Gredence

Graves Sensei [3]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

bamboo-142635_640

-๓-

นำทาง

พิธีปฐมนิเทศของโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระเรียบง่ายกว่าที่เกรฟส์คาดไว้ เขาเคยได้ยินมาว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มากพิธีรีตอง เป็นรองแค่จีนกับฝรั่งเศสเท่านั้น นึกไม่ถึงว่า อาจารย์ใหญ่จะกล่าวต้อนรับนักเรียนอย่างเรียบง่ายสองสามประโยค แนะนำเขาที่เป็นอาจารย์คนใหม่ให้นักเรียนรู้จัก หลังจากนั้นเหล่าเด็กหนุ่มก็ช่วยกันยกโต๊ะไม้ขัดทรงจัตุรัสตัวเตี้ยจำนวนหกสิบตัวมาวางเรียงกันเป็นแถวสิบสองแถว เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ หน่อยก็ช่วยยกเบาะนั่งมาวางเรียง ส่วนเด็กนักเรียนหญิงก็ช่วยกันยกจาน ตะเกียบ ถ้วยชา กาน้ำชา และอาหารมาวางเรียงบนโต๊ะ

ทีแรกพ่อมดหนุ่มเสนอตัวช่วยเหลือ แต่อาจารย์ใหญ่ออกปากว่า นี่เป็นงานของพวกเด็ก ๆ เขาจึงได้แต่นั่งคุกเข่ารออยู่กับบรรดาอาจารย์ที่ผนังฝั่งทิศใต้ เกรฟส์มองดูเด็กนักเรียนทำทุกอย่างด้วยมือ ไม่ใช้เวทมนตร์เลยแม้แต่น้อย ทำให้การตั้งโต๊ะทานอาหารเช้าใช้เวลานานพอสมควร หากใช้เวทมนตร์ช่วยคงใช้เวลาไม่เกินสามนาที เขาเอ่ยปากตั้งข้อสังเกตนี้กับอาจารย์โคบายาชิ ผู้ที่พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง เพราะเธอสนใจศึกษาคาถาของฝั่งตะวันตกด้วย

อาจารย์สาวแย้มยิ้มขณะอธิบายว่า เป็นแนวทางของโรงเรียนที่ให้นักเรียนทำงานเล็ก ๆ อย่าง การทำความสะอาด การจัดโต๊ะอาหาร โดยไม่ใช่เวทมนตร์ เพื่อฝึกให้คุ้นชินเวลาออกไปอยู่รวมกับคนธรรมดา ทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนแล้ว

“‘คนธรรมดา’ นี่ ท่านหมายถึง ผู้ไร้เวทมนตร์ใช่หรือไม่”

เมื่อหญิงสาวตอบรับ เกรฟส์จึงถามต่อว่า

“ที่อเมริกา มีคำที่ใช้เรียกคนที่ไม่มีเวทมนตร์ว่า ‘โนแมจ’ ส่วนที่อังกฤษเรียกว่า ‘มักเกิ้ล’ ที่ญี่ปุ่นมีศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกหรือไม่”

“ไม่มีเป็นพิเศษหรอกท่าน ส่วนใหญ่เราจะเรียกว่า ‘คนธรรมดา’ เพื่อไม่ให้สะดุดหูเกินไป หากมีใครมาได้ยินเข้า”

เกรฟส์ฟังแล้วก็คิดว่า ผู้วิเศษชาวญี่ปุ่นระมัดระวังดียิ่ง ทว่า เมื่อคิดอีกที หมายถึงพวกเขาคิดว่า ผู้ใช้เวทมนตร์เป็น ‘คนไม่ธรรมดา’ เป็น ‘คนไม่ปกติ’ อย่างนั้นใช่หรือไม่

พ่อมดต่างถิ่นได้แต่คิด ไม่ได้เอ่ยถามออกไป

อาหารมื้อแรกของเกรฟส์ที่มาโฮโทะโคะโระ คือ  ข้าวอบหนอไม้ ซุปเต้าเจี้ยวใส่เต้าหู้ขาว สาหร่าย และต้นหอม ปลาซัมมะย่างเกลือ หัวไชเท้าขูด และผักดอง จัดใส่ภาชนะกระเบื้องเคลือบสีขาวไร้ลวดลายใบเล็ก ปริมาณพอดีสำหรับหนึ่งคน พ่อมดหนุ่มไม่คุ้นตากับอาหารเหล่านี้ อาจารย์โคบายาชิอธิบายให้ฟังว่าแต่ละอย่างเรียกว่าอะไร และทำมาจากอะไรบ้าง โชคดีที่อเมริกามีร้านอาหารจีนอยู่บ้าง เขาจึงใช้ตะเกียบเป็น รสชาติของอาหารญี่ปุ่นที่ได้ลิ้มลองครั้งแรกถูกใจเขายิ่งนัก หากเทียบกับอาหารจีนที่เขาเคยลิ้มลองนับว่าเค็มกว่านิดหน่อย แต่น้ำมันน้อยกว่ามาก กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ปริมาณอาหารที่จัดเตรียมมาให้นั้นพอเหมาะจนน่าประหลาดใจ กินหมดแล้วอิ่มกำลังดี ไม่อึดอัดแน่นท้อง ดื่มชาเขียวอุ่น ๆ จากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวตามลง ทอดสายตามองออกไปเห็นกลีบดอกไม้สีชมพูนวลตาปลิดปลิวไปตามสายลม เกรฟส์รู้สึกราวกับอยู่ในสวนสวรรค์

ขณะที่จิบชาอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มที่คุ้นตา นั่งอยู่แถวที่สองถัดจากแถวที่เขากับบรรดาอาจารย์นั่งอยู่ ที่นั่งของเด็กหนุ่มหันหน้ามาทางเขาพอดี เกรฟส์จึงเห็นใบหน้าของครีเดนซ์ได้ถนัดตา เด็กหนุ่มก้มกินข้าวเงียบ ๆ นิ้วเรียวยาวจับตะเกียบคีบอาหารส่งเข้าปากอย่างเชื่องช้า สีหน้าของเด็กหนุ่มเรียบเฉยราวกับไม่รับรู้รสอาหาร

ภาพนั้นทำให้เกรฟส์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อกวาดตามองไปทั่วโต๊ะ เขาก็เห็นว่าเด็กสาวผมสีน้ำตาอ่อนคนหนึ่งซึ่งนั่งถัดจากครีเดนซ์ไปสองคน กำลังจ้องเขม็งไปที่เด็กหนุ่มด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ครีเดนซ์คงรับรู้ถึงสายตานั้น จึงจงใจก้มหน้าก้มตากินข้าวช้า ๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเงยหน้าขึ้นสบตาแข็งกร้าวคู่นั้น

คิ้วหนาของพ่อมดต่างชาติขมวดแน่น นึกสงสัยว่า เพราะเหตุใดเด็กสาวคนนั้นถึงได้จ้องครีเดนซ์อย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้

“เป็นอะไรไปหรืออาจารย์เกรฟส์ ขมวดคิ้วแน่นเขียว”

เสียงเรียกชื่อเขาจากอาจารย์หนุ่มร่างเล็กผู้นั่งเยื้องไปทางขวาของเขา ทำให้เกรฟส์ละสายตาจากเด็กทั้งสองมาสบตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมาอย่างสงสัย ชายหนุ่มรีบคลายปมที่หัวคิ้ว ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า ไม่มีอะไร ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แล้วคุยกับอาจารย์คนอื่น ๆ โดยมีอาจารย์โคบายาชิช่วยแปลให้

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เหล่านักเรียนก็ช่วยกันเก็บล้างจานชาม ส่วนโต๊ะและเบาะรองนั่งวางไว้อย่างนั้น เพราะต้องใช้กินอาหารทุกวัน และจะเก็บเมื่อถึงเวลาปิดเทอม

เนื่องจากวันนี้เกรฟส์ยังไม่มีสอน เพราะต้องให้อาจารย์โคบายาชิจัดตารางเวลาใหม่ ให้สอนชั้นปีต่าง ๆ ช่วงที่ครีเดนซ์ว่างจากการเรียนมาเป็นล่ามให้เขา พ่อมดต่างถิ่นจึงตัดสินใจจะสำรวจรอบ ๆ โรงเรียน เมื่อเขาบอกอาจารย์โคบายาชิ เธอก็แนะนำว่า มาโฮโทะโกะโระไม่ซับซ้อน แต่ค่อนข้างกว้างขวาง มีคนนำทางไปด้วยจะดีกว่า ให้เขารออยู่แถวนี้ก่อน เธอจะไปตามครีเดนซ์มานำทางให้

ชายหนุ่มยืนชมทิวต้นซากุระอยู่ไม่นาน ครีเดนซ์ก็มาถึง เด็กหนุ่มโค้งให้เขาน้อย ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้… ถึงจะบอกว่าเดินเข้ามาใกล้ แต่ก็ยืนเว้นระยะห่างกับกรฟส์สามก้าว และใบหน้างดงามแต่เปี่ยมไปด้วยความกังวลก้มลงพำพึมกับหน้าอกตัวเองว่า

“เชิญอาจารย์เกรฟส์ขอรับ”

พ่อมดต่างชาติได้ยินที่เด็กหนุ่มพูดแล้ว แต่เขาไม่ค่อยพอใจที่ครีเดนซ์ไม่ยอมเงยหน้ามองเขา แถมยังยืนห่างจากเขาถึงขนาดนี้ เกรฟส์ไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มกลัวอะไรเขา ทั้งที่เมื่อเช้ายังช่วยเล่าเรื่องปลอบใจเขาที่กลัวความสูงอยู่เลย ท่าทีห่างเหินเช่นตอนนี้หมายความว่าอย่างไรกัน

ชายหนุ่มจึงก้าวเข้าไปใกล้ ย่นระยะห่างของเขากับเด็กหนุ่มให้เหลือเพียงหนึ่งก้าว ครีเดนซ์ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เกรฟส์หักห้ามใจตัวเองที่อยากจะเข้าไปเชยคางของคนตรงหน้าให้มองเขา ก่อนจะพูดว่า

“นำทางไปเลยครีเดนซ์ ข้าจะเดินตามหลังไปเอง”

ครีเดนซ์ฟังความต้องการของชายหนุ่มแล้ว เมื่อนึกภาพว่าเขาจะต้องเดินนำ โดยมีเกรฟส์เดินตามมาข้างหลัง ก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเดินแล้ว กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เขารับคำ “ขอรับ” ก่อนจะออกเดินนำทางพาอาจารย์คนใหม่ชมโรงเรียน

ถึงเด็กหนุ่มจะขี้อายและไม่ชอบสบตาผู้คน แต่เขาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนได้ดีทีเดียว เกรฟส์ได้รู้ว่าโรงเรียนนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาในเกาะกลางทะเล (ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องโดยสารนกนางแอ่นทะเลยักษ์ข้ามมา) ล้อมรอบด้วยกำแพงหินหยกขาวซึ่งลงมนตร์พรางตาไว้ ทำให้คนภายนอก ทั้งคนธรรมดาและพ่อมดแม่มดแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามีโรงเรียนนี้ตั้งอยู่ ไม่อาจมองเห็นตัวโรงเรียนได้ จะเห็นเป็นเพียงป่าทึบเท่านั้น ครีเดนซ์ยังบอกว่า หินหยกขาวที่ใช้สร้างกำแพงล้อมรอบนี้ตกกลางคืนจะเปล่งแสงอ่อน ๆ ด้วย ดังนั้นตามอาคารจึงมีหินหยกขาวประดับเป็นจุด ๆ เพื่อใช้แทนหลอดไฟ แน่นอว่าแสงนี้ คนภายนอกโรงเรียนก็ไม่อาจเห็นได้เช่นกัน

อาคารต่าง ๆ ภายในโรงเรียน มีชื่อเรียกที่ตั้งตามชื่อพืชพรรณต่าง ๆ ที่เป็นมงคล เช่น อาคารที่พวกเขานั่งกินข้าวกันเมื่อเช้าเรียกว่า อาคารเบญจมาศ ดอกเบญจมาศเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ และการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ห่างออกไปจากอาคารราวยี่สิบก้าวมีโรงครัวสำหรับหุงต้ม จากนั้นก็เป็นกลุ่มอาคารเรียนสองชั้นทั้งห้าอาคาร เรียกรวมกันว่า อาคารซากุระ กลุ่มอาคารเรียนทั้งห้านี้จะมีหมายเลขกำกับไว้ด้วย เวลาเรียกแยกจะเรียกว่า อาคารซากุระกลีบที่หนึ่ง อาคารซากุระกลีบที่สอง เป็นต้น ซากุระเป็นตัวแทนของความสำเร็จและจิตใจที่เข้มแข็ง

ยังมีหอสมุดสูงสามชั้น ซึ่งชื่อว่า อาคารสุมิเระ แต่นักเรียนส่วนใหญ่เรียกว่า หอสมุด สุมิเระเป็นชื่อของดอกไม้สีม่วง ซึ่งมีรูปทรงคล้ายที่ใส่น้ำหมึกของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “สุมิอิเระ” จึงได้ชื่อว่าสุมิเระ ใกล้ ๆ หอสมุดเป็นลานฝึกปฏิบัติซึ่งเป็นลานดินเปิดโล่ง ล้อมรอบด้วยทิวไผ่ พวกเขาจะฝึกวิชาดาบ รวมไปถึงวิชาป้องกันตัวด้วยมือเปล่ากันที่นี่

เกรฟส์ฟังแล้วก็อดถามไม่ได้ว่า ครีเดนซ์เองก็รู้วิชาดาบและป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ พ่อมดต่างถิ่นอย่างเขาก็รู้สึกว่า ผู้วิเศษที่ญี่ปุ่นนั้นฝึกตนได้รอบด้านยิ่งนัก

เขาเองก็อยากรู้วิชาที่ดูมีประโยชน์เหล่านี้บ้างเช่นกัน

“ครีเดนซ์ หากเจ้าพอมีเวลา จะช่วยสอนวิชาดาบและการป้องกันตัวมือเปล่าให้ข้าได้หรือไม่”

ชายหนุ่มเอ่ยขอร้อง ครีเดนซ์ที่ตลอดทางไม่ยอมสบตาเขาแม้แต่น้อย บัดนี้เงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ อย่างประหลาดใจ ก่อนจะรีบหลุบตาลงต่ำอีกครั้ง เมื่อสบสายตาที่มุ่งมั่นอาจารย์หนุ่ม แล้วกล่าวว่าเสียงเบาว่า

“ข้ารู้เพียงเท่าที่อาจารย์ทานากะสอนเท่านั้น ความรู้น้อยนิด คงไม่อาจสอนได้ดีเท่าอาจารย์ทานากะ…”

เด็กหนุ่มบ่ายเบี่ยงเป็นเชิงให้เกรฟส์ไปเรียนกับอาจารย์ทานากะ ซึ่งเป็นครูสอนดาบและการป้องกันตัวมือเปล่า แต่ชายหนุ่มต่างถิ่นกลับกล่าวขึ้นว่า

“อาจารย์ทานากะสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน ข้าไม่อยากรบกวนเขา”

แล้วให้ข้าสอนนี่ไม่คิดว่ารบกวนข้าบ้างหรอกหรือท่านอาจารย์… ครีเดนซ์ได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าเอ่ยออกไป

“หากเจ้าไม่สะดวกสอนข้า ก็ไม่เป็นไรนะ”

คำกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจของเกรฟส์ ทำให้ครีเดนซ์รู้สึกลำบากใจ แต่ถึงอย่างไร เขาก็มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของอาจารย์หนุ่ม พ่อมดต่างถิ่นเอ่ยปากขอร้องขนาดนี้ เด็กหนุ่มเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ

“ได้ขอรับ ข้าจะสอนวิชาดาบและป้องกันตัวให้ท่านเอง แต่คงสอนได้แค่สัปดาห์ละสองสามชั่วโมง…”

“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว… ขอบใจมากนะ”

ชายหนุ่มกล่าวแล้วคลี่ยิ้ม ครีเดนซ์ที่ลอบมองเกรฟส์อยู่ถูกรอยยิ้มบางนั้นทำให้ตะลึงงัน หยุดหายใจไปชั่วขณะ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าจังหวะหัวใจผิดแปลกไป และรู้สึกเขินอายขึ้นมาจนต้องหลบตา ไม่มองรอยยิ้มนั้น

คนตรงหน้าเขาช่างอันตรายเหลือร้าย แค่รอยยิ้มเท่านั้นกลับทำให้เขาเป็นถึงขนาดนี้…

ครีเดนซ์นึกในใจว่าแบบนี้คงไม่ดีแน่ จริงอยู่ว่าคนตรงหน้ารูปงามเสียจนไม่ว่าใครก็คงนึกขัดเขินยามเมื่อได้อยู่ใกล้ แต่ว่า เขาต้องอยู่ใกล้คนคนนี้ไปอีกหนึ่งปีเต็ม การใจเต้นผิดจังหวะบ่อย ๆ แบบนี้ ไม่ดีต่อตัวเขาแน่นอน ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เด็กหนุ่มบอกตัวเองให้ทำใจแข็งไว้ พลางคิดปลอบใจตัวเองว่า อีกหน่อยคงคุ้นชินไปเอง

เมื่อปลุกปลอบตัวเองแล้ว ครีเดนซ์ก็พาอาจารย์หนุ่มเดินชมส่วนต่าง ๆ ของโรงเรียนต่อไป

ถัดจากลานกว้างเป็นลำธารเล็ก ๆ ซึ่งถอดยาววนรอบภูเขาลงไปยังทะเลเบื้องล่าง มีสะพานทอดข้ามไปยังอีกฝั่งของลำธาร หากข้ามสะพานนั้นและเดินผ่านทิวสนไปสักพัก จะเจอศาลาไม้สามหลังสำหรับพักผ่อน มองออกไปจากตัวศาลาจะเห็นผืนน้ำสีครามเข้ม และละลอกคลื่นสีขาวที่ซัดผ่านมาเป็นจังหวะ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง เกรฟส์มองเกลียวคลื่นที่เห็นอยู่ไกล ๆ พลางคิดว่าเขาคงสามารถนั่งมองทะเลจากที่นี่ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย

ใกล้ ๆ ศาลานั่งเล่น ยังมีโรงนกนางแอ่น ซึ่งทางญี่ปุ่นใช้สำหรับส่งจดหมายต่างนกฮูก ครีเดนซ์ว่าหากเขาจะส่งจดหมายไปหาครอบครัวที่อเมริกา ก็สามารถใช้นกนางแอ่นเหล่านี้ได้ พวกมันบินทางไกลข้ามมหาสมุทรได้

นอกจากนี้ยังมีหอพักนักเรียนชายที่ชื่อ หอต้นสน และหอพักนักเรียนหญิงที่เรียกว่า หอดอกบ๊วย ซึ่งครีเดนซ์ไม่ได้พาเขาไปดูใกล้ ๆ บอกแค่ทิศทางไปเท่านั้น สุดท้ายก็พาเขามาส่งที่หอพักอาจารย์ซึ่งได้ชื่อว่า หอสึบากิ ดอกไม้แห่งความสุขุมรอบคอบ แต่แน่นอนว่าทุกคนเรียกติดปากว่าหอพักอาจารย์

ขณะนี้เป็นเวลาสิบเอ็ดโมง เด็กหนุ่มบอกเขาว่า อาหารกลางวันจะเริ่มตอนเที่ยงตรง ก่อนจะกล่าวลา และค่อย ๆ เดินจากไป

เกรฟส์มองตามด้านหลังของเด็กหนุ่มร่างสูง แผ่นหลังกว้างนั้นงองุ้มนิด ๆ ทำให้ความสง่างามของเด็กหนุ่มลดน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เด็กหนุ่มดูอ่อนโยนมากขึ้น สีหน้าที่ดูกังวล และกริยาที่คอยหลบตาผู้คนนั้นทำให้เกรฟส์รู้สึกว่า อยากปกป้องดูแลเด็กคนนี้

ชายหนุ่มไม่เคยนึกว่าจะมีเด็กหนุ่มคนไหนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ได้ ครีเดนซ์นั้นทั้งสูงกว่าเขา แถมยังรู้วิชาดาบและการป้องกันตัว ทั้งยังมีความอดทนอย่างมาก ฟังจากการที่ทนขึ้นหลังนกนางแอ่นยักษ์ทุกวันได้อยู่หลายปีทั้ง ๆ ที่กลัวความสูง จนในที่สุดก็เลิกกลัวไปเอง เด็กหนุ่มคนนี้ภายนอกดูอ่อนแอ ภายในกลับซ่อนความเข้มแข็งไว้ เขาจึงนึกอยากรู้จักเด็กคนนี้ให้มากขึ้น ทั้งยังนึกอยากปกป้อง และอยากส่งเสริมขัดเกลาให้เป็นเด็กหนุ่มที่สง่างามทั้งภายในและภายนอก

ขณะนั้นเกรฟส์ไม่ทันนึกว่า ความรู้สึกอยากสนับสนุนครีเดนซ์ จะพัฒนาจนกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

-*-*-*-*-*-*-

บทนี้ได้คำว่า หลอดไฟ มาเพิ่มอีกคำแล้ว เย้! ^ ^

ข้อมูลความหมายของดอกไม้จากบล็อกนี้ค่ะ ดอกไม้แทนความหมาย ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

สถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระในเรื่องนี้ ไม่ได้อ้างอิงจากแหล่งใดเลยค่ะ นึกขึ้นมาเองล้วน ๆ ยกเว้นตรงที่ว่า มีหินหยกขาวประดับประดา ที่อ้างอิงจากที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง บอกไว้ในพอตเตอร์มอร์ เพราะงั้น ถ้าเจ.เค.ออกมาบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เพิ่มเติมแล้วไม่ตรงกับในฟิคเรื่องนี้ ก็ขอภัยไว้ล่วงหน้าค่ะ ฮา

ใจจริงแอบกังวลเรื่องคาแรคเตอร์หลุดอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ว่า ภูมิหลังของครีเดนซ์ในเรื่องนี้จะไม่เหมือนกับเรื่องแฟนทาสติกบีสท์ จึงคิดว่านิสัยตัวละครน่าจะเปลี่ยนไปบ้างด้วยค่ะ เช่นกันกับคุณเกรฟส์ เราคิดว่าที่เห็นในภาพยนตร์นั้น เป็นกรินเดลวัลด์ล้วน ๆ ค่ะ เพราะงั้นจึงสร้างคาแรคเตอร์ของคุณเกรฟส์วัยหนุ่มขึ้นมาเองเช่นกัน

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

Gredence

Graves Sensei [2]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

 

 

-๒-

ไหว้วาน

 

โมเดสตีชวนเกรฟส์คุยฆ่าเวลาระหว่างรอให้ฮารุคาเสะมารับพวกเขาไปโรงเรียน เด็กหญิงอยู่ในวัยช่างสงสัย เอ่ยถามไถ่ว่าที่อาจารย์คนใหม่ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ครีเดนซ์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ทั้งสอง แม้ไม่ได้ตั้งใจฟัง ก็พลอยรับรู้ไปด้วยว่า เกรฟส์มาจากนิวยอร์ก เมืองหลวงของอเมริกาซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน ตึกสูงระฟ้า และมีรถม้าเยอะกว่าที่โตเกียวหลายเท่า คนนิยมดื่มกาแฟเหมือนที่ญี่ปุ่นนิยมดื่มชา กินขนมปังทุกมื้อเหมือนที่พวกเขากินข้าวทุกมื้อ มีโรงเรียนเวทมนตร์ที่อเมริกาด้วย ชื่อ โรงเรียนอิลเวอร์มอร์นี ที่นั่นมีการคัดสรรนักเรียนเข้าบ้านสี่บ้านตามลักษณะนิสัยใจคอของแต่ละคน

 

ขณะที่โมเดสตีรบเร้าให้เกรฟส์เล่ารายละเอียดแต่ละบ้านให้ฟัง สายลมหอบใหญ่พลันพัดมาปะทะร่าง เมื่อหันไปมองทางต้นลม ก็พบนกยักษ์สามตัวแหวกว่ายท้องฟ้ามาทางพวกเขา

 

“ฮารุคาเสะ!”

 

เสียงใสของเด็กหญิงเรียกชื่อนกตัวที่บินนำหน้าอย่างยินดี ขณะที่นกยักษ์สีเข้มทั้งสามตัวค่อย ๆ ร่อนลงริมทะเล ห่างจากพวกเขาไปห้าก้าว โมเดสตีไม่รอช้า วิ่งเข้าไปใกล้นางแอ่นทะเลตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนจะยื่นแขนสองข้างออกมาข้างหน้าอย่างคาดหวัง ดวงตาที่ดูราวกับลูกปัดขนาดใหญ่ของฮารุคาเสะมองแขนเล็ก ๆ ของเด็กหญิง ก่อนจะค่อย ๆ ก้มหัวของมันลงต่ำ ยินยอมให้เด็กหญิงไล้ขนที่สองข้างแก้มของมันอย่างยินดี

 

ฮารุคาเสะตัวใหญ่กว่าโมเดสตีห้าเท่า ภาพที่นางแอ่นทะเลขนาดยักษ์ก้มหัวให้เด็กหญิงคลอเคลียจึงประทับใจพ่อมดต่างถิ่นอย่างเกรฟส์ แม้ในจดหมายจากอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระจะเขียนบอกไว้ก่อนแล้วว่า ให้มารอนกนางแอ่นทะเลยักษ์ซึ่งจะมารับนักเรียนที่ชายหาดแห่งนี้ แต่ต้องยอมรับว่าเขาเองก็จินตนาการไม่ออกว่า นางแอ่นทะเลยักษ์นี่จะหน้าตาเป็นอย่างไร เขาคิดว่าคงคล้าย ๆ กับธันเดอร์เบิร์ด นกยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของหนึ่งในสี่บ้านของโรงเรียนอิลเวอร์มอร์นี สง่างาม น่าเกรงขาม และน่ากลัวหน่อย ๆ นึกไม่ถึงว่า นางแอ่นทะเลยักษ์จะเป็นมิตรขนาดนี้

 

ขณะที่ชายหนุ่มมองฮารุคาเสะกับโมเดสตีอยู่นั้น ครีเดนซ์ก็ดึงเสื้อคลุมออกมาจากห่อผ้า เสื้อคลุมยาวสีลูกท้อส่องประกายน้อย ๆ เมื่อต้องแสงไฟจากตะเกียง เสื้อคลุมนี้โรงเรียนมอบให้นักเรียนทุกคนตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก เสื้อคลุมมนตราจะปรับขนาดตัวเองให้พอดีตามผู้สวมใส่ เริ่มแรกผ้าคลุมจะมีสีชมพูอ่อนอย่างดอกซากุระ เมื่อเจ้าของผ้าคลุมสั่งสมความรู้และพลังมนตรามากขึ้น สีของผ้าคลุมก็จะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีทอง แต่หากผู้วิเศษคนใดละเมิดกฎหมายเวทมนตร์ ผ้าคลุมจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ซึ่งมีผลทำให้ถูกไล่ออกทันที และต้องรับการพิจารณาคดีกับทางสภาเวทมนตร์

 

เมื่อเริ่มเข้าเรียนใหม่ ๆ ครีเดนซ์เคยกังวลว่า หากเสื้อคลุมของเขาเป็นสีชมพูอ่อนตลอดไปเล่า เขาจะทำอย่างไรดี คงทำให้ท่านพ่อขายหน้า จนตัดเขาออกจากตระกูลเลยก็ได้ แต่สิ่งที่เขากลัวไม่เคยเกิดขึ้น เสื้อคลุมของเขาเปลี่ยนสีไปตามปกติเหมือนกับเพื่อน ๆ ในชั้นปีเดียวกัน ทำให้เด็กหนุ่มโล่งใจอย่างยิ่ง

 

ครีเดนซ์สวมเสื้อคลุมของตัวเอง ผูกเชือกบริเวณเอวสองทบให้แน่นหนา แม้เขาจะรู้ว่า ผ้าคลุมนี้ไม่มีทางหลุดระหว่างทาง แต่เด็กหนุ่มชอบทำเพื่อความสบายใจ หลังจากผูกเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น เขาก็พบว่าพ่อมดต่างถิ่นกำลังจ้องมองเขาอยู่

 

“อะ…อะไรหรือ…ขอรับ”

 

เมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายเป็นว่าที่อาจารย์ของโรงเรียนเขา ครีเดนซ์ก็เพิ่มความสุภาพเข้าไปในคำพูดเสียหน่อย แม้เด็กหนุ่มจะยังไม่กล้าสบตากับพ่อมดแปลกหน้าตรง ๆ แต่ก็อดลอบมองเขาไม่ได้ ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มนั้นยังคงจ้องมาที่เขา มุมปากโค้งขึ้นน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มบาง

 

“เสื้อคลุมสวย เหมาะกับเจ้าดีนะ”

 

คำชมที่คาดไม่ถึงนั้นทำเอาครีเดนซ์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ถึงแม้ตอนใส่ให้ท่านพ่อท่านแม่ดูครั้งแรกเมื่ออายุเจ็ดขวบจะได้รับคำชมแบบเดียวกัน แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนกัน เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ดีใจหรือ ขวยเขินหรือ อาจจะทั้งสองความรู้สึกรวมกันก็เป็นได้ ครีเดนซ์ไม่รู้จะตอบคำนั้นอย่างไรจึงได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น แต่ดูเหมือนเกรฟส์เองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ เพราะชายหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้นกนางแอ่นทะเลยักษ์ทั้งสามตัวอย่างระมัดระวัง

 

ครีเดนซ์เห็นนางแอ่นทะเลตัวหนึ่งที่เขาไม่คุ้นตาหันหัวมาทางพ่อมดต่างชาติ ก่อนจะโน้มคอลงเป็นเชิงอนุญาตให้เกรฟส์ขึ้นไปนั่งได้ พ่อมดหนุ่มตอบรับคำเชิญนั้น ค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งหลังตรงอยู่บริเวณไหล่ของนางแอ่น มือทั้งสองข้างยึดบริเวณข้างลำคอของนางแอ่นตัวนั้นไว้ ดูคล่องแคล่วเกินคาดจนเด็กหนุ่มที่ยืนมองรู้สึกประทับใจ

 

“ท่านพี่ โคโยรออยู่นะ”

 

โมเดสตีที่ตอนนี้สวมเสื้อคลุมสีดอกท้อนั่งอยู่บนหลังฮารุคาเสะเรียกให้ครีเดนซ์รู้สึกตัว เด็กหนุ่มละสายตาจากเกรฟส์ ก่อนจะรีบเดินไปหาโคโย นกนางแอ่นยักษ์อีกตัวที่รับส่งเขาไปโรงเรียนประจำตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน เมื่อเดินไปถึงเขาก็รีบกระซิบขอโทษที่ให้รอนาน ก่อนจะปีนขึ้นไปบนไหล่

 

เมื่อครีเดนซ์นั่งลงเรียบร้อยแล้ว นกทั้งสามก็ค่อย ๆ กระพือปีก โผบิน กลืนไปกับท้องฟ้าสีเข้มยามราตรี

 

-*-*-*-

 

สิ่งแรกที่ครีเดนซ์นึกถึงเมื่อลงจากหลังของโคโยแล้ว คือ พ่อมดต่างชาติคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

เด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณนกนางแอ่นยักษ์ ก่อนจะรีบมองหาเกรฟส์ พลันเห็นนางแอ่นยักษ์พาพ่อมดหนุ่มร่อนลงบนลานกว้างห่างจากครีเดนซ์ไปห้าก้าว เด็กหนุ่มเร่งสาวเท้าไปหา ขณะที่เกรฟส์ค่อย ๆ ลงจากนางแอ่นยักษ์ ใบหน้าคมคายซีดเผือดราวกระดาษ แต่ร่างนั้นยังคงยืนทรงตัวได้ แม้ขาจะสั่นก็ตาม เมื่อพ่อมดหนุ่มขาถึงพื้น นางแอ่นทะเลทั้งสามก็โบยบินจากไป

 

ครีเดนซ์ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่ดูน่าเกรงขามอย่างเกรฟส์จะกลัวความสูง

 

เมื่อนางแอ่นทะเลทั้งสามตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ครีเดนซ์ได้ยินเสียงอุทานเบา ๆ จากพ่อมดต่างชาติ ตอนแรกเด็กหนุ่มก็คิดว่า เขาคงหูแว่วไปเอง แต่พอผ่านไปสักระยะ ครีเดนซ์ก็เห็นว่า พ่อมดหนุ่มหมอบตัวต่ำกอดคอนกนางแอ่นทะเลของตัวเองไว้แน่น แม้เจ้าตัวจะตีสีหน้านิ่งอย่างไร คนที่คุ้นชินกับความกลัวอย่างเขาก็ดูออกว่า เกรฟส์กำลังกลัว แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางท้องฟ้า เบื้องบนเป็นหมู่ดาวพร่างพราว เบื้องล่างเป็นทะเลสีน้ำหมึกกว้างใหญ่ไพศาล เด็กหนุ่มก็ได้แต่เบิกตากว้างมองดูเกรฟส์กอดคอนกนางแอ่นทะเลแน่น และภาวนาในใจให้พ่อมดหนุ่มอดทนไว้ อย่าได้เป็นลมล้มพับไปกลางอากาศเลย

 

ครีเดนซ์แอบโล่งใจเมื่อในที่สุด ยามเมื่อฟ้าเริ่มกลายเป็นสีคราม นางแอ่นทะเลทั้งสามก็ร่อนลง โดยที่เกรฟส์ไม่ได้เป็นลมล้มพับไป ลงมายืนบนพื้นดินได้แม้จะหน้าซีดตัวสั่น ไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามอย่างที่เห็นเมื่อแรกพบก็ตาม

 

เด็กหนุ่มนึกอยากหัวเราะ นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน แต่กระนั้นครีเดนซ์ยังตีหน้าขรึม ขณะเอ่ยถาม

 

“ท่านเกรฟส์ เป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”

 

เกรฟส์ไม่ตอบคำ ดูเหมือนพ่อมดหนุ่มจะไม่อาจเอ่ยอะไรได้อีกพักหนึ่ง ได้แต่โบกมือเป็นเชิงว่า เขาไม่เป็นอะไร ชายหนุ่มทรงตัวให้ยืนนิ่งอยู่ได้อย่างน่าประทับใจแม้ขาจะยังสั่นก็ตาม ครีเดนซ์เคารพในความพยายามนั้น รักษาหน้าให้พ่อมดหนุ่ม จึงเฉยไว้ ไม่ได้เข้าไปช่วยพยุง

 

“ท่านกลัวความสูงหรือเจ้าคะ”

 

โมเดสตีเอ่ยถามเสียงใสขณะที่เดินมาสมทบกับทั้งสอง ครีเดนซ์เหลือบมองหน้าคนถูกถาม ดูเหมือนพ่อมดหนุ่มจะไม่ถือสาเด็กหญิง เกรฟส์ยิ้มอย่างอ่อนแรงขณะพยักหน้ารับอย่างไม่คิดจะปิดบัง

 

“ตอนแรกข้าเองก็กลัวเหมือนกันขอรับ แต่พอนั่งทุกวันเข้า ก็ชินไปเองขอรับ”

 

ครีเดนซ์หลุดปากเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้พ่อมดหนุ่มฟังก่อนจะห้ามตัวเองได้ทัน ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟังง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องน่าขายหน้าด้วยแล้ว (ซึ่งเขามีเยอะมากจนเล่าสามวันสามคืนก็ยังไม่หมด) ทำไมถึงเล่าให้คนคนนี้ฟัง ครีเดนซ์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อเล่าไปแล้ว จะเรียกคืนก็ไม่ได้แล้ว เด็กหนุ่มจึงปล่อยเลยตามเลย

 

“เอ๊ะ ท่านพี่เคยกลัวความสูงด้วยหรือ”

 

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพี่ ดวงตาสีเทากลมโตมีแววประหลาดใจ กระทั่งเธอที่สนิทกับครีเดนซ์ที่สุดยังไม่รู้เรื่องนี้เลย เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเล่าต่อว่า ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ตอนอายุเจ็ดขวบ ต้องเกาะหลังโคโยไปกลับโรงเรียน สองสามวันแรกถึงขั้นอาเจียนออกมา แต่เมื่อบินไปกลับทุกวันมาตลอดสี่ปี จากที่กลัวก็กลายเป็นคุ้นชินไป โชคดีที่ตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปีก็ได้อยู่หอกินนอนที่โรงเรียน ไปกลับบ้านแต่ตอนเปิดเรียนและปิดเรียนเท่านั้น

 

เล่าจบแล้ว สีหน้าคนฟังทั้งสองมีแววเห็นใจเขาอย่างที่สุด เกรฟส์เองก็ฟังครีเดนซ์เล่าเพลิน ขาที่เคยสั่นก็หายสั่นแล้ว ฟังจบก็เอ่ยชมอย่างหนักแน่นจริงใจประโยคหนึ่ง

 

“ครีเดนซ์ ข้านับถือเจ้าจริง ๆ”

 

-*-*-*-

 

หลังจากถูกชมอย่างจริงจังแล้ว ครีเดนซ์ไม่ทันตอบอะไร อาจารย์โคบายาชิ ผู้สอนวิชาจิตวิญญาณแห่งถ้อยคำก็ตรงเข้ามาพาตัว “อาจารย์คนใหม่” ไปพบกับอาจารย์ใหญ่ก่อนที่พิธีปฐมนิเทศจะเริ่ม หลังโค้งลาเกรฟส์กับอาจารย์โคบายาชิแล้ว ครีเดนซ์ก็พาโมเดสตีเดินแยกไปทางเรือนพักแรมสำหรับนักเรียนเพื่อนำสัมภาระไปเก็บที่ห้องพักให้เรียบร้อย ปีนี้โมเดสตีอายุสิบเอ็ดแล้ว เป็นปีแรกที่เธอจะได้พักอยู่ที่โรงเรียน ไม่ต้องให้ฮารุคาเสะรับส่งทุกวันอย่างเมื่อก่อน เด็กหญิงแยกตัวไปทางเรือนพักแรมสำหรับนักเรียนหญิง สมทบกับเพื่อน ๆ ของเธอที่รออยู่ ส่วนครีเดนซ์นั้น ปีนี้เขากับเพื่อนร่วมชั้นปีหกได้รับหน้าที่ดูแลเรือนเบญจมาศ เรือนที่ใช้สำหรับจัดพิธีปฐมนิเทศรวมไปถึงการกินข้าวสามมื้อร่วมกันทุกวันก็ทำกันที่นี่ ดังนั้นหลังจากเก็บของเข้าตู้แล้ว เขาก็เร่งตรงไปยังที่หมายทันที

 

เรือนเบญจมาศเป็นอาคารไม้มีใต้ถุนยกสูงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณร้อยเสื่อ มีประตูไม้บานใหญ่สี่ด้านที่มักจะเปิดไว้เสมอ ระเบียงทางเดินกว้างราวสองเสื่อรอบล้อมอาคาร หากมองออกมาจากในเรือนจะเห็นทิวต้นซากุระที่ปลูกรายล้อมอาคารไว้อย่างเป็นระเบียบ ในวันแรกของการเปิดเรียน ต้นซากุระเหล่านี้จะผลิดอกแรกแย้มราวกับจะกล่าวต้อนรับนักเรียนใหม่ และอ้าแขนต้อนรับการกลับมาสำหรับนักเรียนหน้าเก่า

 

เมื่อครีเดนซ์เดินจ้ำอ้าวมาถึง ก็พบว่าเพื่อนร่วมชั้นของเขากวาดเรือนทั้งหลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเริ่มถูพื้น

 

“ครีเดนซ์ เจ้ามาสายนะ”

 

เสียงแหลมของแชสทิตี หัวหน้าชั้นปีหกเอ่ยทักทันทีที่เด็กหนุ่มมาถึง เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนมัดเรียบร้อยเป็นมวยไว้ด้านหลัง เธอสวมเสื้อสีขาวแขนยาวและฮากามะสีดำแบบเดียวกับครีเดนซ์ มือหนึ่งถือผ้าสีขาวก้าวเข้ามาประชิดตัวเด็กหนุ่ม เด็กสาวตัวเล็กกว่าเขาราวหนึ่งศอก แต่ดวงตาสีเทาที่มองมายังครีเดนซ์มีแววเอาเรื่องเสียจนเด็กหนุ่มเผลอตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แชสทิตีไม่สนใจอาการนั้น เธอยื่นผ้าสีขาวในมือให้เขา เป็นเชิงออกคำสั่งว่า ไปทำหน้าที่เสียเดี๋ยวนี้ ครีเดนซ์รับผ้าผืนนั้นมา พึมพำขอโทษ ก่อนจะเริ่มลงมือถูพื้นอย่างเงียบ ๆ

 

เมื่อนักเรียนชั้นปีหกถูพื้นเรือนเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเก็บอุปกรณ์และนำผ้าถูพื้นไปซัก อาจารย์โคบายาชิก็เดินเข้ามาทักครีเดนซ์

 

“ครีเดนซ์ ขอคุยด้วยสักครู่หนึ่งได้หรือไม่”

 

เด็กหนุ่มมองอาจารย์สาวเจ้าของเรือนผมสีดำขลับราวขนกา ร่างผอมบางสวมชุดยูกาตะสีน้ำตาลอ่อนไร้ลวดลายคาดเอวด้วยผ้าสีน้ำเงิน ดูเรียบง่ายสบาย ๆ เหมือนกับบุคลิกของเธอ เมื่ออาจารย์โคบายาชิสังเกตเห็นผ้าถูพื้นกับถังน้ำในมือเขา เธอก็ยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเสริมว่า คุยกันระหว่างเดินไปยังลานซักล้างก็ได้ ครีเดนซ์จึงพยักหน้ารับคำ ค่อย ๆ เดินไปพร้อมกับอาจารย์สาว โดยมีดวงตาของแชสทิตีมองตามมาอย่างสงสัยใคร่รู้

 

“ครีเดนซ์ ครูมีเรื่องจะไหว้วานเจ้าสักหน่อย”

 

เมื่อเดินมาสักพัก อาจารย์โคบายาชิก็พูดในสิ่งที่ต้องการออกมา ครีเดนซ์ฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่เขาไมได้เอ่ยขัด เฝ้ารอให้หญิงสาวเอ่ยออกมาเอง

 

“ท่านเกรฟส์จะมาเป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนนี้หนึ่งปี ระหว่างที่เขาพักอยู่ที่นี่ ครีเดนซ์ เจ้าช่วยรับรองเขาได้หรือไม่”

 

ต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง กว่าคำขอของอาจารย์จะซึมเข้าไปในหัวของครีเดนซ์ เด็กหนุ่มได้ยินคำขอชัดเจน ทว่า ไม่อยากจะตกปากรับคำ จึงเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่อยากเชื่อว่า

 

“…จะให้ข้าช่วยดูแลท่านเกรฟส์หรือขอรับ”

 

“ใช่แล้ว ทำได้หรือไม่”

 

อาจารย์สาวหยุดเดิน ดวงตากลมโตสีดำแวววาวที่ชวนให้นึกถึงกระรอกจ้องมองมายังครีเดนซ์อย่างคาดหวัง เด็กหนุ่มหลุบตาต่ำหลบสายตาคู่นั้น เขาไม่อยากปฏิเสธอาจารย์ แต่ว่า… ความรู้สึกตามสัญชาตญาณบอกเขาว่า ไม่ควรรับงานนี้ ท่านเกรฟส์… แม้เมื่อเช้าพ่อมดหนุ่มจะเผยจุดอ่อนให้เขาเห็นอย่างเปิดเผย แต่สำหรับครีเดนซ์แล้ว ตัวตนของคนคนนั้นก็ยังคงดูลึกลับ และดูอันตรายเกินไป หากเป็นไปได้ เขาก็อยากเลี่ยงให้พบเจอกันน้อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“…ขอถามได้หรือไม่ขอรับว่า… ทำไมต้องเป็นข้า…”

 

“ได้สิ หนึ่งเพราะ เจ้าเป็นผู้ชายคนเดียวในที่นี้ ที่รู้ภาษาอังกฤษและธรรมเนียมต่าง ๆ ของชาวตะวันตก สองเพราะ ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง ต้องดูแลแขกผู้มาเยือนได้ดีแน่นอน และสามเพราะ…”

 

อาจารย์โคบายาชิจงใจเว้นจังหวะ ขณะมองสีหน้ากระอักกระอ่วนของครีเดนซ์ที่กำลังรอฟังอยู่

 

“…ท่านเกรฟส์เจาะจงขอให้เจ้าช่วยรับรองเขาโดยเฉพาะ”

 

เธอเห็นเด็กหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ริมฝีปากหนาเผยอออกราวกับอยากจะกล่าวอะไรสักคำ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก เธอจึงกล่าวรุกเร้าต่อ

 

“ดังนั้น ครีเดนซ์ เจ้าช่วยดูแลท่านเกรฟส์ระหว่างที่เขาพักอยู่ที่นี่ได้หรือไม่… หากเจ้ารับปาก ข้าจะจัดตารางสอนของท่านเกรฟส์ให้ไม่รบกวนการเรียนของเจ้า เจ้าจะได้ติดตามไปช่วยแปลคำสอนของเขาให้นักเรียนคนอื่นฟังได้”

 

อาจารย์สาวเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มอึมครึมลงเรื่อย ๆ จึงรีบพูดว่า

 

“มีคะแนนพิเศษให้ด้วยนะ… ได้ยินมาว่าเจ้าไม่ชำนาญวิชาปรุงโอสถ หากเจ้าช่วยดูแลรับรองท่านเกรฟส์ เจ้านำคะแนนตรงนี้ไปช่วยวิชาที่เจ้าคะแนนน้อยได้นะ”

 

หญิงสาวเห็นแววตาของครีเดนซ์ไหววูบด้วยความลังเล เธอก็นึกยินดีในใจ ก่อนจะกล่าวต้อนให้จนมุม

 

“เจ้าจะช่วยหรือไม่ ครีเดนซ์ หากเจ้าไม่อยากช่วยก็ได้นะ ข้าไม่บังคับเจ้าหรอก”

 

ครีเดนซ์ยืนนิ่งอึ้งอยู่หนึ่งอึดใจ ก่อนจะกลั้นใจตอบ

 

“ช่วยขอรับ ให้ข้าช่วยดูแลท่านเกรฟส์เถอะขอรับ”

 

-*-*-*-*-*-*-

 

หมดไปอีกตอน ยังไม่มีคำคีย์เวิร์ดมาเพิ่มเลยนอกจากคำว่า ร่ม =_=”

ข้อมูลเรื่องผ้าคลุมมนตราและนกนางแอ่นทะเลยักษ์รับส่งนักเรียนไปกลับโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระเราอ้างอิงจากเว็บนี้ค่ะ ขอบคุณมักเกิ้ลวีมาก ๆ ค่ะ ที่แปลข้อมูลจาก เจ.เค.โรว์ลิ่ง ให้เราได้อ่านกัน
มาโฮโทะโคะโระ

Gredence

Graves Sensei [1]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

 

-๑-
พบพาน

 

ยามย่ำรุ่งซึ่งสุริยะเทพียังไม่ตื่นบรรทม พลันปรากฏสองร่างขึ้นที่ทางเดินเลียบชายหาด หนึ่งสูง หนึ่งเตี้ย ร่างสูงสวมเสื้อแขนยาวสีขาวทับด้วยฮากามะสีดำสนิท สะพายห่อผ้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไว้กับตัว มือหนึ่งถือร่มกระดาษ อีกมือถือตะเกียงน้ำมัน แสงไฟสีนวลตาส่องให้เห็นว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าผู้มีเครื่องหน้าคมเข้ม คงจะเรียกว่าหล่อเหลาได้เต็มปาก หากเด็กหนุ่มไม่เอาแต่ก้มหน้าทอดสายตาคู่สวยมองพื้นราวกับกลัวจะสะดุดกับหินกรวดเข้า ร่างสูงใหญ่ยังโค้งค่อม ไหล่กว้างองุ้ม ทำให้ขาดสง่าราศีไปอย่างน่าเสียดาย ผิดกับร่างเล็กที่เดินข้างกายเขา เด็กหญิงวัยไม่น่าเกินสิบปีสวมชุดแบบเดียวกันกับเด็กหนุ่ม สะพายห่อผ้าเหมือนกัน มือขวายังถือร่มกระดาษเหมือนกัน เพียงแต่ขนาดเล็กกว่าของเด็กหนุ่ม กระนั้นกลับดูสง่างามกว่าเขามาก เธอเดินหลังตรง ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็ดูคล่องแคล่วและมั่นใจ ดวงตากลมโตสีเข้มที่มองตรงไปยังทางเบื้องหน้ามีแววตื่นเต้นยินดี

 

ที่สุดทางเดินมีโขดหินขวางกั้นระหว่างถนนกับหาดทรายเบื้องล่าง พวกเขาต้องเดินผ่านกองหินลงไป เด็กหญิงเร่งฝีเท้าเดินนำ ก้าวเท้าจากถนนลงไปยังโขดหินหนึ่ง ก่อนจะผละจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนอย่างชำนาญ รองเท้าเกี๊ยะไม้ดูจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินของเธอเลย ผิดกับเด็กหนุ่มที่เดินตามหลัง เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังเสียจนดูงุ่มง่าม เมื่อเห็นเด็กหญิงกระโจนจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนหนึ่งรวดเร็วปานนั้น ก็ออกปากเตือนด้วยความเป็นห่วง

 

“โมเดสตี ระวังหน่อย ประเดี๋ยวจะหกล้ม หากเจ้าบาดเจ็บขึ้นมา พี่จะบอกท่านอาว่าอย่างไรเล่า”

 

เด็กหญิงฟังคำเตือนนั้นแล้วคลี่ยิ้มสดใสออกมา ก่อนจะตอบกลับไปว่า

 

“ข้าไม่เป็นไรหรอก ท่านพี่ก็เดินระวังหน่อยเถอะ”

 

ออกปากเตือนยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสะดุดมาจากด้านหลัง เมื่อเด็กหญิงหันไปมอง ก็พบว่าท่านพี่ของเธอได้หกล้มลงไปกองกับหินเสียแล้ว เธอตั้งท่าจะเดินกลับไปช่วย แต่เด็กหนุ่มออกปากห้ามเสียก่อน

 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้อง พี่ลุกเอง”

 

เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้นมาอย่างไม่ลำบากเท่าใดนัก ตะเกียงน้ำมันในมือก็ยังไม่ถึงพื้นเพราะเขาไหวตัวชูขึ้นทัน ควานหาร่มที่ตกไปเก็บกลับคืนมาเรียบร้อยก็ยืนขึ้นได้ แม้จะไม่สง่างาม แต่ข้อดีของเขาอยู่ที่สามารถลุกขึ้นเองได้ อาจเป็นเพราะล้มบ่อยจนเชี่ยวชาญ โมเดสตีนึกชื่นชมพี่ชายในข้อนี้ แต่ทางที่ดี ไม่ล้มแต่แรกดีที่สุด

 

แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้มายืนบนหาดทราย ข้างกายน้องสาว เด็กหญิงยืนหันหน้าเข้าหาทะเล สายลมเย็นจากทะเลพัดให้ปอยผมสีอ่อนที่หลุดจากมวยของเด็กหญิงปลิวระข้างแก้ม เมื่อรู้สึกว่าเขามายืนอยู่ข้างกาย เสียงใสก็เอ่ยขึ้น

 

“วันนี้ฮารุคาเสะมาสายนิดหน่อยนะ ปกติจะมาคอยพวกเราอยู่แถวนี้แล้วแท้ ๆ”

 

เด็กหนุ่มกำลังจะเอ่ยตอบ “นั่นสินะ” แต่ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวจากปลายหางตาทำให้เขาหยุดคำนั้นไว้ที่ปลายลิ้น รีบหันไปหาสิ่งนั้นอย่างตื่นตระหนก มือหนึ่งยกตะเกียงขึ้นสูง อีกมือหนึ่งยกร่มขึ้นชี้ไปทางสิ่งนั้น

 

สิ่งนั้นกลับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ทั้งร่างห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าแบบตะวันตกสีดำสนิท มีเพียงปกเสื้อตัวในสีขาวที่โผล่พ้นเสื้อคลุมและเครื่องประดับทำจากเงินรูปแมงป่องเท่านั้นที่ทำให้เขาไม่กลืนไปกับความมืดเบื้องหลัง ร่างนั้นไม่สูงนัก แต่กลับแผ่พลังอำนาจออกมาจากตัว ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการก้าวเท้าที่แช่มช้าเหมือนไม่แยแสสิ่งใด แต่กลับรัดกุมไม่เคลื่อนไหวเกินจำเป็น เรือนผมสีดำตัดสั้นลงน้ำมันจัดทรงเรียบร้อยขับให้ใบหน้าซึ่งงดงามเกินบุรุษนั้นคมเข้มขึ้น ชายผู้นี้มีบรรยากาศรอบตัวที่ไม่ธรรมดา ใบหน้าหล่อเหลางดงามแต่เคร่งขรึม ดวงตาสีเข้มเฉียบคมที่มองตรงมาอย่างไม่หลบหลีก ทั้งหมดนี้ล้วนส่งสัญญาณให้ผู้คนซึ่งได้พบเขารับรู้ว่า เขาไม่ใช่บุคคลที่ควรดูแคลนหรือไปยั่วให้โกรธเคือง ถ้าไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

 

แน่นอนว่า เด็กหนุ่มผู้รักสงบย่อมไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ครีเดนซ์หลุบตาหลบสายตาที่จ้องมองมา ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อรู้สึกว่าชายตรงหน้าก้าวเข้ามาใกล้เกินไปหน่อย ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้สึกตัวว่าเด็กหนุ่มไม่สบายใจที่ตนปรากฏตัวขึ้น จึงหยุดฝีเท้าลง ทิ้งระยะห่างจากเด็กทั้งสองราวสองเมตร ก่อนจะเอ่ยทัก

 

“สวัสดี”

 

น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเป็นภาษาญี่ปุ่นสำเนียงแปลกแปร่ง เสียงของชายหนุ่มน่าฟัง ซ้ำยังไม่มีแววคุกคาม ส่งผลให้คนฟังทั้งสองคลายความตึงเครียดลงได้เล็กน้อย

 

โมเดสตีเอ่ยตอบว่า “สวัสดี” เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเช่นกันยามเอ่ยถามต่อด้วยภาษาอังกฤษที่เขาคุ้นเคย

 

“พูดอังกฤษได้หรือ”

 

“ได้สิท่าน ท่านเป็นคนต่างชาติใช่หรือไม่ มาจากไหนหรือ ท่านแม่ของข้าก็เป็นคนต่างชาติ ข้าถึงพูดภาษาอังกฤษได้”

 

โมเดสตีเป็นเด็กช่างคุย แถมชอบภาษาอังกฤษมาก อยู่ที่บ้านมีคนพูดภาษาอังกฤษด้วยแค่ไม่กี่คน นับดูแล้วก็มีเพียง ท่านแม่ พี่ครีเดนซ์ ท่านลุง ท่านสาธุคุณที่โบสถ์ และพวกพ่อค้าที่แวะเวียนมาไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อพบคนที่คุยภาษาอังกฤษได้เพิ่มอีกคน จึงดีใจเสียจนเผลอพรั่งพรูภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยได้ใช้ใส่ชายแปลกหน้าอย่างยินดี

 

ครีเดนซ์คิดจะเอ่ยปรามน้องสาว แต่ชายแปลกหน้ากลับเอ่ยตอบโมเดสตีอย่างเต็มใจ ไม่มีสำเนียงว่ารำคาญเด็กหญิงเลยแม้แต่น้อย

 

“เพอร์ซิวาล เกรฟส์ มาจากอเมริกา ยินดีที่ได้พบ”

 

เอ่ยแล้วยังโค้งน้อย ๆ ให้เด็กทั้งสอง โมเดสตีจึงโค้งตอบอย่างกระตือรือร้น ส่วนครีเดนซ์รีบโค้งต่ำจนศีรษะแทบจะแตะผืนทรายด้วยความเกรงอกเกรงใจที่มีผู้ใหญ่โค้งให้เด็กอย่างพวกเขาก่อน

 

“ท่านแม่ของข้าก็มาจากอเมริกาเหมือนกัน! อ้อ ข้าชื่อ โมเดสตี โมเดสตี ทานากะ ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน ท่านเกรฟส์”

 

ว่าแล้วโมเดสตีก็ย่อกายโค้งเลียนแบบท่านแม่ยามทักทายชาวต่างชาติที่มาตกลงค้าขายกับบ้านของเธอ

 

การกระทำของเด็กหญิงเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ จากเกรฟส์ ครีเดนซ์เผลอเหม่อมองรอยยิ้มนั้นอย่างอัศจรรย์ใจ นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ดูเคร่งขรึมและมีกลิ่นอายไม่ธรรมดาจนน่าหวั่นเกรงอย่างชายหนุ่ม ยามเผยรอยยิ้มจะดูอ่อนโยนและน่ามองขนาดนี้

 

ครีเดนซ์มองรอยยิ้มนั้นพลางครุ่นคิดในใจ จนไม่ทันสังเกตว่า ผู้ที่เขาลอบมองอยู่นั้น บัดนี้เบือนสายตามาจับจ้องที่เขาแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่สายตาประสานกัน และเสียงนุ่มเอ่ยถาม

 

“แล้วเจ้าเล่า พูดได้ไหม”

 

สำเนียงหยอกเย้าที่แฝงอยู่ในคำถามนั้น ทำเอาครีเดนซ์หน้าตึงไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร เขาก็เจอคนพูดแบบนี้ใส่อยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เขาพูดน้อยจนคล้ายคนบื้อใบ้ เด็กหนุ่มจึงไม่ถือสาหาความกับ “ชายมีอายุ” ตรงหน้า เอ่ยตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่หลบตา

 

“ครีเดนซ์ ครีเดนซ์ แบร์โบน ยินดีที่ได้พบท่าน”

 

เด็กหนุ่มโค้งกายอีกครั้งตามมารยาท ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน แลเห็นใบหน้างดงามของชายหนุ่มเผยรอยยิ้ม แต่กลับไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนเอ็นดูเด็กเหมือนที่เขายิ้มให้โมเดสตี ครีเดนซ์ที่เพิ่งรวบรวมแรงใจสบตากับเกรฟส์ตรง ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นก็ต้องหลุบตาลงมองผืนทรายอีกครั้ง

 

รอยยิ้มนี้ ครีเดนซ์ตีความไม่ออก แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า รอยยิ้มนี้อันตรายอย่างยิ่ง บุรุษแปลกหน้าคนนี้อันตรายอย่างยิ่ง ทางที่ดีรีบถามธุระ เสร็จธุระแล้วควรหลีกให้ห่างไว้เป็นดี

 

คิดได้ดังนี้ เด็กหนุ่มก็เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา

 

“ว่าแต่ท่านมีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้หรือไม่”

 

คำถามของเด็กหนุ่มทำให้เกรฟส์หวนนึกถึงจุดประสงค์ดั้งเดิมของตัวเองขึ้นมาได้

 

“จริงสิ… ที่นี่คือจุดรับนักเรียนไปยังมาโฮโทะโคะโระใช่หรือไม่ ข้ากำลังหาทางไปที่นั่นพอดี”

 

คำถามของชายหนุ่มทำให้ครีเดนซ์เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง เอ่ยถามอย่างตะกุกตะกักว่า

 

“ท่าน… ท่านก็เป็น…”

 

“ใช่ ข้าเป็นผู้วิเศษ”

 

ครีเดนซ์นึกอยากตบหน้าผากตัวเองแรง ๆ สักที ที่มีตาหามีแววไม่ ถึงแม้จะแปลกใจที่ชายหนุ่มผู้นี้มาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรบนชายหาดยามใกล้รุ่ง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเขาก็เป็นพ่อมดเหมือนกัน

 

แถมยังกำลังหาทางไปยังโรงเรียนเวทมนตร์ มาโฮโทะโคะโระ โรงเรียนที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่อีกด้วย

 

“ท่านจะไปโรงเรียนเราทำไมหรือ ไปเรียนเหมือนกันหรือ แต่ท่านดู…”

 

คำว่า “อายุเกินวัยเรียน” กลืนหายไปในคอของโมเดสตี ถึงแม้เด็กหญิงจะชอบพูด แต่ก็รู้ตัวว่าคืนนี้เธอพูดมากเกินไปหน่อยแล้ว

 

ทว่า ชายหนุ่มยังคงยิ้มอ่อนโยนให้เธอ ก่อนจะตอบว่า

 

“ไม่ได้ไปเรียนหรอก ข้าอายุมากเกินกว่าจะเรียนแล้ว ไปเป็นอาจารย์ต่างหากเล่า”

 

คำว่า “อาจารย์” ทำให้ครีเดนซ์ตกตะลึงอีกครั้ง โมเดสตีเองก็ดูคาดไม่ถึงเช่นกัน แต่เด็กหญิงท่าทางดีใจ เอ่ยถามต่อว่า ท่านเกรฟส์สอนวิชาอะไร ท่านเกรฟส์ต้องเก่งมากแน่ ๆ เลย ถึงมาเป็นอาจารย์ได้ เกรฟส์เองก็เอ่ยอย่างเป็นกันเองว่า เก่งไม่เก่ง ต้องรอดูในชั้นเรียน แต่ไม่ได้เผยชื่อวิชาที่จะสอนแต่อย่างใด

 

ระหว่างที่เด็กหญิงกับชายหนุ่มกำลังสนทนากันนี้ ครีเดนซ์กลับนึกขมขื่นในใจ เขาอุตส่าห์จะหลีกหนีให้ห่าง ไม่ต้องพบเจอกันอีกเป็นครั้งที่สองแท้ ๆ ชายแปลกหน้าท่าทางอันตรายผู้นี้กลับเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเขาเสียได้ อาจารย์ที่โรงเรียนเขามีน้อย ถึงอย่างไรเขาก็ต้องได้เรียนกับคนคนนี้

 

แค่คิดว่าต้องเรียนกับคนคนนี้ ครีเดนซ์ก็รู้สึกหดหู่ พาลไม่อยากไปโรงเรียนเสียแล้ว เด็กหนุ่มพยายามปลุกปลอบตัวเองในใจว่า อาจจะเป็นวิชาที่ไม่สำคัญมาก เจ็ดวันเจอกันครั้ง เดือนหนึ่งเจอกันไม่เกินสี่ครั้ง คงไม่เป็นไรกระมัง

 

คิดได้ดังนั้นก็ค่อยวางใจได้หนึ่งส่วน ครีเดนซ์พยักหน้าหงึกหงักกับตัวเองโดยได้หารู้ชะตากรรมไม่ว่า เขาจะต้องข้องเกี่ยวและพบเจอ “อาจารย์” ท่านนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

-*-*-*-*-*-*-

หมายเหตุ:

ฮากามะ คือ เครื่องแต่งกายที่คล้าย ๆ กางเกงของญี่ปุ่นค่ะ สวมได้ทั้งหญิงและชายFUผู้ชายชุดฮากามะ

 

ตอนแรกกะไว้สั้น ๆ ตอนเดียวจบ แต่จบไม่ลงค่ะ คำก็ยังใส่ไม่ครบ ขอลงหลาย ๆ ตอนแล้วกันค่ะ

คาแรคเตอร์หลุดกระจายเลย ฮา อภัยให้คาร์หลุด ๆ ของเราด้วยค่ะ

ปล. คิดชื่อเรื่องไม่ออก ชื่อเกรฟส์เซนเซย์ไปก่อนแล้วกันค่ะ 555555 คำว่า “เซนเซย์” หมายถึง อาจารย์ ค่ะ