า จะรอจนกว่าพี่จะแต่งงาน มีคนมาดูแลแล้ว เธอจึงจะวางใจแต่งงานได้ ถึงควีนนี่จะพูดไปหัวเราะไป แต่เธอตั้งใจจะทำอย่างนั้นจริง ๆ ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันทิ้งให้พี่สาวอยู่คนเดียว

 

แต่ความตั้งใจนั้นเริ่มสั่นคลอนตอนที่เธอพบ เจคอบ โควัลสกี โนแมจผู้ที่มีความคิดใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา เขาไม่เหมือนใครที่เธอเคยเจอเลย เขาซื่อตรง มีแต่ความปรารถนาดีให้คนรอบข้าง และพอใจที่จะทำให้คนอื่นมีความสุข

 

หากเปรียบความคิดเป็นดั่งทะเล ทะเลของคนอื่นจะมีช่วงเวลาที่กราดเกรี้ยว พายุความคิดร้ายโหมกระหน่ำพัดพาความดีงามทุกอย่างให้จมลงสู่ก้นบึ้งอันมืดมิด แต่ทะเลของเจคอบนั้นสงบราบเรียบอยู่เสมอ มีเพียงระลอกคลื่นพัดเข้าฝั่งเบา ๆ หากช่วงใดที่เขารู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้อย่างตอนที่เจอกันครั้งแรก ก็จะเป็นคลื่นเอื่อย ๆ ดูอ่อนล้า แต่ก็มีความหวัง ยังเฝ้ารอให้วันใหม่มาถึง และหากเจอเรื่องไม่คาดฝัน อย่างตอนที่ถูกพวกเธอลากมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเวทมนตร์ แทนที่จะหวาดหวั่น เขากลับสงบนิ่งและเตรียมพร้อมที่จะรับมือทุกอย่าง ไม่ว่าจะสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม เขาก็พร้อมจะไปกับเธอ พร้อมจะปกป้องเธอ รวมไปถึงนิวท์และทีน่าด้วยถ้าทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งพบกับพวกเธอแค่วันเดียวเท่านั้นเอง

 

ตอนที่มาดามพิกเคอรี่บอกให้ลบความทรงจำของเจคอบ เธอนึกอยากคัดค้านขึ้นมา แต่ท่านหญิงแห่งมาคูซากลับย้ำชัดเจนว่า “ไม่มีข้อยกเว้น”

 

แต่เจคอบเป็นข้อยกเว้นสำหรับเธอ เป็นคนพิเศษที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และเธอจะไม่ยอมปล่อยเขาไป จะไม่มีวันยอมให้เขาลืมเธอ

 

เธอจึงประทับร่องรอยเอาไว้ก่อนจากกัน เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ลืมเธอ

 

สองสัปดาห์ต่อมา เธอก็ไปเยือน่ร้านขนมปังเพื่อเตือนความจำเขา แน่นอนว่าเขาจำเธอได้ แม้จะยังเลือนรางราวกับความฝัน แต่เธอรู้ว่าเขาจะจำเรื่องทั้งหมดได้ในเร็ววัน และเธอก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขา เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง เขาไม่ได้ฝันไป

 

จากนั้นเธอก็ไปที่ร้านทุกวัน ซื้อขนมปังมากินเองบ้าง ฝากทีน่าบ้าง ให้อาเบอร์นาธีบ้าง ช่วยไม่ได้ ก็เธออยากเจอเขานี่นา

 

ควีนนี่ชอบฟังความคิดน่ารัก ๆ ของเขา เช่น ตอนที่เธอแวะไปร้านขนมปัง เขาจะใส่ใจลูกค้าเสมอ คอยมองว่ามีใครต้องการความช่วยเหลือไหม คอยสังเกตว่าลูกค้าคนนี้ชอบกินขนมปังแบบไหน ถ้าเป็นขาประจำก็จะแถมให้บ้าง ไม่ก็ให้ลองชิมสูตรใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาก่อนใคร หากวันไหนหิมะตกและลูกค้าลืมพกร่มมา เขาจะรีบไปหาร่มมาให้ยืมเสมอ และทุกอย่างที่ทำไปนั้น เขาไม่ได้คิดว่าเป็นการบริการหรือหน้าที่ เขาทำเพราะอยากทำ เขาจะดีใจเมื่อเห็นคนรอบข้างมีความสุข

 

และเธอก็ชอบเห็นเขามีความสุข การได้เห็นเขาทำอะไรดี ๆ ให้ผู้คน ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจ การได้อยู่ข้างเขา ได้พูดคุยกับเขา ได้ยิ้มหัวเราะไปกับเขา ทำให้เธอสนุกสนาน ผ่อนคลาย และปลอดภัย เธอไม่กังวลเลยว่าจะมีความคิดอะไรของเขาที่จะทำให้เธอไม่สบายใจ เพราะเขาไม่เคยคิดอะไรที่ทำให้เธอไม่สบายใจเลยสักครั้ง และไม่เคยเลยที่จะนึกรำคาญการที่เธออ่านใจเขาได้

 

เจคอบเคยบอกไว้ในวันที่เจอกันครั้งแรกว่า เขารักที่เธออ่านใจเขาได้ ตอนนั้นเขาไม่ได้โกหก เขารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ไม่เคยมีใครสักคนนึกรักความสามารถในการพินิจใจของเธอเลย ไม่มีเลยสักคน แม้แต่ทีน่า ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดโทษพี่สาวหรอก เธอเข้าใจดีว่าไม่มีใครชอบที่ถูกล่วงรู้ความคิด บางทีเธอก็ยังรู้สึกเกลียดที่ตัวเองมีความสามารถนี้ แต่เจคอบกลับรักมัน มุมมองที่เขามองเธอทำให้ควีนนี่รู้สึกเป็นคนพิเศษ เธอในสายตาของเขายังคงเป็นตัวเธอ แต่ว่าเป็นตัวเธอในแบบที่ดีที่สุด การที่เขามองเธอแบบนั้นกระตุ้นให้เธออยากจะเป็นตัวเธอในแบบที่ดีที่สุดเช่นกัน และเธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีวันทำให้เขาผิดหวัง

 

ใกล้จะถึงคริสต์มาสแล้ว ควีนนี่กำลังตัดถุงมือหนา ๆ สำหรับอบขนมปังและผ้ากันเปื้อนให้เจคอบ ทีแรกเธออยากถักผ้าพันคอให้เขา แต่เจคอบไม่ค่อยออกไปไหน เขาชอบอยู่ที่ร้าน คิดค้นขนมปังสูตรใหม่ ๆ อบขนม ทำอาหาร เธออยากให้ของขวัญของเธออยู่ใกล้ตัวเขาตลอดเวลา จึงเลือกตัดถุงมือกันร้อนกับผ้ากันเปื้อนแทนที่จะเป็นผ้าพันคอซึ่งใช้ได้แค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เธอเลือกผ้าสีครีมมาตัดถุงมือและผ้ากันเปื้อน ปักอักษร J.K. ชื่อย่อของเขาด้วยไหมสีน้ำตาลเฮเซลนัตไว้ตรงหน้าอกด้านซ้ายและบริเวณข้อมือด้านในของถุงมือข้างขวา ควีนนี่อยากเล่นลวดลายมากกว่านี้ แต่ก็เกรงว่าเจคอบจะไม่กล้าใช้ จึงตั้งใจให้ดูเรียบง่ายแต่อบอุ่น เหมือนบุคลิกของเขา ผ้าสีครีมนุ่มนวลอาจจะเปรอะเปื้อนง่ายไปนิด แต่ไม่เป็นไร ไว้เธอทำให้เขาใหม่ทุกปีเลยก็ได้

 

ควีนนี่ตัดสินใจแล้วว่า หากทีน่าลงเอยกับพ่อมดหนุ่มอังกฤษคนนั้นเมื่อใด เธอจะแต่งงานกับเจคอบ เขากับเธอปรึกษากันเรื่องนี้แล้ว เธอไม่สนใจกฎบ้าบอที่กีดกันผู้วิเศษกับโนแมจหรอก และจะไม่อยู่อย่างหลบซ่อนด้วย ไม่จำเป็นต้องซ่อน เขากับเธอจะพิสูจน์ให้ผู้วิเศษในนิวยอร์กเห็นเองว่า ถึงจะเป็นผู้วิเศษกับโนแมจก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

ช่วงแรกเธอก็รู้สึกพรั่นพรึงกับความคิดนี้ แต่นี่เป็นทางที่ดีที่สุดที่เขากับเธอจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ต้องหลบซ่อน หากสถานการณ์บีบคั้นนัก ทั้งสองจะย้ายไปอยู่แถบยุโรป ที่ซึ่งไม่มีกฎหมายกีดกัน เจคอบอาจต้องทิ้งร้านขนมปังที่เขารักไป ควีนนี่ปวดใจเมื่อนึกว่าเขาต้องเศร้ามากแน่ ๆ แต่เจคอบบอกว่าเขาตั้งร้านใหม่ที่ไหนก็ได้ เจคอบมองโลกในแง่ดี ขยันขันแข็ง และรักการอบขนมมาก ๆ เมื่อคนเรารักสิ่งใดมาก ๆ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนหรือตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากขนาดไหน ก็จะหาทางทำสิ่งที่รักจนได้

 

เจคอบยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่กับเธอ เธอเองก็จะทำแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายขนาดไหน เธอเชื่อว่าหากเขาอยู่กับเธอ ทั้งสองจะหาวิธีผ่านมันไปด้วยกันได้

 

ตราบใดที่ยังมีเขา เธอรู้สึกว่าเธอจะไม่เป็นไร

 

และเธอรู้ว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันกับเธอ

 

. . . . . . . . . .End and then begin. . . . . . . . . .

 

เรื่องนี้เขียนจากมุมมองที่เรามีต่อควีนนี่และเจคอบนะคะ คิดว่าทั้งสองคนเป็นคนที่น่ารักมาก ๆๆๆๆ และเราก็ชอบความรักของทั้งคู่มาก ๆ เลยค่ะ ที่อยากเขียนเรื่องของทั้งคู่ในหัวข้อนี้ เพราะคิดว่าเจคอบเป็นความสงบใจของควีนนี่ที่ต้องเผชิญกับกระแสความคิดของผู้คนในทุกวัน หากมีจุดไหนที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ อยากแลกเปลี่ยนความคิด หรืออยากสครีมคู่นี้ ก็มาคุยกันเถอะค่ะ เราก็อยากสครีมด้วยเหมือนกัน 5555

Like The Rainbow Cake

Like The Rainbow Cake

Sam Wilson and James Barnes

AU Drabble Fiction

แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ #Heroอาทิตย์ละครั้ง หัวข้อ “เค้ก” ค่ะ
ขอบคุณทาง @_heroweeklyth มาก ๆ ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ ขึ้นมาค่า

 

 

เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เรียกให้ชายหนุ่มที่กำลังจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ละสายตาจากหน้าจอใหญ่ ไปยังหน้าจอเล็กของสมาร์ทโฟน ตัวเลขบนหน้าจอบอกเวลาเที่ยงคืนของวันที่สิบมีนาคม ใต้เวลาและวันที่มีแจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่ห้าข้อความ

 

ชายหนุ่มยังไม่กดเปิดอ่านทันที เขาฉวยโอกาสนี้อนุญาตให้ตัวเองพักสักครู่ ร่างสูงโปร่งและมีกล้ามเนื้อภายใต้เชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีดำเข้ารูปยืนขึ้นบิดกายไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ และเสื้อโค้ตสีเปลือกไข่จากราวแขวน เดินออกจากสำนักงานลงไปยังร้านกาแฟเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่อยู่ถัดจากตึกสำนักงานไปสามบล็อก

 

เสียงกระดิ่งที่ชายหนุ่มชื่นชอบดังขึ้นเบา ๆ เมื่อเขาผลักประตูกระจกใสเข้าไป ภายในร้านสว่างไสวอบอุ่นด้วยแสงไฟสีนวล และอบอวลด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่ เด็กหนุ่มที่เคาท์เตอร์ไม้เงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มกว้างให้เขา

 

“พี่บัคกี้! ยินดีต้อนรับครับ! วันนี้ก็รับเหมือนเดิมใช่ไหมครับ”

 

เสียงเอ่ยทักอย่างร่าเริงพร้อมยิ้มสดใสและดวงตาเป็นประกายคู่นั้น ทำให้ เจมส์ บัคกี้ บาร์นส์ คลี่ยิ้มกว้างขณะขยับเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์

 

“อื้ม ขอบใจนะพีท นายนี่รู้ใจฉันดีจริง ๆ”

 

“ก็พี่บัคกี้เล่นสั่งเมนูเดิมตลอด ใครก็ต้องจำได้ทั้งนั้นแหละครับ”

 

เจมส์หัวเราะ ก่อนจะจ่ายเงินค่าไอซ์อเมริกาโน่ให้กับ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่ทำงานพิเศษกะดึกที่ร้านกาแฟแห่งนี้มาเกือบสองปีแล้ว เจมส์เป็นลูกค้าขาประจำของร้าน และด้วยความที่ปีเตอร์เป็นคนช่างคุย พวกเขาจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเรียกชื่อเล่นกันได้ แม้อายุจะห่างกันเกือบยี่สิบปีก็ตาม

 

“พี่บัคกี้ไปรอที่โต๊ะก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปเสิร์ฟให้เองครับ”

 

ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะชิดหนังด้านในของร้าน ถอดเสื้อโค้ตออกมาแขวนไว้กับราวแขวนที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเอนหลังลงบนโซฟาหุ้มหนังเทียมสีช็อกโกแลต เจมส์ชอบโซฟาตัวนี้  ไม่แข็งกระด้างจนนั่งไม่สบาย แต่ก็ไม่ได้นุ่มมากจนทำให้รู้สึกอยากเอนตัวลงนอน เป็นความรู้สึกผ่อนคลายกำลังดี เหมาะเป็นที่พักผ่อนก่อนจะต้องกลับไปลุยงานต่อ

 

เมื่อเอนหลังลงตรงที่นั่งประจำแล้ว เจมส์ก็หยิบโทรศัพท์มือถืออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อเปิดดูข้อความ ทุกข้อความล้วนเป็นคำอวยพรวันเกิด จากแม่ จากแนท เพื่อนที่ทำงาน ข้อความเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มให้ปรากฎบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มเปิดอ่านและไล่ตอบข้อความทีละคน จนกระทั่งข้อความจากคนคนหนึ่ง ทำให้รอยยิ้มละไมบนใบหน้านั้นค่อย ๆ เลือนหายไป

 

บัคกี้ สุขสันต์วันเกิดนะ เพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน
จาก สตีฟ

 

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเหม่อมองชื่อผู้ส่งอยู่นั้น จู่ ๆ โคมไฟเหนือศีรษะของเขาก็ดับลง เจมส์เงยหน้าขึ้นมองโคมไฟนั้นอย่างงุนงง ขณะที่คิดจะเรียกปีเตอร์ ใครคนหนึ่งก็ปรากฎกายตรงหน้าเขา พร้อมกับเค้กสีขาวบริสุทธิ์ประดับเทียนวันเกิดหลากสีล้อมรอบตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำเชื่อมช็อกโกแลตว่า Happy Birthday Bucky

 

เจมส์ค่อย ๆ เลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าชายหนุ่มผู้ที่ถือเค้กเดินเข้ามา เมื่อสบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบ และเห็นใบหน้าคมคายภายใต้แสงเทียนจากเค้กวันเกิดแล้ว ชายหนุ่มก็ลอบถอนใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มสมเพชตัวเองที่เผลอคิดไปว่าสตีฟจะมาเซอร์ไพรส์วันเกิดเขา

 

สุดท้ายแล้วเขาก็ยังลืมสตีฟไม่ได้อยู่ดีสินะ

 

“เชฟเองเหรอ ทำไมยังไม่กลับล่ะ เลิกงานตั้งแต่สามโมงแล้วนี่นา”

 

เจมส์เอ่ยทักชายหนุ่มผิวเข้มที่กำลังวางจานเค้กลงบนโต๊ะกาแฟตัวกลมอย่างระมัดระวัง แซม วิลสัน เชฟขนมประจำร้านกาแฟแห่งนี้ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้าม ดวงตาสีเข้มนั้นจ้องเขาเขม็งอยู่ครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ว่า

 

“ไม่ได้อยากจะอยู่หรอก แต่เจ้าหนูพีทขอร้องให้อยู่ทำเค้กวันเกิดให้นายน่ะสิ”

 

ตอบเสร็จชายหนุ่มผิวเข้มก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางราวกับไม่อยากจะเสวนากับเขา เจมส์มองท่าทางนั้นแล้วก็ถอนใจกับตัวเอง เหตุที่แซม วิลสันชอบเมินใส่เขา เป็นเพราะเขาเคยก่อวีรกรรมเอาไว้… ที่จริงตัวเขาเองก็จำไม่ได้ เพราะคืนนั้นเขาเมาหนักมาก แต่ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า เขาเข้ามาที่ร้านตอนตีสาม คร่ำครวญและโวยวายจะสั่งเบียร์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหลับไป ปีเตอร์ไม่รู้จะทำอย่างไร โชคดีที่แซมมาถึงร้านเพื่อเตรียมขนมตั้งแต่ตีสี่ เชฟหนุ่มจึงช่วยหิ้วเขาขึ้นไปนอนยังชั้นสองของร้าน

 

ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรไว้กับเชฟขนมร่างใหญ่คนนี้ เพราะนับจากนั้นมาแซมก็แสดงท่าทีเย็นชากับเขาอย่างชัดเจน เจมส์เคยถามเอากับปีเตอร์ แต่เด็กหนุ่มเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

“มาแล้วครับ! ไอซ์อเมริกาโน่ของพี่บัคกี้ และคาราเมลมัคคิอาโตของเชฟ”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงร่าเริงเดินเข้ามาเสิร์ฟกาแฟให้ทั้งสองอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถือวิสาสะและช่วงที่ร้านไม่มีลูกค้า นั่งลงบนโซฟาตัวข้าง ๆ เจมส์ พลางคะยั้นคะยอให้ชายหนุ่มอธิษฐานและเป่าเทียน

 

เจมส์ยิ้มกว้างให้หนุ่มน้อย ก่อนจะทำตามที่ปีเตอร์บอกอย่างว่าง่าย เมื่อเทียนทุกเล่มดับลงแล้ว ปีเตอร์ก็จัดแจงดึงเทียนออกจนหมดอย่างรวดเร็ว เปิดโคมไฟเหนือศีรษะให้ส่องสว่างอีกครั้ง  แล้วคนที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยับตัวหยิบมีดตัดเค้กที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะยื่นส่วนด้ามที่หุ้มไม้ส่งให้เขา

 

“เอ้า ตัดเค้กสิ”

 

เสียงทุ้มเอ่ยเสียงห้วนเหมือนเคย เจมส์มองหน้าแซมแล้วก้มมองมีดในมือของเชฟหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรับมาอย่างเกร็ง ๆ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับวนรอบ ๆ โต๊ะกลมขณะมองไปที่เค้กวันเกิดของตัวเองอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าจะวางมีดลงตรงไหนดี

 

“ตัดเลยครับพี่บัคกี้ ผมอยากเห็น!”

 

เสียงเร่งอย่างร่าเริงของปีเตอร์ ทำให้ชายหนุ่มเจ้าของวันเกิดค่อย ๆ กดมีดลงไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แซมทนดูท่าทางเงอะงะแบบนั้นไม่ไหว กลัวว่าเค้กที่ตัวเองอุตส่าห์บรรจงสรรสร้างขึ้นมาจะพังทลายด้วยน้ำมือของเจมส์เสียก่อน เชฟหนุ่มจึงลุกขึ้นไปฉวยมือที่ถือมีดตัดเค้กนั้น ก่อนจะจับให้มั่นคง แล้วกดลงไปช้า ๆ ในที่สุดก็ได้เค้กชิ้นสามเหลี่ยมสวยงาม

 

“เอ้า หลีก เดี๋ยวฉันทำเอง”

 

หลังจากตัดเค้กชิ้นแรกเสร็จ แซมก็ออกปากไล่เจ้าของวันเกิดให้หลีกทางให้เขา เจมส์จึงค่อย ๆ เลื่อนมือออกจากมีดแล้วถอยออกมา มือใหญ่ที่กุมมือเขาไว้ก็คลายออกแล้วเลื่อนมากุมด้ามมีดแทน เชฟหนุ่มรับช้อนมาจากปีเตอร์แล้วใช้มีดกับช้อนค่อย ๆ พยุงเค้กชิ้นนั้นขึ้นมาจัดใส่จานเซรามิคสีขาว ก่อนจะส่งจานให้เจ้าของวันเกิด

 

“เอ้า รับไปสิ”

 

เสียงดุ ๆ นั่นไม่ได้ทำให้เจมส์ลดความประทับใจที่มีต่อเค้กที่เจ้าของเสียงนั้นส่งให้ ชายหนุ่มเบิกตากว้างขณะรับเค้กชิ้นนั้นมาถือไว้

 

ภายในเค้กสีขาวดูเรียบ ๆ นั้น มีสายรุ้งซ่อนอยู่

 

ครีมสีขาวที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก ซ่อนเนื้อเค้กสีสันสดใสดั่งสายรุ้งเอาไว้ภายใน เค้กเนื้อบางเบาซ้อนกันเป็นชั้น ไล่ตั้งแต่ สีม่วง สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ขั้นแต่ละชั้นด้วยครีมขาว ดูนุ่มละมุน สดใส และน่าถนอมไว้ให้คงอยู่แบบนี้ตลอดไป

 

น่าถนอมจนเจมส์ไม่กล้าแตะต้อง

 

“สวยจริง ๆ เลยนะครับ!”

 

เสียงชื่นชมของปีเตอร์เรียกให้เจมส์เงยหน้าขึ้นจากชิ้นเค้ก ตอนนี้แซมจัดการตัดแบ่งเค้กให้ปีเตอร์แล้ว และเด็กหนุ่มก็มองเค้กด้วยตาแวววาวราวกับเด็กน้อย

 

“สวยจนผมไม่กล้ากินเลย เชฟ”

 

“ไม่กินเค้กก็เสียใจแย่สิ กินเถอะเจ้าหนู”

 

แซมบอกกับปีเตอร์ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนจะหันมาทางเจ้าของวันเกิดที่ยืนนิ่งไม่ยอมกินเค้กที่เขาทำเสียที เชฟหนุ่มเดาะลิ้นอย่างรำคาญใจ ก่อนจะหยิบช้อนเงินคันเล็กยื่นให้

 

“เอ้า กินสิ”

 

เจมส์รับช้อนคันนั้นมาถือไว้ แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือ เขาเงยหน้ามองหน้าเชฟหนุ่มที่ยังคงยืนกอดอกจ้องเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยปากว่า

 

“จ้องกันแบบนี้ก็กินไม่ลงสิ”

 

มุมปากของแซมกระตุกเล็กน้อย ราวกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ก่อนที่จะตอบกลับมาว่า

 

“ฉันอยากเห็นว่านายชอบรึเปล่า… เช็คเรตติ้งในฐานะคนทำขนมไง เพราะงั้นรีบ ๆ กินได้แล้ว”

 

เจมส์บังคับตัวเองไม่ให้หลุดยิ้มออกมา ขณะตักเค้กคำแรกเข้าปาก สัมผัสครีมละมุน หอมหวาน และเนื้อเค้กที่ชุ่มช่ำด้วยครีมและนุ่มฟูอยู่ในปาก อดไม่ได้ที่จะตักคำที่สอง  และคำต่อ ๆ มาส่งเข้าปาก รู้ตัวอีกที เค้กชิ้นหนาก็หายวับไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว

 

เชฟหนุ่มยิ้มจาง ๆ ให้กับท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อยของเจ้าของวันเกิดและเจ้าหนูปีเตอร์ การได้มองผู้คนกินขนมที่ตัวเองทำอย่างเอร็ดอร่อย สำหรับแซม เขาถือเป็นคำชมสูงสุดในฐานะเชฟทำขนม คำชมที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมา

 

“ผมขออีกชิ้นได้ไหมครับ เชฟ”

 

“ขอผมด้วยนะ”

 

เด็กหนุ่มและชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเขา ซึ่งแซมก็เต็มใจตัดเค้กชิ้นใหม่ใส่จานเปล่าเกลี้ยงเกลาของทั้งคู่ ก่อนจะกินส่วนของตัวเองบ้าง ทั้งสามกินเค้กกันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง โดยมีเสียงของปีเตอร์พูดขมว่าอร่อย ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ในที่สุดเรนโบว์เค้กก้อนใหญ่ก็หมดเกลี้ยง ปีเตอร์อาสาเก็บล้างให้ ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนอยู่กับตามลำพัง

 

ความเงียบปกคลุมขณะที่ทั้งคู่ดื่มกาแฟของตนตบท้าย ปกติเวลาเจมส์อยู่กับแซมเขาจะรู้สึกอึดอัด เพราะแซมดูไม่จะไม่ชอบหน้าเขาเอาเสียเลย แต่คืนนี้ ณ เวลานี้ ความอึดอัดที่ว่าคลายลงจนเหลือเพียงบางเบา เจมส์เหลือบตามองเชฟหนุ่มที่กำลังเอนหลังพิงโซฟาพลางดื่มคาราเมลมัคคิอาโตอย่างผ่อนคลาย แล้วรวบรวมความกล้าถามถึงสิ่งที่สงสัยมาตลอด

 

“เชฟ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”

 

“ไม่ได้”

 

คำปฏิเสธทันควัน ทำเอาเจมส์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยต่อ

 

“ทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ”

 

คำถามนั้นทำให้แซมต้องหันมองหน้าคนถาม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีแววประหลาดใจ ขณะจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าของเจมส์ราวกับจะถามกลับว่า ทำไมถึงถามเขาแบบนั้น

 

แต่ในที่สุดแล้ว เชฟหนุ่มก็ตอบกลับไป

 

“ฉันไม่ได้เกลียดนายสักหน่อย”

 

“ไม่เกลียดผมแล้วทำไมถึง… เย็นชากับผมตลอดเลยล่ะ”

 

“ก็ฉัน…”

 

ชายหนุ่มผิวเข้มตั้งท่าจะเถียงกลับ แต่แล้วก็ชะงักไป เขามองสบตาสีฟ้าที่มีแววสงสัยใครรู่ของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเบือนหน้าหลบสายตาของงเจมส์

 

“เอาเป็นว่า ฉันไม่ได้เกลียดนายแล้วกัน”

 

ว่าแล้วเชฟหนุ่มก็ลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนจะเดินเร็ว ๆ หายลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้เจมส์นั่งงุนงงอยู่ในร้านเพียงลำพัง

 

ปีเตอร์เงยหน้าขึ้นจากอ่างล้างจานตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อเด็กหนุ่มเห็นแซมเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาในครัว เขาก็รีบเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น

 

“เป็นไงครับเชฟ สารภาพไปหรือยัง”

 

ชายหนุ่มเดินเข้ามาวางแก้วไว้ตรงเคาท์เตอร์ล้างจาน ก่อนจะเดินหนีเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อของพนักงานโดยไม่ตอบคำถามของเขา แต่ปีเตอร์เห็นแบบนั้นก็สรุปคำตอบได้เองโดยไม่ต้องบอกแล้ว

 

“โธ่ เชฟ ยังไม่ได้บอกอีกเหรอครับ ถ้าไม่รีบบอกระวังมีใครมาคว้าไปก่อนนะครับ”

 

เด็กหนุ่มแกล้งพูดเสียงดังไล่หลังของแซมไป โดยไม่รู้ว่าคนที่เขาเกรงว่าจะ มีใครมาคว้าไป นั้น มายืนอยู่ตรงประตูครัวแล้ว

 

เจมส์ได้ยินสิ่งที่ปีเตอร์พูดอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว จึงรู้ดีว่าปีเตอร์หมายความว่าอย่างไร ชายหนุ่มจึงชะงักเท้าอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูแล้วส่งเสียงเรียกเด็กหนุ่ม

 

“พีท ฉันกลับก่อนนะ ยังมีงานต้องเคลียร์อีกเพียบเลย”

 

ปีเตอร์รีบล้างมือแล้วออกมาบอกลาเขา เจมส์บอกขอบคุณสำหรับคืนนี้  ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ

 

สิบนาทีต่อมา ชายหนุ่มพาตัวเองกลับมาถึงสำนักงานแล้ว แต่ใจยังคงวนเวียนอยู่ที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เขาถอดเสื้อโค้ตแขวนบนราวอย่างไร้สติ ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองหน้าจอว่างเปล่าอย่างใจลอย

 

เขารู้สึกตกใจที่แซม คนที่เขาคิดว่าเกลียดเขา แท้จริงแล้วรู้สึกกับเขาแบบนั้น

 

เจมส์ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบแซมไหม เจมส์ชอบขนมของแซม เขาว่าแซมเป็นเชฟทำขนมที่เก่งมาก และเขาคิดว่าภายใต้ท่าทางเย็นชานั้นซ่อนความอบอุ่นเอาไว้ เขาเคยได้ยินปีเตอร์เล่าให้ฟังว่าเชฟหนุ่มชอบขอขนมที่เหลือจากร้านไปแจกเด็ก ๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าด้วย

 

แซมก็เหมือนกับขนมที่เขาทำ… เหมือนกับเรนโบว์เค้ก… ภายใต้เนื้อครีมสีขาวเรียบ ๆ นั้น กลับซ่อนสีสันสดใสอันชวนให้รู้สึกสุขใจเอาไว้

 

เจมส์คิดว่าแซมเป็นอย่างนั้น  คิดว่าแซมเป็นคนดีมาก ๆ ทว่า หากแซมสารภาพกับเขาจริง ๆ ชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าเขาควรตอบรับดีไหม

 

เขายังลืมสตีฟไม่ได้

 

แม้จะเลิกกันมาสองปีกว่าแล้ว เขาก็ยังคงไม่ลืมคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและอดีตคนรัก เจมส์เคยพยายามเริ่มต้นกับคนใหม่อยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายในใจของเขาก็ยังคงเก็บที่ไว้ให้สตีฟอยู่ดี

 

และเขาไม่อยากทำร้ายคนดี ๆ อย่างแซม เหมือนที่ไม่อยากกินเรนโบว์เค้กชิ้นนั้น เพราะอยากจะถนอมไว้ให้เป็นแบบนั้นตลอดไป ไม่อยากให้เสียหายเพราะตัวเอง

 

เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้นเรียกให้เจมส์หลุดจากห้วงความคิด เขาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความเข้าใหม่ที่ปีเตอร์เป็นคนส่งมา

 

พี่บัคกี้ ผมมีความลับจะบอก
เขฟเคยพูดไว้ว่า ที่เขาเลือกทำเรนโบว์เค้ก เพราะมันเหมือนกับพี่บัคกี้เลย ภายนอกขาวบริสุทธิ์ แต่ภายในเปี่ยมไปด้วยสีสัน
อย่าบอกเชฟนะครับว่าผมบอกพี่

พีท

ปล. สุขสันต์วันอีกครั้งครับ!

 

 

~*~*~*~*~*~*~

ตัดจบไปหน่อย ขอให้ทุกท่าคิดต่อกันเองแล้วกันค่ะ ว่าทั้งคู่จะลงเอยกันไหม ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

The Fool เจ้าคนซื่อบื้อ

The Fool เจ้าคนซื่อบื้อ

AU Drabble Fan Fiction

Harrison Osterfield

Tom Holland

Ryan Reynolds

หมายเหตุ: ใสใสไร้แก่นสารค่ะ

 

 

แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์เหลือบตามองนาฬิกาสไปเดอร์แมนบนผนังเป็นครั้งที่… เขาเองก็นับจนเลิกนับไปแล้ว เข็มที่ออกแบบให้คล้ายเส้นใยแมงมุมบนหน้าปัดบอกเวลาห้าทุ่มสี่สิบ อีกยี่สิบนาทีก็จะเริ่มวันใหม่แล้ว แต่รูมเมทของเขายังไม่กลับห้อง

 

เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ขณะทิ้งตัวนอนบนเตียงของตัวเองเพื่อสงบใจ ที่จริงเขาไม่ควรหงุดหงิดงุ่นง่านขนาดนี้ ทอมทิ้งโน้ตไว้ที่โต๊ะหนังสือแล้วว่าคืนนี้จะกลับดึก แต่ที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจก็คือ ทอมยังเขียนเหตุผลไว้ด้วยว่า

 

ไปเดทกับพี่ไรอัน  : ) ’

 

วาดรูปยิ้มต่อท้ายชื่อของรุ่นพี่อีกต่างหาก

 

เมื่อนึกถึงโน้ตข้อความของทอม แฮร์ริสันก็ยกมือขึ้นมากุมหน้าผากอย่างกลัดกลุ้ม ความจริงก็คือ เขาแอบชอบรูมเมทคนนี้มาตั้งแต่ตอนเจอกันใหม่ ๆ แล้ว แต่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูดออกไป ตอนแรกเขาก็คิดว่า แค่ได้อยู่ข้าง ๆ ได้เห็นหน้า ได้ฟังเสียง ได้คุยกันทุกวันก็คงเพียงพอแล้ว เขาจะไม่ขออะไรไปมากกว่านี้ แต่เมื่อทอมเริ่มเดทกับรุ่นพี่ไรอัน แฮร์ริสันก็เริ่มรู้สึกเหมือนโดนขโมยเวลาไป เวลาที่เคยเป็นของทอมกับเขา บัดนี้ได้กลายเป็นเวลาของทอมกับรุ่นพี่ไรอันไปเสียแล้ว

 

ความรู้สึกกระวนกระวาย  ไม่มีสมาธิทำสิ่งใด กินอะไรก็ไม่อร่อย แถมยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกหมาถูกทิ้งให้เฝ้าบ้านตามลำพังแบบนี้ คงเป็นความน้อยใจ… ใช่ น้อยใจเฉย ๆ ที่ถูกช่วงชิงเวลาอันมีค่าไป เขาไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปหึงหวงทอม แต่ถ้าน้อยใจตามประสาเพื่อนสนิท คงมีสิทธิ์รู้สึกได้ใช่ไหม

 

ขณะที่แฮร์ริสันกำลังนอนพลิกตัวไปมาอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงไขกุญแจที่ประตู เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่งโดยไม่รู้ตัว แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงทอมพูดขึ้นกับคนที่มาส่ง เขาก็รีบเอนตัวกลับลงไปอีกครั้ง พร้อมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงปลายจมูก ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างแกล้งทำเป็นหลับ แต่เงี่ยหูฟังเสียงทั้งสองคุยกันอย่างตั้งใจ

 

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ ผับที่คุณแนะนำเจ๋งมาก วันนี้สนุกสุด ๆ ไปเลย!”

 

เสียงร่าเริงที่เขาหลงรักเอ่ยขึ้นมาจากบริเวณหน้าห้อง คงจะดีกว่านี้ถ้าทอมพูดประโยคนั้นกับเขา

 

“งั้นเหรอ ฉันรู้จักที่ที่ดียิ่งกว่าผับนั้นอีกนะ อยากไปไหม”

 

เสียงมีเสน่ห์ของรุ่นพี่ไรอันเอ่ยตอบ ขนาดแค่เสียงยังฟังดูหล่อเหลา ไม่แปลกที่สาว ๆ ทั่วมหาวิทยาลัยจะปลื้มรุ่นพี่คนนี้มาก แต่สำหรับเขา เสียงของรุ่นพี่ไรอันฟังดูเจ้าเล่ห์และยียวนมาก ๆ

 

“อยากสิครับ ที่ไหนเหรอ”

 

“ห้องฉัน”

 

เห็นไหมว่ารุ่นพี่ไรอันเจ้าเล่ห์ขนาดไหน

 

แฮร์ริสันอยากจะลุกจากเตียงขึ้นไปกระชากแขนทอมเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูใส่หน้ารุ่นพี่จอมเจ้าเล่ห์ แต่เขาก็ได้แค่คิด เขาเป็นเพื่อนของทอม ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนั้นกับคนที่เพื่อนของเขากำลังคบหาดูใจอยู่

 

เสียงหัวเราะร่วนของทอมดังแว่วมา ก่อนที่เจ้าตัวจะตอบว่า

 

“ไว้โอกาสหน้าแล้วกันครับ”

 

ทั้งคู่บอกราตรีสวัสดิ์ แล้วทอมก็ปิดประตูลงเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเฉียบ แฮร์ริสันยังคงแกล้งทำเป็นหลับต่อไปจนกระทั่งได้ยินเสียงทอมบ่นกับตัวเองเบา  ๆ

 

“แฮซนี่นะ ทำไมนอนแล้วไม่ปิดไฟ”

 

เขาจึงค่อย ๆ ปรือตาขึ้น แกล้งทำเสียงงัวเงียทักทายเพื่อน

 

“…ทอมเหรอ กลับมาแล้วเหรอ”

 

“อื้อ โทษที ฉันทำนายตื่นเหรอ”

 

คืนนี้ทอมสวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงสีดำเข้ารูป กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดไว้สองเม็ด เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าและกล้ามเนื้อช่วงเนินอก ดูยั่วยวนเสียจนแฮร์ริสันรู้สึกปวดใจและโกรธ… ทอมแต่งตัวแบบนี้เพื่อรุ่นพี่ไรอันสินะ ต้องเผยเนื้อหนังถึงขนาดนี้เชียว

 

แฮร์ริสันพยายามระงับความรู้สึกพลุ่งพล่านไว้ขณะยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ปากเจ้ากรรมก็ยังหลุดพูดออกไป

 

“ไปเที่ยวกับรุ่นพี่ไรอันมาเหรอ”

 

“อื้อ ไปผับxxxที่รุ่นพี่เป็นขาประจำน่ะ สนุกมากเลย อยากให้นายไป…”

 

“จำเป็นต้องปลดกระดุมเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

ทอมยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ของแฮร์ริสัน เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองหน้าเพื่อนอย่างงุนงง ก่อนจะก้มลงมองเสื้อเชิ้ตของตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนที่ถึงจะตีหน้านิ่ง แต่สายตานั้นมีแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

 

ทอมคลี่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะอธิบาย

 

“ก็… พอเต้นแล้วมันร้อน ก็เลยปลดออกน่ะ…”

 

คำตอบซื่อ ๆ ของทอมทำเอาแฮร์ริสันลดความโกรธลงไปเกินครึ่ง แต่ก็อยากจะยกขาขึ้นมาก่ายหน้าผากแทน ทำไมคนที่เขาแอบชอบถึงได้… ซื่อบื้อขนาดนี้…

 

“…คราวหน้าปลดแค่เม็ดเดียวพอนะ”

 

“ทำไมล่ะ”

 

ทอมเอียงคอเลิกคิ้วมองหน้าเขาอย่างน่าเอ็นดู ราวกับเด็กที่กำลังถามว่าทำไมดวงจันทร์ถึงตามเรามาล่ะ แฮร์ริสันสบดวงตาสีน้ำตาบเข้มที่รอคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงตัดสินใจพูดไปตามตรง

 

“ฉันเป็นห่วง”

 

…และหวง

 

เด็กหนุ่มกลืนคำที่ไม่ควรพูดลงคอไป

 

ทอมมองหน้าเขานิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แฮร์ริสันขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเพื่อนหัวเราะเรื่องอะไร มีอะไรน่าขำงั้นหรือ

 

แต่ก่อนที่จะได้ถาม ทอมก็พูดขึ้นมาก่อน

 

“อื้อ คราวหน้าจะปลดแค่เม็ดเดียว”

 

เด็กหนุ่มรับคำอย่างว่าง่ายผิดคาด แฮร์ริสันประหลาดใจจนคิดคำพูดโต้ตอบไม่ออกอยู่พักใหญ่ ทอมจึงฉวยจังหวะนี้คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากปิดประตูล็อกกลอนเรียบร้อยแล้ว ทอมก็ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วรีบพิมพ์ข้อความถึงรุ่นพี่ไรอัน

 

รุ่นพี่ วันนี้ขอบคุณมากนะครับ

 

รออยู่ไม่ถึงครึ่งนาที รุ่นพี่ผู้ใจดีของเขาก็พิมพ์ตอบกลับมา

 

ด้วยความยินดี ว่าแต่ ได้ผลไหม

 

ทอมอ่านข้อความนั้นแล้วหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบว่า

 

ผมคิดว่าได้ผลนะ… ได้ผลละมั้ง แฮซบอกว่า “เป็นห่วง” ผมล่ะ

 

แล้วทอมก็บรรยายคำพูดและสีหน้าของแฮร์ริสันให้รุ่นพี่อ่าน

 

คงกลัวนายโดนฉันหลอกแอ้มแล้วเขี่ยทิ้งสินะ แต่ว่า เพื่อนนายนี่ซื่อบื้อจริง ๆ เลย ถ้าเป็นฉันคงไม่ปล่อยให้นายหลุดมือมาถึงคนอันตรายอย่างฉันหรอก

 

ทอมหัวเราะไม่มีเสียงเมื่อเห็นข้อความนั้น

 

ใช่ แฮซซื้อบื้อสุด ๆ เลย ผมควรจะเลิกรอแล้วรุกเขาเองเลยดีไหมครับ

 

โอ้… อยากโดนทอม ฮอลแลนด์รุกใส่บ้างจัง เจ้าซื่อบื้อนั่นน่าอิจฉาเกินไปแล้ว

 

เขาพิมพ์โต้ตอบกับรุ่นพี่ไรอันที่มาช่วยเขาพิสูจน์ความรู้สึกของแฮร์ริสันอยู่พักหนึ่ง บอกขอบคุณอีกครั้ง ก่อนที่รุ่นพี่จะขอตัวไปทำรายงานที่มีเส้นตายเช้าวันพรุ่งนี้ ทอมวางโทรศัพท์ลงบนเคาท์เตอร์อ่างล้างมือ เขามองตัวเองในกระจก คิดในใจอย่างหมายมั่นว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้ เขาจะไม่รออีกต่อไป

 

ในแฮร์ริสันไม่กล้าเริ่ม เขาก็จะเป็นคนเริ่มเอง

 

 

-*-*-*-*-*-

เรื่่องนี้มันไม่ใช่ #HarrisonTom แล้วล่ะค่ะ มันคือ #TomHarrison …รู้สึกผิดนิดหน่อยที่ให้น้องทอมรุก

โปรดติดตาม…. ไม่ล่ะ จบดีกว่าค่ะ 555555

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

I (am) Like Bird

I (am) Like Bird

Darbble AU Fan Fiction

Sam Wilson and James Barnes

แต่งในหัวข้อ “นก” #Heroอาทิตย์ละครั้ง

ขอบคุณทาง @_heroweeklyth ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ ขึ้นมาค่ะ ^ ^

หมายเหตุ: แด่เพื่อนพ้องชาวนกทุกท่าน

 

 

“รู้ไหมทำไมฉันถึงชอบนก”

 

แซม วิลสัน เอ่ยขึ้นในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขากับเจมส์ บาร์นส์ เพื่อน… ไม่สิ คู่แข่งของเขากำลังนั่งเหยียดขาอยู่บนพื้นหญ้าริมสระน้ำของมหาวิทยาลัย

 

เจมส์หันมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มผิวสีช็อกโกแลตที่นั่งห่างจากเขาไปสองเมตร ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเหม่อมองออกไปยังฟากฟ้าสีครามที่เจือสีชมพูส้มจาง ๆ เมื่อดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลมองตามสายตาของคู่แข่งไป ก็เห็นฝูงนกบินอยู่ไกล ๆ

 

แม้เจมส์จะรู้ว่าแซมหมายถึงนกจริง ๆ แต่ก็อดแกล้งคู่แข่งไม่ได้

 

“เพราะนายจีบหญิงไม่เป็นไงล่ะ ถึงได้ชอบนกอยู่บ่อย ๆ”

 

คำตอบกวน ๆ ของเขา ทำให้คนที่เหม่อมองท้องฟ้าอยู่หันควับมาถลึงตาใส่

 

“ไม่ได้หมายถึงนกแบบนั้นเว้ย”

 

ได้ยินดังนั้นแล้ว เจมส์ก็หลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมาอย่างสมใจที่แซมได้สำเร็จ แต่ดูท่าคนถูกแกล้งจะไม่ขำด้วย เพราะค้อนใส่เขาเสียวงใหญ่ ก่อนจะตอกกลับว่า

 

“ถ้าฉันนก นายก็นกเหมือนกันละวะ”

 

ประโยคนั้นหยุดเสียงหัวเราะของเจมส์ได้ชะงัด เพราะสิ่งที่แซมพูดเป็นความจริง ถึงแม้เจมส์จะไม่อยากยอมรับก็ตาม

 

แซมและเจมส์เป็นคู่แข่งกันตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัย ทั้งคู่เรียนคณะบริหารเหมือนกัน ถึงจะเรียนวิชาเอกคนละอย่าง แต่ก็ขอยแข่งกันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องกิจกรรมของคณะ เรื่องฟุตบอล รวมไปถึงแข่งกันจีบนาตาชา โรมานอฟ สาวสวยจากคณะศิลปศาสตร์ ซึ่งทั้งคู่แอบปิ๊งตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็อย่างที่แซมว่า พวกเขานกทั้งคู่ เพราะนาตาชาเพิ่งตัดสินใจคบกับบรูซ แบนเนอร์ หนุ่มอัจฉริยะจากคณะวิทยาศาสตร์ เมื่อวานนี้เอง

 

ด้วยเหตุนี้แซมกับเจมส์จึงมานั่งมองฟ้ายามสนทยาอยู่ด้วยกันตามประสาคนอกหักเหมือนกัน

 

“ฉะ… ฉันเพิ่งนกครั้งนี้ครั้งแรกเอง”

 

เจมส์พยายามแก้ตัว ก่อนจะยกมือขึ้นลูบผมสีบรูเนตต์ของตัวเองด้วยความเคยชิน ความจริงแล้วเจมส์เป็นหนุ่มฮอตอันดับต้น ๆ ของคณะ เขาทั้งตัวสูงและหล่อเหลา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคู่นั้นก็มีเสน่ห์เหลือล้นเกินพอที่จะละลายใจหญิงสาวทุกคนที่เขาสบตา ทว่า ไม่อาจละลายใจของหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เขาหมายปองได้

 

“นกครั้งเดียวก็นับว่านกเว้ย”

 

คราวนี้แซมเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง แต่เสียงหัวเราะนั้นก็คงอยู่ไม่นาน เพราะคำพูดนั้นก็แทงใจตัวเองเช่นกัน ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกเบา ๆ ก่อนจะเริ่มพูดสิ่งที่อยากพูด

 

“ที่ฉันชอบนก เพราะนกเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดเดียวที่บินได้”

 

แซมเหลือบมองคนข้างกาย เมื่อเห็นว่าเจมส์มองมาทางเขาอย่างตั้งใจฟัง ชายหนุ่มจึงพูดต่อ

 

“เคยอ่านหนังสือหรือดูสารคดีไหม นกต้องสละอะไรหลายอย่างเพื่อให้ร่างกายเบาพอที่จะบินได้… อย่างแรกคือ ขาคู่หน้าที่เปลี่ยนเป็นปีกแทน สองคือ กระดูกที่กลวงภายใน สาม ฟัน สังเกตไหมว่านกมันไม่เคยเคี้ยวอาหารเลย เพราะไม่มีฟัน นอกจากนี้ก็ยังไม่มีถุงปัสสาวะ ตัวเมียก็มีรังไข่แค่ข้างเดียว…”

 

“ฉันรู้แล้วล่ะว่าทำไมนายถึงนก”

 

เจมส์รีบขัดจังหวะขึ้นก่อนที่คนข้างตัวจะพล่ามไปมากกว่านี้ และมันก็ได้ผล แซมชะงักบทบรรยายเรื่องนกแล้วหันมาถลึงตาสีเข้มใส่เขาอีกครั้ง แต่ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสะทกสะท้านแต่อย่างใด ก็วัน ๆ หนึ่งเขาเห็นแซมถลึงตาใส่เขาสักสิบกว่ารอบได้ จะไม่ให้ชินได้อย่างไร

 

…อันที่จริง เขาออกจะชอบยั่วให้คนข้าง ๆ ถลึงตาใส่บ่อย ๆ ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นความบันเทิงประจำวันของเขาเลยทีเดียว

 

“ที่ฉันอยากบอกก็คือ นกมันต้องสละอะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อจะบินขึ้นไปยังท้องฟ้าได้ สละสิ่งสำคัญหลายอย่างเพื่อจะได้มาซึ่งอิสระ… ไม่คิดว่ามันเท่เหรอ”

 

ดวงตาสีเข้มมองตรงมาที่เจมส์ขณะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทำเอาชายหนุ่มต้องนิ่งคิดครุ่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบว่า

 

“ไม่รู้สิ… แต่บางทีฉันก็อยากจะทำอย่างนั้นเหมือนกันนะ”

 

คำตอบของเจมส์ทำเอาคนถามเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ

 

“นายจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่ออิสรภาพอย่างนั้นเหรอ”

 

“ถ้ามันจำเป็น ฉันก็จะทำ”

 

ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่มองตรงมานั้นเปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวจนแซมต้องร้องออกมาด้วยความทึ่ง

 

“ว้าว… ต้องแบบนี้สิ ถึงจะสมเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของฉัน”

 

“นอกจากฉัน นายยังมีคู่แข่งคนอื่นด้วยเหรอ”

 

เจมส์แกล้งถามไปอย่างนั้น เพราะเขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

 

“ก็เจ้าเนิร์ด บรูซ แบนเนอร์ ไงล่ะ”

 

“นายยังคิดจะจีบแนทอยู่เหรอ”

 

ชายหนุ่มแกล้งเลิกคิ้วทำตาโตใส่แซมเป็นเชิงทึ่ง แน่นอนว่าหนุ่มผิวเข้มตอบกลับเสียงดังอย่างมั่นใจ

 

“แน่นอน! ฉันไม่ยอมแพ้เจ้าเนิร์ดนั่นหรอกเว้ย ฉันจะเป็นนกฟีนิกซ์ที่ถึงตายกี่ครั้งก็ยังเกิดใหม่ได้ทุกครั้ง!”

 

แซมกำมือข้างหนึ่งชกขึ้นฟ้าอย่างมุ่งมั่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะร่วนของเจมส์ คู่แข่งที่นั่งอยู่เคียงข้าง

 

ถึงวันนี้พวกเขาจะไม่สมหวังในความรัก แต่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่ารักแบบหนุ่มสาว อาจจะเริ่มก่อตัวขึ้นในวันนี้เอง

 

 

~^-^~^-^~^-^~

 

แซมแม้จะนกก็ยังสู้ต่อ เพื่อนพ้องชาวนกทุกท่าน ถึงจะนกสักกี่ครั้ง ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้นะคะ จงแข็งแกร่งดุจนกฟีนิกซ์เหมือนแซมนะคะ!

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

Keep Dancing On My Own

Keep Dancing On My Own

Drabble Fan Fiction

Edwin Jarvis and Tony Stark

แต่งในหัวข้อ “เต้นรำ” #Heroอาทิตย์ละครั้ง

ขอบคุณทาง @_heroweeklyth ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ ขึ้นมานะคะ ^-^)

หมายเหตุ:  หม่นค่ะ

 

 

“โอบเอวผมสิครับ คุณหนูโทนี่”

 

เสียงนุ่มสำเนียงอังกฤษของชายชราดังขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีวอลซ์จังหวะร่าเริง เรียกให้เด็กหนุ่มที่ยืนทื่อเป็นเสาตื่นจากภวังค์

 

ชายชราวัยหกสิบปลายที่ยืนกุมมือซ้ายของเขายกขึ้นระดับไหล่ไว้คือ เอ็ดวิน จาร์วิส พ่อบ้านประจำตระกูลสตาร์ค ร่างสูงร้อยแปดสิบกว่าที่แม้จะลงพุงนิด ๆ แต่ก็ยังดูสง่าอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้ม เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนแซมขาวหวีเรียบกริบอย่างทุกที ใบหน้าอ่อนโยนมีริ้วรอย ทว่าก็ยังดูอ่อนกว่าวัยจริงสักสิบปี ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มน้อย ๆ ดวงตาสีเชียวอ่อนที่สบตาโทนี่อยู่มีประกายขบขันกับท่าทางเงอะงะของเด็กหนุ่ม

 

“เอวคุณอยู่ตรงไหนล่ะ จาร์วิส”

 

เด็กหนุ่มแกล้งล้อพลางหลุบตาสีน้ำตาลเข้มมองช่วงเอวหนาของชายชรา เพื่อจะได้เป็นอิสระจากดวงตาสีเขียวคู่นั้นที่ทำให้เขาเผลอจ้องนานเกินไปจนตกอยู่ในภวังค์

 

“ตรงนี้ไงครับ”

 

เสียงของพ่อบ้านไม่มีความโกรธที่ถูกล้อเลียนเรื่องรูปร่าง ตรงกันข้าม น้ำเสียงของจาร์วิสมีแววสนุกสนาน ขณะที่ถือวิสาสะเอื้อมมือซ้ายออกไปจับแขนขวาของเด็กหนุ่มขึ้นมาโอบรอบเอวของตนไว้ วางมือบนบ่าของโทนี่ ก่อนจะพูดต่อ

 

“ก้าวเท้าซ้ายสิครับ คุณหนูโทนี่”

 

เด็กหนุ่มทำตามพลางก้มมองเท้าของตัวเองเพื่อไม่ให้พลั้งไปเหยียบรองเท้าหนังสีน้ำตาลมันปลาบของครูสอนเต้นจำเป็นของเขา

 

“อย่ามองเท้าครับ เงยหน้าขึ้นมองคู่เต้นสิครับ”

 

โทนี่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองอย่างเสียไม่ได้ จาร์วิสสูงกว่าเขาสิบห้าเซนติเมตร ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นเยอะเป็นพิเศษจนเมื่อยคอ เด็กหนุ่มเคยบ่นว่า เขาคงคิดผิดที่ขอให้จาร์วิสสอนเต้นรำ เพราะไม่มีผู้หญิงที่ไหนสูงร้อยแปดสิบกว่าอย่างจาร์วิสหรอก แต่พ่อบ้านก็ตอกกลับนิ่ม ๆ ว่า หากพวกเธอสวมรองเท้าส้นสูง ก็จะสูงกว่าคุณหนูโทนี่เกือบสิบเซนติเมตรเช่นกัน

 

แล้วอีกอย่าง คุณหนูโทนี่ก็เป็นคนบอกเองว่าไม่อยากให้คนอื่นสอน เพราะอายที่อายุสิบเจ็ดแล้วแต่ยังเต้นรำไม่เป็นนี่ครับ’

 

ใช่ เขาเป็นคนขอร้องจาร์วิสเอง เพราะอย่างนั้นโทนี่จึงไม่อาจจะหือกับพ่อบ้านคนนี้ได้เลย ต้องเชื่อฟังที่จาร์วิสบอกทุกคำ จนกว่าจะเต้นได้ดีเท่าที่คุณพ่อบ้านตั้งมาตรฐานไว้

 

และมาตรฐานของจาร์วิสก็ไม่ใช่แค่พอไปวัดไปวาได้ แต่ต้องดีเลิศถึงขั้นไปออกงานสังคมได้ ไม่อายใคร

 

คิดผิดจริง ๆ ที่ขอให้จาร์วิสสอนเต้นรำ

 

โทนี่คิดกับตัวเองในใจเป็นรอบที่ร้อยกว่า

 

“คุณหนูโทนี่ อย่าเหม่อสิครับ”

 

เสียงเอ็ดของชายชราเรียกให้โทนี่กลับมาจดจ่ออยู่กับการเต้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองพ่อบ้าน ใบหน้าที่อยู่ห่างกันไม่กี่คืบทำให้เห็นรายละเอียดบนใบหน้าของชายชราได้ชัดเจน จมูกโด่งที่งุ้มนิด ๆ คิ้วหนาสีอ่อน ริมฝีปากบางสีระเรื่อ ริ้วรอยรอบดวงตาและริมฝีปากไม่ได้ทำให้เครื่องหน้าของพ่อบ้านจืดจางลงเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามกลับทำให้ดูภูมิฐานมากขึ้นไปอีก และยิ่งขับให้ดวงตาสีเขียวอ่อนคู่นั้นเปี่ยมชีวิตชีวามากขึ้นด้วย

 

“คุณหนูโทนี่… ผมบอกให้มองหน้าคู่เต้นก็จริง แต่ไม่ต้องจ้องผมขนาดนี้ก็ได้นะครับ”

 

เสียงกระซิบดังขึ้น ก่อนที่ริมฝีปากบางของพ่อบ้านจะขยับยิ้มล้อเลียน

 

“เปล่าจ้องสักหน่อย แค่กำลังนับตีนกาอยู่ต่างหาก”

 

โทนี่รีบแก้ตัวด้วยน้ำเสียงกวน ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ว่าตัวเองหน้าร้อน ๆ เขาคงไม่ได้กำลังหน้าแดงอยู่ใช่ไหม…

 

ไม่น่า… ใจเย็นไว้โทนี่… แค่เต้นรำเองนะ ไม่เห็นต้องเขินเลยนี่นา

 

เด็กหนุ่มปลอบตัวเองอยู่ในใจ เขาจะให้จาร์วิสรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขารู้สึกอย่างไร… ไม่มีวัน…

 

เอ็ดวิน จาร์วิส เป็นรักแรกของเขา

 

ตั้งแต่จำความได้ ชายขาวอังกฤษคนนี้ก็อยู่เคียงข้างเขามาตลอด คอยดูแลเขาแทนพ่อกับแม่ยามที่ทั้งคู่งานยุ่ง เล่านิทานให้ฟังก่อนนอน  เล่นเกมกับเขา คอยปลอบประโลมเวลาที่เขาเศร้า อยู่ใกล้ ๆ ในยามที่เขาอ้างว้าง สำหรับโทนี่แล้วจาร์วิสเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นคนสำคัญที่เขาอยากให้อยู่เคียงข้างตลอดไป

 

โทนี่ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พ่อบอกกับเขาเมื่อสองปีก่อนว่า เขาอายุสิบห้าแล้ว ควรจะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ให้จาร์วิสได้พักบ้าง

 

นับจากนั้นมา จาร์วิสก็กลับไปอยู่ข้างกายพ่อ… เหมือนที่เคยเป็นก่อนที่เขาจะเกิดมา

 

นั่นเป็นครั้งแรกกระมังที่เขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาจับใจ

 

โทนี่รู้ตัวตอนนั้นเองว่า เขารักจาร์วิสมาก… มากเกินไป

 

เด็กหนุ่มจึงพยายามถอยห่าง และกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเองด้วยการออกเที่ยวกับเด็กผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า หวังว่าสักวันเขาจะเจอคนที่ทำให้เขาลืมความรู้สึกที่มีต่อจาร์วิสได้

 

สองปีผ่านไป เขาก็ยังไม่เจอคนคนนั้น

 

และบางทีอาจจะไม่เจอตลอดกาล

 

 

“คุณสตาร์คครับ ตื่นได้แล้วครับ คุณเพ็พเพอร์ติดต่อมา เธอจะมาถึงในอีกสิบนาทีครับ”

 

เสียงสำเนียงอังกฤษไร้อารมณ์ของสมองกลเรียกให้ชายหนุ่มที่นอนอยู่บนโซฟาในห้องทำงานตื่นจากความฝัน โทนี่ในวัยสามสิบเก้าปีค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เขานอนมองเพดานห้องอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟาพลางเอ่ยว่า

 

“จาร์วิส… ถ้าเพ็พเพอร์มาถึงแล้วบอกฉันด้วยนะ”

 

“ได้ครับ”

 

เสียงสมองกลตอบรับอย่างว่าง่าย โทนี่ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง นึกถึงเจ้าของชื่อที่เขานำมาตั้งให้สมองกลอัจฉริยะที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมา นึกถึงรอยยิ้มที่บางครั้งก็ดูล้อเลียน บางครั้งก็ดูอ่อนโยน นึกถึงดวงตาสีเขียวอ่อนเปล่งประกายคู่นั้น นึกถึงเสียงนุ่มสำเนียงอังกฤษที่มีชีวิตชีวากว่าเสียงของสมองกลที่เขาพยายามสร้างให้ใกล้เคียงกับเสียงของเอ็ดวิน จาร์วิสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

จนถึงตอนนี้ คนที่เขาอยากให้อยู่ข้างกายตลอดไป ก็ยังคงเป็นจาร์วิส

 

ทั้ง ๆ ที่ เอ็ดวิน จาร์วิส ไม่อยู่แล้ว… จากเขาไป… จากโลกใบนี้ไปแล้วสิบแปดปี แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่อาจลืม… ไม่ปล่อยให้ตัวเองลืม…

 

ชายหนุ่มเหยียดยิ้มขำในความงมงายของตัวเอง ก่อนจะเดินไปยังห้องอาบน้ำเพื่อเตรียมเริ่มวันใหม่อีกวัน

 

อีกวันที่ไม่มีจาร์วิสอยู่

 

แต่เขายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

 

-=.=.=.=.=.=.=-

 

ตอนแรกไม่ได้คิดให้หม่นขนาดนี้เลย เฮ้อ…

เขียน ๆ ไป แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมโทนี่ต้องสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งพ่อแม่ ทั้งจาร์วิส แล้วยังมาเพ็พเพอร์กับสตีฟอีก

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ

After The Rainbow

After The Rainbow

 

Drabble AU Fiction

Sam Wilson and James Barns

เรื่องนี้เแต่งขึ้นในหัวข้อ “เส้นขนาน” #Heroอาทิตย์ละครั้ง ขอบคุณ @_heroweeklyth ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ ขึ้นมาค่ะ

 

 

แซม วิลสัน นักจิตวิทยาหนุ่มวัยสามสิบห้า อยู่ตัวคนเดียวในอพารท์เมนท์แห่งหนึ่ง ชั้นสาม ห้องหมายเลข 306

 

เจมส์ บาร์น ผู้จัดการโรงแรมกะกลางคืนวัยสามสิบเก้า อยู่ตามลำพังในอพาร์ทเมนท์เดียวกันกับแซม ชั้นสอง ห้องหมายเลข 206

 

ทุกเช้า แซมจะออกไปวิ่งตอนหกโมงเช้าถึงเจ็ดโมง ก่อนจะกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปทำงานตอนแปดโมงเช้า กลับถึงห้องอีกครั้งตอนสามทุ่ม อาบน้ำ และนอนหลับจนถึงเช้าวันใหม่

 

ทุกคืน เจมส์จะออกจากบ้านเพื่อไปทำงานตอนห้าทุ่ม และกลับถึงบ้านอีกทีตอนสิบโมงเช้า นอนหลับเป็นตายจนถึงช่วงเที่ยง ก่อนจะลุกมากินข้าวกลางวัน ดูหนังอยู่ในห้อง แล้วกลับไปนอนต่อถึงตอนกลางคืนอีกครั้ง

 

วันหยุดของแซมคือวันพุธ ซึ่งเขาจะใช้เวลาหมดไปกับการไปยิม ไปพบปะเพื่อนฝูง หรือนั่งเล่นวิดีโอเกมอยู่ในห้อง

 

วันหยุดของเจมส์คือวันเสาร์ ซึ่งเขาจะใช้เวลาหมดไปกันการนอน ไปพบปะเพื่อนฝูงบ้าง ไม่ก็นั่งดูหนัง อ่านหนังสืออยู่ในห้อง

 

ด้วยเหตุนี้ ถึงจะอยู่อพาร์ทเมนท์เดียวกัน แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยพบกันเลยสักครั้ง ราวกับเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน

 

แล้ววันคืนก็ผ่านเลยไป เป็นเดือน เป็นปี

 

จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังฝนตกกลางฟ้าโปร่งยามสาย ก็มีสายรุ้งปรากฎขึ้น

 

ไม่ใช่สายรุ้งธรรมดา แต่เป็นสายรุ้งสองสายที่โค้งเป็นครึ่งวงกลมขนานกันอย่างงดงาม

 

วันนั้นเป็นวันหยุดของแซม เมื่อเห็นสายรุ้งคู่ผ่านทางหน้าต่างห้อง เขาก็ผละจากหน้าคอมพิวเตอร์ออกมายังระเบียงห้องเพื่อชื่นชมปรากฎการณ์ธรรมชาติอันงดงามซึ่งตลอดชีวิตอาจจะไม่ได้เห็นซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

 

เมื่อคิดว่าอาจจะไม่ได้เห็นซ้ำอีก เขาจึงรีบกลับไปหากล้องถ่ายรูปซึ่งแซมจำไม่ได้แล้วว่าเก็บไว้ตรงไหน จึงลงมือรื้อค้นตู้ทุกตู้และลิ้นชักทุกชั้นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหากล้องถ่ายรูป

 

เสียงรื้อค้นตู้ของแซมดังทะลุพื้นห้องลงมาปลุกเจมส์ที่หลับอยู่ให้ตื่นขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ ชายหนุ่มเพิ่งนอนหลับได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ต้องตื่นเพราะเสียงกุกกักจากห้องข้างบน จึงช่วยไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด

 

หากเสียงดังเพียงครู่ เขาคงจะปล่อยผ่านไป แต่เจ้าของห้องชั้นบนยังคงทำเสียงดังไม่หยุด เจมส์จึงตัดสินใจกดโทรศัพท์โทรขึ้นไปยังห้องชั้นบน

 

เสียงกุกกักหยุดลง ก่อนที่เจมส์จะได้ยินปลายสายตอบรับ

 

“ฮัลโหลครับ”

 

เสียงทุ้มของชายหนุ่มดังมาตามสาย เจมส์จึงรู้ตอนนั้นเองว่าเจ้าของห้องชั้นบนเป็นชายหนุ่ม

 

“ผมโทรมาจากห้องชั้นสองนะครับ ขอโทษนะครับ แต่ช่วยเบาเสียงหน่อยได้ไหม ผมกำลังนอนอยู่ครับ”

 

เขาพยายามอธิบายอย่างใจเย็นที่สุด

 

“โอ้! เอ่อ… ขอโทษที่รบกวนคุณนะครับ จะไม่ทำเสียงดังแล้วครับ”

 

น้ำเสียงทุ้มที่ขอโทษขอโพยเขาทำให้เจมส์รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย ดูท่าเจ้าของห้องชั้นบนจะไม่ใช่คนนิสัยแย่อะไร

 

“ครับ ขอบคุณมากครับ”

 

ขณะที่เจมส์กำลังจะวางสายอยู่นั้น พลันปลายสายก็รีบพูดขึ้นมาว่า

 

“ว่าแต่ว่า คุณนอนมานานกี่ชั่วโมงแล้วครับ ถ้านอนติดต่อกันนานเกินไปจะไม่ดีต่อร่างกายนะครับ”

 

เจมส์ขมวดคิ้วใส่โทรศัพท์ ที่จริงเขาจะกระแทกสายใส่อีกคนก็ได้ แต่เขาไม่อยากทำอย่างนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นเพื่อนร่วมอพาร์ทเมนท์เดียวกัน เขาจึงอธิบายไป

 

“ผมทำงานกลางคืนครับ เพิ่งได้นอนตอนสิบโมงครึ่งนี่เอง”

 

“อ้าว! ขอโทษครับ งั้นไปนอนเถอะครับ”

 

เจมส์หลุดยิ้มขำตอนฟังเสียงนั้นลนลานขอโทษ เขาเกือบจะพูดราตรีสวัสดิ์แล้ว หากคู่สนทนาไม่พูดแทรกขึ้นมาว่า

 

“อ้อ แต่ตอนนี้มีปรากฎการณ์รุ้งคู่อยู่นะครับ ที่ผมเสียงดังเพราะกำลังหากล้องไปถ่ายรูปรุ้งคู่นี่ละครับ ตอนนี้เจอแล้ว จะไม่ทำเสียงดังแล้วครับ”

 

“…รุ้งคู่เหรอครับ”

 

เจมส์ที่ง่วงสุดขีดยังไม่อาจประมวลผลได้ว่าอีกคนกำลังพูดเรื่องบ้าอะไร

 

“ครับ ลองมองออกไปทางระเบียงสิครับ”

 

ไม่รู้ทำไม แต่ชายหนุ่มก็บ้าจี้ลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเปิดม่านตรงระเบียงออก แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาอาบไล้ห้องอันมืดหม่นจนอบอุ่น เมื่อมองออกไปก็เห็นสายรุ้งสามสีเส้นบางสองเส้นที่โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมสวยงามขนานกันอยู่กลางฟ้าคราม ราวกับทางรถไฟสีรุ้งที่จะนำไปสู่สถานีแห่งความสุข

 

เจมส์ยืนเหม่อมองสายรุ้งคู่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองปล่อยให้เจ้าของห้องข้างบนรอสายอยู่ จึงรีบกลับไปยังโทรศัพท์

 

“ฮัลโหล ยังอยู่ไหมครับ”

 

“ครับ เห็นรุ้งคู่หรือยังครับ”

 

เสียงปลายสายที่ถามอย่างกระตือรือร้นทำเอาเจมส์อดยิ้มออกมาไม่ได้

 

“เห็นแล้วครับ สวยจริง ๆ”

 

“วิเศษมากเลยใช่ไหมครับ… งั้นผมขอตัวไปถ่ายรูปก่อนนะครับ คุณพักผ่อนเถอะครับ ราตรีสวัสดิ์”

 

“เดี๋ยวครับ!”

 

เจมส์รีบเรียกไว้ก่อนที่อีกคนจะวางสาย

 

“ครับ?”

 

“ถ้าไม่รบกวน ผมขอรูปรุ้งจากคุณได้ไหมครับ”

 

“ได้แน่นอนครับ ผมจะตั้งใจถ่ายสุดฝีมือเลย”

 

แล้วเจมส์ก็ถามว่าหากแซมไม่มีธุระอะไร เขาจะไปหาแซมที่ห้องเย็นนี้เพื่อขอดูรูปได้ไหม ซึ่งแซมก็ตอบตกลงด้วยความเต็มใจ

 

ปรากฎการณ์อันงดงามแสนวิเศษเกิดขึ้นกับทั้งสองคนในวันนั้นเอง

 

 

~==========~

ฟิคชั่ววูบมากค่ะ เผอิญวันนี้เห็นทวิตรูปรุ้ง แล้วอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ คาแรคเตอร์หลุดไม่เหลือคนเดิมเลย ฮือออออ

ขอบคุณุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ