Graves Sensei [3]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

bamboo-142635_640

-๓-

นำทาง

พิธีปฐมนิเทศของโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระเรียบง่ายกว่าที่เกรฟส์คาดไว้ เขาเคยได้ยินมาว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มากพิธีรีตอง เป็นรองแค่จีนกับฝรั่งเศสเท่านั้น นึกไม่ถึงว่า อาจารย์ใหญ่จะกล่าวต้อนรับนักเรียนอย่างเรียบง่ายสองสามประโยค แนะนำเขาที่เป็นอาจารย์คนใหม่ให้นักเรียนรู้จัก หลังจากนั้นเหล่าเด็กหนุ่มก็ช่วยกันยกโต๊ะไม้ขัดทรงจัตุรัสตัวเตี้ยจำนวนหกสิบตัวมาวางเรียงกันเป็นแถวสิบสองแถว เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ หน่อยก็ช่วยยกเบาะนั่งมาวางเรียง ส่วนเด็กนักเรียนหญิงก็ช่วยกันยกจาน ตะเกียบ ถ้วยชา กาน้ำชา และอาหารมาวางเรียงบนโต๊ะ

ทีแรกพ่อมดหนุ่มเสนอตัวช่วยเหลือ แต่อาจารย์ใหญ่ออกปากว่า นี่เป็นงานของพวกเด็ก ๆ เขาจึงได้แต่นั่งคุกเข่ารออยู่กับบรรดาอาจารย์ที่ผนังฝั่งทิศใต้ เกรฟส์มองดูเด็กนักเรียนทำทุกอย่างด้วยมือ ไม่ใช้เวทมนตร์เลยแม้แต่น้อย ทำให้การตั้งโต๊ะทานอาหารเช้าใช้เวลานานพอสมควร หากใช้เวทมนตร์ช่วยคงใช้เวลาไม่เกินสามนาที เขาเอ่ยปากตั้งข้อสังเกตนี้กับอาจารย์โคบายาชิ ผู้ที่พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง เพราะเธอสนใจศึกษาคาถาของฝั่งตะวันตกด้วย

อาจารย์สาวแย้มยิ้มขณะอธิบายว่า เป็นแนวทางของโรงเรียนที่ให้นักเรียนทำงานเล็ก ๆ อย่าง การทำความสะอาด การจัดโต๊ะอาหาร โดยไม่ใช่เวทมนตร์ เพื่อฝึกให้คุ้นชินเวลาออกไปอยู่รวมกับคนธรรมดา ทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนแล้ว

“‘คนธรรมดา’ นี่ ท่านหมายถึง ผู้ไร้เวทมนตร์ใช่หรือไม่”

เมื่อหญิงสาวตอบรับ เกรฟส์จึงถามต่อว่า

“ที่อเมริกา มีคำที่ใช้เรียกคนที่ไม่มีเวทมนตร์ว่า ‘โนแมจ’ ส่วนที่อังกฤษเรียกว่า ‘มักเกิ้ล’ ที่ญี่ปุ่นมีศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกหรือไม่”

“ไม่มีเป็นพิเศษหรอกท่าน ส่วนใหญ่เราจะเรียกว่า ‘คนธรรมดา’ เพื่อไม่ให้สะดุดหูเกินไป หากมีใครมาได้ยินเข้า”

เกรฟส์ฟังแล้วก็คิดว่า ผู้วิเศษชาวญี่ปุ่นระมัดระวังดียิ่ง ทว่า เมื่อคิดอีกที หมายถึงพวกเขาคิดว่า ผู้ใช้เวทมนตร์เป็น ‘คนไม่ธรรมดา’ เป็น ‘คนไม่ปกติ’ อย่างนั้นใช่หรือไม่

พ่อมดต่างถิ่นได้แต่คิด ไม่ได้เอ่ยถามออกไป

อาหารมื้อแรกของเกรฟส์ที่มาโฮโทะโคะโระ คือ  ข้าวอบหนอไม้ ซุปเต้าเจี้ยวใส่เต้าหู้ขาว สาหร่าย และต้นหอม ปลาซัมมะย่างเกลือ หัวไชเท้าขูด และผักดอง จัดใส่ภาชนะกระเบื้องเคลือบสีขาวไร้ลวดลายใบเล็ก ปริมาณพอดีสำหรับหนึ่งคน พ่อมดหนุ่มไม่คุ้นตากับอาหารเหล่านี้ อาจารย์โคบายาชิอธิบายให้ฟังว่าแต่ละอย่างเรียกว่าอะไร และทำมาจากอะไรบ้าง โชคดีที่อเมริกามีร้านอาหารจีนอยู่บ้าง เขาจึงใช้ตะเกียบเป็น รสชาติของอาหารญี่ปุ่นที่ได้ลิ้มลองครั้งแรกถูกใจเขายิ่งนัก หากเทียบกับอาหารจีนที่เขาเคยลิ้มลองนับว่าเค็มกว่านิดหน่อย แต่น้ำมันน้อยกว่ามาก กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ปริมาณอาหารที่จัดเตรียมมาให้นั้นพอเหมาะจนน่าประหลาดใจ กินหมดแล้วอิ่มกำลังดี ไม่อึดอัดแน่นท้อง ดื่มชาเขียวอุ่น ๆ จากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวตามลง ทอดสายตามองออกไปเห็นกลีบดอกไม้สีชมพูนวลตาปลิดปลิวไปตามสายลม เกรฟส์รู้สึกราวกับอยู่ในสวนสวรรค์

ขณะที่จิบชาอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มที่คุ้นตา นั่งอยู่แถวที่สองถัดจากแถวที่เขากับบรรดาอาจารย์นั่งอยู่ ที่นั่งของเด็กหนุ่มหันหน้ามาทางเขาพอดี เกรฟส์จึงเห็นใบหน้าของครีเดนซ์ได้ถนัดตา เด็กหนุ่มก้มกินข้าวเงียบ ๆ นิ้วเรียวยาวจับตะเกียบคีบอาหารส่งเข้าปากอย่างเชื่องช้า สีหน้าของเด็กหนุ่มเรียบเฉยราวกับไม่รับรู้รสอาหาร

ภาพนั้นทำให้เกรฟส์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อกวาดตามองไปทั่วโต๊ะ เขาก็เห็นว่าเด็กสาวผมสีน้ำตาอ่อนคนหนึ่งซึ่งนั่งถัดจากครีเดนซ์ไปสองคน กำลังจ้องเขม็งไปที่เด็กหนุ่มด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ครีเดนซ์คงรับรู้ถึงสายตานั้น จึงจงใจก้มหน้าก้มตากินข้าวช้า ๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเงยหน้าขึ้นสบตาแข็งกร้าวคู่นั้น

คิ้วหนาของพ่อมดต่างชาติขมวดแน่น นึกสงสัยว่า เพราะเหตุใดเด็กสาวคนนั้นถึงได้จ้องครีเดนซ์อย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้

“เป็นอะไรไปหรืออาจารย์เกรฟส์ ขมวดคิ้วแน่นเขียว”

เสียงเรียกชื่อเขาจากอาจารย์หนุ่มร่างเล็กผู้นั่งเยื้องไปทางขวาของเขา ทำให้เกรฟส์ละสายตาจากเด็กทั้งสองมาสบตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมาอย่างสงสัย ชายหนุ่มรีบคลายปมที่หัวคิ้ว ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า ไม่มีอะไร ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แล้วคุยกับอาจารย์คนอื่น ๆ โดยมีอาจารย์โคบายาชิช่วยแปลให้

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เหล่านักเรียนก็ช่วยกันเก็บล้างจานชาม ส่วนโต๊ะและเบาะรองนั่งวางไว้อย่างนั้น เพราะต้องใช้กินอาหารทุกวัน และจะเก็บเมื่อถึงเวลาปิดเทอม

เนื่องจากวันนี้เกรฟส์ยังไม่มีสอน เพราะต้องให้อาจารย์โคบายาชิจัดตารางเวลาใหม่ ให้สอนชั้นปีต่าง ๆ ช่วงที่ครีเดนซ์ว่างจากการเรียนมาเป็นล่ามให้เขา พ่อมดต่างถิ่นจึงตัดสินใจจะสำรวจรอบ ๆ โรงเรียน เมื่อเขาบอกอาจารย์โคบายาชิ เธอก็แนะนำว่า มาโฮโทะโกะโระไม่ซับซ้อน แต่ค่อนข้างกว้างขวาง มีคนนำทางไปด้วยจะดีกว่า ให้เขารออยู่แถวนี้ก่อน เธอจะไปตามครีเดนซ์มานำทางให้

ชายหนุ่มยืนชมทิวต้นซากุระอยู่ไม่นาน ครีเดนซ์ก็มาถึง เด็กหนุ่มโค้งให้เขาน้อย ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้… ถึงจะบอกว่าเดินเข้ามาใกล้ แต่ก็ยืนเว้นระยะห่างกับกรฟส์สามก้าว และใบหน้างดงามแต่เปี่ยมไปด้วยความกังวลก้มลงพำพึมกับหน้าอกตัวเองว่า

“เชิญอาจารย์เกรฟส์ขอรับ”

พ่อมดต่างชาติได้ยินที่เด็กหนุ่มพูดแล้ว แต่เขาไม่ค่อยพอใจที่ครีเดนซ์ไม่ยอมเงยหน้ามองเขา แถมยังยืนห่างจากเขาถึงขนาดนี้ เกรฟส์ไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มกลัวอะไรเขา ทั้งที่เมื่อเช้ายังช่วยเล่าเรื่องปลอบใจเขาที่กลัวความสูงอยู่เลย ท่าทีห่างเหินเช่นตอนนี้หมายความว่าอย่างไรกัน

ชายหนุ่มจึงก้าวเข้าไปใกล้ ย่นระยะห่างของเขากับเด็กหนุ่มให้เหลือเพียงหนึ่งก้าว ครีเดนซ์ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เกรฟส์หักห้ามใจตัวเองที่อยากจะเข้าไปเชยคางของคนตรงหน้าให้มองเขา ก่อนจะพูดว่า

“นำทางไปเลยครีเดนซ์ ข้าจะเดินตามหลังไปเอง”

ครีเดนซ์ฟังความต้องการของชายหนุ่มแล้ว เมื่อนึกภาพว่าเขาจะต้องเดินนำ โดยมีเกรฟส์เดินตามมาข้างหลัง ก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเดินแล้ว กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เขารับคำ “ขอรับ” ก่อนจะออกเดินนำทางพาอาจารย์คนใหม่ชมโรงเรียน

ถึงเด็กหนุ่มจะขี้อายและไม่ชอบสบตาผู้คน แต่เขาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนได้ดีทีเดียว เกรฟส์ได้รู้ว่าโรงเรียนนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาในเกาะกลางทะเล (ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องโดยสารนกนางแอ่นทะเลยักษ์ข้ามมา) ล้อมรอบด้วยกำแพงหินหยกขาวซึ่งลงมนตร์พรางตาไว้ ทำให้คนภายนอก ทั้งคนธรรมดาและพ่อมดแม่มดแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามีโรงเรียนนี้ตั้งอยู่ ไม่อาจมองเห็นตัวโรงเรียนได้ จะเห็นเป็นเพียงป่าทึบเท่านั้น ครีเดนซ์ยังบอกว่า หินหยกขาวที่ใช้สร้างกำแพงล้อมรอบนี้ตกกลางคืนจะเปล่งแสงอ่อน ๆ ด้วย ดังนั้นตามอาคารจึงมีหินหยกขาวประดับเป็นจุด ๆ เพื่อใช้แทนหลอดไฟ แน่นอว่าแสงนี้ คนภายนอกโรงเรียนก็ไม่อาจเห็นได้เช่นกัน

อาคารต่าง ๆ ภายในโรงเรียน มีชื่อเรียกที่ตั้งตามชื่อพืชพรรณต่าง ๆ ที่เป็นมงคล เช่น อาคารที่พวกเขานั่งกินข้าวกันเมื่อเช้าเรียกว่า อาคารเบญจมาศ ดอกเบญจมาศเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ และการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ห่างออกไปจากอาคารราวยี่สิบก้าวมีโรงครัวสำหรับหุงต้ม จากนั้นก็เป็นกลุ่มอาคารเรียนสองชั้นทั้งห้าอาคาร เรียกรวมกันว่า อาคารซากุระ กลุ่มอาคารเรียนทั้งห้านี้จะมีหมายเลขกำกับไว้ด้วย เวลาเรียกแยกจะเรียกว่า อาคารซากุระกลีบที่หนึ่ง อาคารซากุระกลีบที่สอง เป็นต้น ซากุระเป็นตัวแทนของความสำเร็จและจิตใจที่เข้มแข็ง

ยังมีหอสมุดสูงสามชั้น ซึ่งชื่อว่า อาคารสุมิเระ แต่นักเรียนส่วนใหญ่เรียกว่า หอสมุด สุมิเระเป็นชื่อของดอกไม้สีม่วง ซึ่งมีรูปทรงคล้ายที่ใส่น้ำหมึกของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “สุมิอิเระ” จึงได้ชื่อว่าสุมิเระ ใกล้ ๆ หอสมุดเป็นลานฝึกปฏิบัติซึ่งเป็นลานดินเปิดโล่ง ล้อมรอบด้วยทิวไผ่ พวกเขาจะฝึกวิชาดาบ รวมไปถึงวิชาป้องกันตัวด้วยมือเปล่ากันที่นี่

เกรฟส์ฟังแล้วก็อดถามไม่ได้ว่า ครีเดนซ์เองก็รู้วิชาดาบและป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ พ่อมดต่างถิ่นอย่างเขาก็รู้สึกว่า ผู้วิเศษที่ญี่ปุ่นนั้นฝึกตนได้รอบด้านยิ่งนัก

เขาเองก็อยากรู้วิชาที่ดูมีประโยชน์เหล่านี้บ้างเช่นกัน

“ครีเดนซ์ หากเจ้าพอมีเวลา จะช่วยสอนวิชาดาบและการป้องกันตัวมือเปล่าให้ข้าได้หรือไม่”

ชายหนุ่มเอ่ยขอร้อง ครีเดนซ์ที่ตลอดทางไม่ยอมสบตาเขาแม้แต่น้อย บัดนี้เงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ อย่างประหลาดใจ ก่อนจะรีบหลุบตาลงต่ำอีกครั้ง เมื่อสบสายตาที่มุ่งมั่นอาจารย์หนุ่ม แล้วกล่าวว่าเสียงเบาว่า

“ข้ารู้เพียงเท่าที่อาจารย์ทานากะสอนเท่านั้น ความรู้น้อยนิด คงไม่อาจสอนได้ดีเท่าอาจารย์ทานากะ…”

เด็กหนุ่มบ่ายเบี่ยงเป็นเชิงให้เกรฟส์ไปเรียนกับอาจารย์ทานากะ ซึ่งเป็นครูสอนดาบและการป้องกันตัวมือเปล่า แต่ชายหนุ่มต่างถิ่นกลับกล่าวขึ้นว่า

“อาจารย์ทานากะสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน ข้าไม่อยากรบกวนเขา”

แล้วให้ข้าสอนนี่ไม่คิดว่ารบกวนข้าบ้างหรอกหรือท่านอาจารย์… ครีเดนซ์ได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าเอ่ยออกไป

“หากเจ้าไม่สะดวกสอนข้า ก็ไม่เป็นไรนะ”

คำกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจของเกรฟส์ ทำให้ครีเดนซ์รู้สึกลำบากใจ แต่ถึงอย่างไร เขาก็มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของอาจารย์หนุ่ม พ่อมดต่างถิ่นเอ่ยปากขอร้องขนาดนี้ เด็กหนุ่มเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ

“ได้ขอรับ ข้าจะสอนวิชาดาบและป้องกันตัวให้ท่านเอง แต่คงสอนได้แค่สัปดาห์ละสองสามชั่วโมง…”

“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว… ขอบใจมากนะ”

ชายหนุ่มกล่าวแล้วคลี่ยิ้ม ครีเดนซ์ที่ลอบมองเกรฟส์อยู่ถูกรอยยิ้มบางนั้นทำให้ตะลึงงัน หยุดหายใจไปชั่วขณะ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าจังหวะหัวใจผิดแปลกไป และรู้สึกเขินอายขึ้นมาจนต้องหลบตา ไม่มองรอยยิ้มนั้น

คนตรงหน้าเขาช่างอันตรายเหลือร้าย แค่รอยยิ้มเท่านั้นกลับทำให้เขาเป็นถึงขนาดนี้…

ครีเดนซ์นึกในใจว่าแบบนี้คงไม่ดีแน่ จริงอยู่ว่าคนตรงหน้ารูปงามเสียจนไม่ว่าใครก็คงนึกขัดเขินยามเมื่อได้อยู่ใกล้ แต่ว่า เขาต้องอยู่ใกล้คนคนนี้ไปอีกหนึ่งปีเต็ม การใจเต้นผิดจังหวะบ่อย ๆ แบบนี้ ไม่ดีต่อตัวเขาแน่นอน ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เด็กหนุ่มบอกตัวเองให้ทำใจแข็งไว้ พลางคิดปลอบใจตัวเองว่า อีกหน่อยคงคุ้นชินไปเอง

เมื่อปลุกปลอบตัวเองแล้ว ครีเดนซ์ก็พาอาจารย์หนุ่มเดินชมส่วนต่าง ๆ ของโรงเรียนต่อไป

ถัดจากลานกว้างเป็นลำธารเล็ก ๆ ซึ่งถอดยาววนรอบภูเขาลงไปยังทะเลเบื้องล่าง มีสะพานทอดข้ามไปยังอีกฝั่งของลำธาร หากข้ามสะพานนั้นและเดินผ่านทิวสนไปสักพัก จะเจอศาลาไม้สามหลังสำหรับพักผ่อน มองออกไปจากตัวศาลาจะเห็นผืนน้ำสีครามเข้ม และละลอกคลื่นสีขาวที่ซัดผ่านมาเป็นจังหวะ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง เกรฟส์มองเกลียวคลื่นที่เห็นอยู่ไกล ๆ พลางคิดว่าเขาคงสามารถนั่งมองทะเลจากที่นี่ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย

ใกล้ ๆ ศาลานั่งเล่น ยังมีโรงนกนางแอ่น ซึ่งทางญี่ปุ่นใช้สำหรับส่งจดหมายต่างนกฮูก ครีเดนซ์ว่าหากเขาจะส่งจดหมายไปหาครอบครัวที่อเมริกา ก็สามารถใช้นกนางแอ่นเหล่านี้ได้ พวกมันบินทางไกลข้ามมหาสมุทรได้

นอกจากนี้ยังมีหอพักนักเรียนชายที่ชื่อ หอต้นสน และหอพักนักเรียนหญิงที่เรียกว่า หอดอกบ๊วย ซึ่งครีเดนซ์ไม่ได้พาเขาไปดูใกล้ ๆ บอกแค่ทิศทางไปเท่านั้น สุดท้ายก็พาเขามาส่งที่หอพักอาจารย์ซึ่งได้ชื่อว่า หอสึบากิ ดอกไม้แห่งความสุขุมรอบคอบ แต่แน่นอนว่าทุกคนเรียกติดปากว่าหอพักอาจารย์

ขณะนี้เป็นเวลาสิบเอ็ดโมง เด็กหนุ่มบอกเขาว่า อาหารกลางวันจะเริ่มตอนเที่ยงตรง ก่อนจะกล่าวลา และค่อย ๆ เดินจากไป

เกรฟส์มองตามด้านหลังของเด็กหนุ่มร่างสูง แผ่นหลังกว้างนั้นงองุ้มนิด ๆ ทำให้ความสง่างามของเด็กหนุ่มลดน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เด็กหนุ่มดูอ่อนโยนมากขึ้น สีหน้าที่ดูกังวล และกริยาที่คอยหลบตาผู้คนนั้นทำให้เกรฟส์รู้สึกว่า อยากปกป้องดูแลเด็กคนนี้

ชายหนุ่มไม่เคยนึกว่าจะมีเด็กหนุ่มคนไหนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ได้ ครีเดนซ์นั้นทั้งสูงกว่าเขา แถมยังรู้วิชาดาบและการป้องกันตัว ทั้งยังมีความอดทนอย่างมาก ฟังจากการที่ทนขึ้นหลังนกนางแอ่นยักษ์ทุกวันได้อยู่หลายปีทั้ง ๆ ที่กลัวความสูง จนในที่สุดก็เลิกกลัวไปเอง เด็กหนุ่มคนนี้ภายนอกดูอ่อนแอ ภายในกลับซ่อนความเข้มแข็งไว้ เขาจึงนึกอยากรู้จักเด็กคนนี้ให้มากขึ้น ทั้งยังนึกอยากปกป้อง และอยากส่งเสริมขัดเกลาให้เป็นเด็กหนุ่มที่สง่างามทั้งภายในและภายนอก

ขณะนั้นเกรฟส์ไม่ทันนึกว่า ความรู้สึกอยากสนับสนุนครีเดนซ์ จะพัฒนาจนกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

-*-*-*-*-*-*-

บทนี้ได้คำว่า หลอดไฟ มาเพิ่มอีกคำแล้ว เย้! ^ ^

ข้อมูลความหมายของดอกไม้จากบล็อกนี้ค่ะ ดอกไม้แทนความหมาย ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

สถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระในเรื่องนี้ ไม่ได้อ้างอิงจากแหล่งใดเลยค่ะ นึกขึ้นมาเองล้วน ๆ ยกเว้นตรงที่ว่า มีหินหยกขาวประดับประดา ที่อ้างอิงจากที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง บอกไว้ในพอตเตอร์มอร์ เพราะงั้น ถ้าเจ.เค.ออกมาบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เพิ่มเติมแล้วไม่ตรงกับในฟิคเรื่องนี้ ก็ขอภัยไว้ล่วงหน้าค่ะ ฮา

ใจจริงแอบกังวลเรื่องคาแรคเตอร์หลุดอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ว่า ภูมิหลังของครีเดนซ์ในเรื่องนี้จะไม่เหมือนกับเรื่องแฟนทาสติกบีสท์ จึงคิดว่านิสัยตัวละครน่าจะเปลี่ยนไปบ้างด้วยค่ะ เช่นกันกับคุณเกรฟส์ เราคิดว่าที่เห็นในภาพยนตร์นั้น เป็นกรินเดลวัลด์ล้วน ๆ ค่ะ เพราะงั้นจึงสร้างคาแรคเตอร์ของคุณเกรฟส์วัยหนุ่มขึ้นมาเองเช่นกัน

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

Graves Sensei [2]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

 

 

-๒-

ไหว้วาน

 

โมเดสตีชวนเกรฟส์คุยฆ่าเวลาระหว่างรอให้ฮารุคาเสะมารับพวกเขาไปโรงเรียน เด็กหญิงอยู่ในวัยช่างสงสัย เอ่ยถามไถ่ว่าที่อาจารย์คนใหม่ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ครีเดนซ์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ทั้งสอง แม้ไม่ได้ตั้งใจฟัง ก็พลอยรับรู้ไปด้วยว่า เกรฟส์มาจากนิวยอร์ก เมืองหลวงของอเมริกาซึ่งเต็มไปด้วยผู้คน ตึกสูงระฟ้า และมีรถม้าเยอะกว่าที่โตเกียวหลายเท่า คนนิยมดื่มกาแฟเหมือนที่ญี่ปุ่นนิยมดื่มชา กินขนมปังทุกมื้อเหมือนที่พวกเขากินข้าวทุกมื้อ มีโรงเรียนเวทมนตร์ที่อเมริกาด้วย ชื่อ โรงเรียนอิลเวอร์มอร์นี ที่นั่นมีการคัดสรรนักเรียนเข้าบ้านสี่บ้านตามลักษณะนิสัยใจคอของแต่ละคน

 

ขณะที่โมเดสตีรบเร้าให้เกรฟส์เล่ารายละเอียดแต่ละบ้านให้ฟัง สายลมหอบใหญ่พลันพัดมาปะทะร่าง เมื่อหันไปมองทางต้นลม ก็พบนกยักษ์สามตัวแหวกว่ายท้องฟ้ามาทางพวกเขา

 

“ฮารุคาเสะ!”

 

เสียงใสของเด็กหญิงเรียกชื่อนกตัวที่บินนำหน้าอย่างยินดี ขณะที่นกยักษ์สีเข้มทั้งสามตัวค่อย ๆ ร่อนลงริมทะเล ห่างจากพวกเขาไปห้าก้าว โมเดสตีไม่รอช้า วิ่งเข้าไปใกล้นางแอ่นทะเลตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนจะยื่นแขนสองข้างออกมาข้างหน้าอย่างคาดหวัง ดวงตาที่ดูราวกับลูกปัดขนาดใหญ่ของฮารุคาเสะมองแขนเล็ก ๆ ของเด็กหญิง ก่อนจะค่อย ๆ ก้มหัวของมันลงต่ำ ยินยอมให้เด็กหญิงไล้ขนที่สองข้างแก้มของมันอย่างยินดี

 

ฮารุคาเสะตัวใหญ่กว่าโมเดสตีห้าเท่า ภาพที่นางแอ่นทะเลขนาดยักษ์ก้มหัวให้เด็กหญิงคลอเคลียจึงประทับใจพ่อมดต่างถิ่นอย่างเกรฟส์ แม้ในจดหมายจากอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระจะเขียนบอกไว้ก่อนแล้วว่า ให้มารอนกนางแอ่นทะเลยักษ์ซึ่งจะมารับนักเรียนที่ชายหาดแห่งนี้ แต่ต้องยอมรับว่าเขาเองก็จินตนาการไม่ออกว่า นางแอ่นทะเลยักษ์นี่จะหน้าตาเป็นอย่างไร เขาคิดว่าคงคล้าย ๆ กับธันเดอร์เบิร์ด นกยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของหนึ่งในสี่บ้านของโรงเรียนอิลเวอร์มอร์นี สง่างาม น่าเกรงขาม และน่ากลัวหน่อย ๆ นึกไม่ถึงว่า นางแอ่นทะเลยักษ์จะเป็นมิตรขนาดนี้

 

ขณะที่ชายหนุ่มมองฮารุคาเสะกับโมเดสตีอยู่นั้น ครีเดนซ์ก็ดึงเสื้อคลุมออกมาจากห่อผ้า เสื้อคลุมยาวสีลูกท้อส่องประกายน้อย ๆ เมื่อต้องแสงไฟจากตะเกียง เสื้อคลุมนี้โรงเรียนมอบให้นักเรียนทุกคนตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก เสื้อคลุมมนตราจะปรับขนาดตัวเองให้พอดีตามผู้สวมใส่ เริ่มแรกผ้าคลุมจะมีสีชมพูอ่อนอย่างดอกซากุระ เมื่อเจ้าของผ้าคลุมสั่งสมความรู้และพลังมนตรามากขึ้น สีของผ้าคลุมก็จะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสีทอง แต่หากผู้วิเศษคนใดละเมิดกฎหมายเวทมนตร์ ผ้าคลุมจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ซึ่งมีผลทำให้ถูกไล่ออกทันที และต้องรับการพิจารณาคดีกับทางสภาเวทมนตร์

 

เมื่อเริ่มเข้าเรียนใหม่ ๆ ครีเดนซ์เคยกังวลว่า หากเสื้อคลุมของเขาเป็นสีชมพูอ่อนตลอดไปเล่า เขาจะทำอย่างไรดี คงทำให้ท่านพ่อขายหน้า จนตัดเขาออกจากตระกูลเลยก็ได้ แต่สิ่งที่เขากลัวไม่เคยเกิดขึ้น เสื้อคลุมของเขาเปลี่ยนสีไปตามปกติเหมือนกับเพื่อน ๆ ในชั้นปีเดียวกัน ทำให้เด็กหนุ่มโล่งใจอย่างยิ่ง

 

ครีเดนซ์สวมเสื้อคลุมของตัวเอง ผูกเชือกบริเวณเอวสองทบให้แน่นหนา แม้เขาจะรู้ว่า ผ้าคลุมนี้ไม่มีทางหลุดระหว่างทาง แต่เด็กหนุ่มชอบทำเพื่อความสบายใจ หลังจากผูกเสร็จแล้วเงยหน้าขึ้น เขาก็พบว่าพ่อมดต่างถิ่นกำลังจ้องมองเขาอยู่

 

“อะ…อะไรหรือ…ขอรับ”

 

เมื่อคิดได้ว่าอีกฝ่ายเป็นว่าที่อาจารย์ของโรงเรียนเขา ครีเดนซ์ก็เพิ่มความสุภาพเข้าไปในคำพูดเสียหน่อย แม้เด็กหนุ่มจะยังไม่กล้าสบตากับพ่อมดแปลกหน้าตรง ๆ แต่ก็อดลอบมองเขาไม่ได้ ดวงตาคมใต้คิ้วเข้มนั้นยังคงจ้องมาที่เขา มุมปากโค้งขึ้นน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มบาง

 

“เสื้อคลุมสวย เหมาะกับเจ้าดีนะ”

 

คำชมที่คาดไม่ถึงนั้นทำเอาครีเดนซ์นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ถึงแม้ตอนใส่ให้ท่านพ่อท่านแม่ดูครั้งแรกเมื่ออายุเจ็ดขวบจะได้รับคำชมแบบเดียวกัน แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนกัน เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ดีใจหรือ ขวยเขินหรือ อาจจะทั้งสองความรู้สึกรวมกันก็เป็นได้ ครีเดนซ์ไม่รู้จะตอบคำนั้นอย่างไรจึงได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น แต่ดูเหมือนเกรฟส์เองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ เพราะชายหนุ่มค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้นกนางแอ่นทะเลยักษ์ทั้งสามตัวอย่างระมัดระวัง

 

ครีเดนซ์เห็นนางแอ่นทะเลตัวหนึ่งที่เขาไม่คุ้นตาหันหัวมาทางพ่อมดต่างชาติ ก่อนจะโน้มคอลงเป็นเชิงอนุญาตให้เกรฟส์ขึ้นไปนั่งได้ พ่อมดหนุ่มตอบรับคำเชิญนั้น ค่อย ๆ ปีนขึ้นไปนั่งหลังตรงอยู่บริเวณไหล่ของนางแอ่น มือทั้งสองข้างยึดบริเวณข้างลำคอของนางแอ่นตัวนั้นไว้ ดูคล่องแคล่วเกินคาดจนเด็กหนุ่มที่ยืนมองรู้สึกประทับใจ

 

“ท่านพี่ โคโยรออยู่นะ”

 

โมเดสตีที่ตอนนี้สวมเสื้อคลุมสีดอกท้อนั่งอยู่บนหลังฮารุคาเสะเรียกให้ครีเดนซ์รู้สึกตัว เด็กหนุ่มละสายตาจากเกรฟส์ ก่อนจะรีบเดินไปหาโคโย นกนางแอ่นยักษ์อีกตัวที่รับส่งเขาไปโรงเรียนประจำตั้งแต่เมื่อแปดปีก่อน เมื่อเดินไปถึงเขาก็รีบกระซิบขอโทษที่ให้รอนาน ก่อนจะปีนขึ้นไปบนไหล่

 

เมื่อครีเดนซ์นั่งลงเรียบร้อยแล้ว นกทั้งสามก็ค่อย ๆ กระพือปีก โผบิน กลืนไปกับท้องฟ้าสีเข้มยามราตรี

 

-*-*-*-

 

สิ่งแรกที่ครีเดนซ์นึกถึงเมื่อลงจากหลังของโคโยแล้ว คือ พ่อมดต่างชาติคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

เด็กหนุ่มเอ่ยขอบคุณนกนางแอ่นยักษ์ ก่อนจะรีบมองหาเกรฟส์ พลันเห็นนางแอ่นยักษ์พาพ่อมดหนุ่มร่อนลงบนลานกว้างห่างจากครีเดนซ์ไปห้าก้าว เด็กหนุ่มเร่งสาวเท้าไปหา ขณะที่เกรฟส์ค่อย ๆ ลงจากนางแอ่นยักษ์ ใบหน้าคมคายซีดเผือดราวกระดาษ แต่ร่างนั้นยังคงยืนทรงตัวได้ แม้ขาจะสั่นก็ตาม เมื่อพ่อมดหนุ่มขาถึงพื้น นางแอ่นทะเลทั้งสามก็โบยบินจากไป

 

ครีเดนซ์ไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่ดูน่าเกรงขามอย่างเกรฟส์จะกลัวความสูง

 

เมื่อนางแอ่นทะเลทั้งสามตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ครีเดนซ์ได้ยินเสียงอุทานเบา ๆ จากพ่อมดต่างชาติ ตอนแรกเด็กหนุ่มก็คิดว่า เขาคงหูแว่วไปเอง แต่พอผ่านไปสักระยะ ครีเดนซ์ก็เห็นว่า พ่อมดหนุ่มหมอบตัวต่ำกอดคอนกนางแอ่นทะเลของตัวเองไว้แน่น แม้เจ้าตัวจะตีสีหน้านิ่งอย่างไร คนที่คุ้นชินกับความกลัวอย่างเขาก็ดูออกว่า เกรฟส์กำลังกลัว แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางท้องฟ้า เบื้องบนเป็นหมู่ดาวพร่างพราว เบื้องล่างเป็นทะเลสีน้ำหมึกกว้างใหญ่ไพศาล เด็กหนุ่มก็ได้แต่เบิกตากว้างมองดูเกรฟส์กอดคอนกนางแอ่นทะเลแน่น และภาวนาในใจให้พ่อมดหนุ่มอดทนไว้ อย่าได้เป็นลมล้มพับไปกลางอากาศเลย

 

ครีเดนซ์แอบโล่งใจเมื่อในที่สุด ยามเมื่อฟ้าเริ่มกลายเป็นสีคราม นางแอ่นทะเลทั้งสามก็ร่อนลง โดยที่เกรฟส์ไม่ได้เป็นลมล้มพับไป ลงมายืนบนพื้นดินได้แม้จะหน้าซีดตัวสั่น ไม่เหลือเค้าความน่าเกรงขามอย่างที่เห็นเมื่อแรกพบก็ตาม

 

เด็กหนุ่มนึกอยากหัวเราะ นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน แต่กระนั้นครีเดนซ์ยังตีหน้าขรึม ขณะเอ่ยถาม

 

“ท่านเกรฟส์ เป็นอะไรหรือไม่ขอรับ”

 

เกรฟส์ไม่ตอบคำ ดูเหมือนพ่อมดหนุ่มจะไม่อาจเอ่ยอะไรได้อีกพักหนึ่ง ได้แต่โบกมือเป็นเชิงว่า เขาไม่เป็นอะไร ชายหนุ่มทรงตัวให้ยืนนิ่งอยู่ได้อย่างน่าประทับใจแม้ขาจะยังสั่นก็ตาม ครีเดนซ์เคารพในความพยายามนั้น รักษาหน้าให้พ่อมดหนุ่ม จึงเฉยไว้ ไม่ได้เข้าไปช่วยพยุง

 

“ท่านกลัวความสูงหรือเจ้าคะ”

 

โมเดสตีเอ่ยถามเสียงใสขณะที่เดินมาสมทบกับทั้งสอง ครีเดนซ์เหลือบมองหน้าคนถูกถาม ดูเหมือนพ่อมดหนุ่มจะไม่ถือสาเด็กหญิง เกรฟส์ยิ้มอย่างอ่อนแรงขณะพยักหน้ารับอย่างไม่คิดจะปิดบัง

 

“ตอนแรกข้าเองก็กลัวเหมือนกันขอรับ แต่พอนั่งทุกวันเข้า ก็ชินไปเองขอรับ”

 

ครีเดนซ์หลุดปากเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้พ่อมดหนุ่มฟังก่อนจะห้ามตัวเองได้ทัน ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะเล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟังง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องน่าขายหน้าด้วยแล้ว (ซึ่งเขามีเยอะมากจนเล่าสามวันสามคืนก็ยังไม่หมด) ทำไมถึงเล่าให้คนคนนี้ฟัง ครีเดนซ์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อเล่าไปแล้ว จะเรียกคืนก็ไม่ได้แล้ว เด็กหนุ่มจึงปล่อยเลยตามเลย

 

“เอ๊ะ ท่านพี่เคยกลัวความสูงด้วยหรือ”

 

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพี่ ดวงตาสีเทากลมโตมีแววประหลาดใจ กระทั่งเธอที่สนิทกับครีเดนซ์ที่สุดยังไม่รู้เรื่องนี้เลย เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเล่าต่อว่า ตั้งแต่เข้ามาเรียนที่นี่ตอนอายุเจ็ดขวบ ต้องเกาะหลังโคโยไปกลับโรงเรียน สองสามวันแรกถึงขั้นอาเจียนออกมา แต่เมื่อบินไปกลับทุกวันมาตลอดสี่ปี จากที่กลัวก็กลายเป็นคุ้นชินไป โชคดีที่ตั้งแต่อายุสิบเอ็ดปีก็ได้อยู่หอกินนอนที่โรงเรียน ไปกลับบ้านแต่ตอนเปิดเรียนและปิดเรียนเท่านั้น

 

เล่าจบแล้ว สีหน้าคนฟังทั้งสองมีแววเห็นใจเขาอย่างที่สุด เกรฟส์เองก็ฟังครีเดนซ์เล่าเพลิน ขาที่เคยสั่นก็หายสั่นแล้ว ฟังจบก็เอ่ยชมอย่างหนักแน่นจริงใจประโยคหนึ่ง

 

“ครีเดนซ์ ข้านับถือเจ้าจริง ๆ”

 

-*-*-*-

 

หลังจากถูกชมอย่างจริงจังแล้ว ครีเดนซ์ไม่ทันตอบอะไร อาจารย์โคบายาชิ ผู้สอนวิชาจิตวิญญาณแห่งถ้อยคำก็ตรงเข้ามาพาตัว “อาจารย์คนใหม่” ไปพบกับอาจารย์ใหญ่ก่อนที่พิธีปฐมนิเทศจะเริ่ม หลังโค้งลาเกรฟส์กับอาจารย์โคบายาชิแล้ว ครีเดนซ์ก็พาโมเดสตีเดินแยกไปทางเรือนพักแรมสำหรับนักเรียนเพื่อนำสัมภาระไปเก็บที่ห้องพักให้เรียบร้อย ปีนี้โมเดสตีอายุสิบเอ็ดแล้ว เป็นปีแรกที่เธอจะได้พักอยู่ที่โรงเรียน ไม่ต้องให้ฮารุคาเสะรับส่งทุกวันอย่างเมื่อก่อน เด็กหญิงแยกตัวไปทางเรือนพักแรมสำหรับนักเรียนหญิง สมทบกับเพื่อน ๆ ของเธอที่รออยู่ ส่วนครีเดนซ์นั้น ปีนี้เขากับเพื่อนร่วมชั้นปีหกได้รับหน้าที่ดูแลเรือนเบญจมาศ เรือนที่ใช้สำหรับจัดพิธีปฐมนิเทศรวมไปถึงการกินข้าวสามมื้อร่วมกันทุกวันก็ทำกันที่นี่ ดังนั้นหลังจากเก็บของเข้าตู้แล้ว เขาก็เร่งตรงไปยังที่หมายทันที

 

เรือนเบญจมาศเป็นอาคารไม้มีใต้ถุนยกสูงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณร้อยเสื่อ มีประตูไม้บานใหญ่สี่ด้านที่มักจะเปิดไว้เสมอ ระเบียงทางเดินกว้างราวสองเสื่อรอบล้อมอาคาร หากมองออกมาจากในเรือนจะเห็นทิวต้นซากุระที่ปลูกรายล้อมอาคารไว้อย่างเป็นระเบียบ ในวันแรกของการเปิดเรียน ต้นซากุระเหล่านี้จะผลิดอกแรกแย้มราวกับจะกล่าวต้อนรับนักเรียนใหม่ และอ้าแขนต้อนรับการกลับมาสำหรับนักเรียนหน้าเก่า

 

เมื่อครีเดนซ์เดินจ้ำอ้าวมาถึง ก็พบว่าเพื่อนร่วมชั้นของเขากวาดเรือนทั้งหลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังจะเริ่มถูพื้น

 

“ครีเดนซ์ เจ้ามาสายนะ”

 

เสียงแหลมของแชสทิตี หัวหน้าชั้นปีหกเอ่ยทักทันทีที่เด็กหนุ่มมาถึง เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนมัดเรียบร้อยเป็นมวยไว้ด้านหลัง เธอสวมเสื้อสีขาวแขนยาวและฮากามะสีดำแบบเดียวกับครีเดนซ์ มือหนึ่งถือผ้าสีขาวก้าวเข้ามาประชิดตัวเด็กหนุ่ม เด็กสาวตัวเล็กกว่าเขาราวหนึ่งศอก แต่ดวงตาสีเทาที่มองมายังครีเดนซ์มีแววเอาเรื่องเสียจนเด็กหนุ่มเผลอตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แชสทิตีไม่สนใจอาการนั้น เธอยื่นผ้าสีขาวในมือให้เขา เป็นเชิงออกคำสั่งว่า ไปทำหน้าที่เสียเดี๋ยวนี้ ครีเดนซ์รับผ้าผืนนั้นมา พึมพำขอโทษ ก่อนจะเริ่มลงมือถูพื้นอย่างเงียบ ๆ

 

เมื่อนักเรียนชั้นปีหกถูพื้นเรือนเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเก็บอุปกรณ์และนำผ้าถูพื้นไปซัก อาจารย์โคบายาชิก็เดินเข้ามาทักครีเดนซ์

 

“ครีเดนซ์ ขอคุยด้วยสักครู่หนึ่งได้หรือไม่”

 

เด็กหนุ่มมองอาจารย์สาวเจ้าของเรือนผมสีดำขลับราวขนกา ร่างผอมบางสวมชุดยูกาตะสีน้ำตาลอ่อนไร้ลวดลายคาดเอวด้วยผ้าสีน้ำเงิน ดูเรียบง่ายสบาย ๆ เหมือนกับบุคลิกของเธอ เมื่ออาจารย์โคบายาชิสังเกตเห็นผ้าถูพื้นกับถังน้ำในมือเขา เธอก็ยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเสริมว่า คุยกันระหว่างเดินไปยังลานซักล้างก็ได้ ครีเดนซ์จึงพยักหน้ารับคำ ค่อย ๆ เดินไปพร้อมกับอาจารย์สาว โดยมีดวงตาของแชสทิตีมองตามมาอย่างสงสัยใคร่รู้

 

“ครีเดนซ์ ครูมีเรื่องจะไหว้วานเจ้าสักหน่อย”

 

เมื่อเดินมาสักพัก อาจารย์โคบายาชิก็พูดในสิ่งที่ต้องการออกมา ครีเดนซ์ฟังแล้วก็นึกสงสัยว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่เขาไมได้เอ่ยขัด เฝ้ารอให้หญิงสาวเอ่ยออกมาเอง

 

“ท่านเกรฟส์จะมาเป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนนี้หนึ่งปี ระหว่างที่เขาพักอยู่ที่นี่ ครีเดนซ์ เจ้าช่วยรับรองเขาได้หรือไม่”

 

ต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง กว่าคำขอของอาจารย์จะซึมเข้าไปในหัวของครีเดนซ์ เด็กหนุ่มได้ยินคำขอชัดเจน ทว่า ไม่อยากจะตกปากรับคำ จึงเอ่ยถามกลับไปอย่างไม่อยากเชื่อว่า

 

“…จะให้ข้าช่วยดูแลท่านเกรฟส์หรือขอรับ”

 

“ใช่แล้ว ทำได้หรือไม่”

 

อาจารย์สาวหยุดเดิน ดวงตากลมโตสีดำแวววาวที่ชวนให้นึกถึงกระรอกจ้องมองมายังครีเดนซ์อย่างคาดหวัง เด็กหนุ่มหลุบตาต่ำหลบสายตาคู่นั้น เขาไม่อยากปฏิเสธอาจารย์ แต่ว่า… ความรู้สึกตามสัญชาตญาณบอกเขาว่า ไม่ควรรับงานนี้ ท่านเกรฟส์… แม้เมื่อเช้าพ่อมดหนุ่มจะเผยจุดอ่อนให้เขาเห็นอย่างเปิดเผย แต่สำหรับครีเดนซ์แล้ว ตัวตนของคนคนนั้นก็ยังคงดูลึกลับ และดูอันตรายเกินไป หากเป็นไปได้ เขาก็อยากเลี่ยงให้พบเจอกันน้อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“…ขอถามได้หรือไม่ขอรับว่า… ทำไมต้องเป็นข้า…”

 

“ได้สิ หนึ่งเพราะ เจ้าเป็นผู้ชายคนเดียวในที่นี้ ที่รู้ภาษาอังกฤษและธรรมเนียมต่าง ๆ ของชาวตะวันตก สองเพราะ ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง ต้องดูแลแขกผู้มาเยือนได้ดีแน่นอน และสามเพราะ…”

 

อาจารย์โคบายาชิจงใจเว้นจังหวะ ขณะมองสีหน้ากระอักกระอ่วนของครีเดนซ์ที่กำลังรอฟังอยู่

 

“…ท่านเกรฟส์เจาะจงขอให้เจ้าช่วยรับรองเขาโดยเฉพาะ”

 

เธอเห็นเด็กหนุ่มเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ริมฝีปากหนาเผยอออกราวกับอยากจะกล่าวอะไรสักคำ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก เธอจึงกล่าวรุกเร้าต่อ

 

“ดังนั้น ครีเดนซ์ เจ้าช่วยดูแลท่านเกรฟส์ระหว่างที่เขาพักอยู่ที่นี่ได้หรือไม่… หากเจ้ารับปาก ข้าจะจัดตารางสอนของท่านเกรฟส์ให้ไม่รบกวนการเรียนของเจ้า เจ้าจะได้ติดตามไปช่วยแปลคำสอนของเขาให้นักเรียนคนอื่นฟังได้”

 

อาจารย์สาวเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มอึมครึมลงเรื่อย ๆ จึงรีบพูดว่า

 

“มีคะแนนพิเศษให้ด้วยนะ… ได้ยินมาว่าเจ้าไม่ชำนาญวิชาปรุงโอสถ หากเจ้าช่วยดูแลรับรองท่านเกรฟส์ เจ้านำคะแนนตรงนี้ไปช่วยวิชาที่เจ้าคะแนนน้อยได้นะ”

 

หญิงสาวเห็นแววตาของครีเดนซ์ไหววูบด้วยความลังเล เธอก็นึกยินดีในใจ ก่อนจะกล่าวต้อนให้จนมุม

 

“เจ้าจะช่วยหรือไม่ ครีเดนซ์ หากเจ้าไม่อยากช่วยก็ได้นะ ข้าไม่บังคับเจ้าหรอก”

 

ครีเดนซ์ยืนนิ่งอึ้งอยู่หนึ่งอึดใจ ก่อนจะกลั้นใจตอบ

 

“ช่วยขอรับ ให้ข้าช่วยดูแลท่านเกรฟส์เถอะขอรับ”

 

-*-*-*-*-*-*-

 

หมดไปอีกตอน ยังไม่มีคำคีย์เวิร์ดมาเพิ่มเลยนอกจากคำว่า ร่ม =_=”

ข้อมูลเรื่องผ้าคลุมมนตราและนกนางแอ่นทะเลยักษ์รับส่งนักเรียนไปกลับโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระเราอ้างอิงจากเว็บนี้ค่ะ ขอบคุณมักเกิ้ลวีมาก ๆ ค่ะ ที่แปลข้อมูลจาก เจ.เค.โรว์ลิ่ง ให้เราได้อ่านกัน
มาโฮโทะโคะโระ

Graves Sensei [1]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

 

-๑-
พบพาน

 

ยามย่ำรุ่งซึ่งสุริยะเทพียังไม่ตื่นบรรทม พลันปรากฏสองร่างขึ้นที่ทางเดินเลียบชายหาด หนึ่งสูง หนึ่งเตี้ย ร่างสูงสวมเสื้อแขนยาวสีขาวทับด้วยฮากามะสีดำสนิท สะพายห่อผ้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไว้กับตัว มือหนึ่งถือร่มกระดาษ อีกมือถือตะเกียงน้ำมัน แสงไฟสีนวลตาส่องให้เห็นว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าผู้มีเครื่องหน้าคมเข้ม คงจะเรียกว่าหล่อเหลาได้เต็มปาก หากเด็กหนุ่มไม่เอาแต่ก้มหน้าทอดสายตาคู่สวยมองพื้นราวกับกลัวจะสะดุดกับหินกรวดเข้า ร่างสูงใหญ่ยังโค้งค่อม ไหล่กว้างองุ้ม ทำให้ขาดสง่าราศีไปอย่างน่าเสียดาย ผิดกับร่างเล็กที่เดินข้างกายเขา เด็กหญิงวัยไม่น่าเกินสิบปีสวมชุดแบบเดียวกันกับเด็กหนุ่ม สะพายห่อผ้าเหมือนกัน มือขวายังถือร่มกระดาษเหมือนกัน เพียงแต่ขนาดเล็กกว่าของเด็กหนุ่ม กระนั้นกลับดูสง่างามกว่าเขามาก เธอเดินหลังตรง ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็ดูคล่องแคล่วและมั่นใจ ดวงตากลมโตสีเข้มที่มองตรงไปยังทางเบื้องหน้ามีแววตื่นเต้นยินดี

 

ที่สุดทางเดินมีโขดหินขวางกั้นระหว่างถนนกับหาดทรายเบื้องล่าง พวกเขาต้องเดินผ่านกองหินลงไป เด็กหญิงเร่งฝีเท้าเดินนำ ก้าวเท้าจากถนนลงไปยังโขดหินหนึ่ง ก่อนจะผละจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนอย่างชำนาญ รองเท้าเกี๊ยะไม้ดูจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินของเธอเลย ผิดกับเด็กหนุ่มที่เดินตามหลัง เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังเสียจนดูงุ่มง่าม เมื่อเห็นเด็กหญิงกระโจนจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนหนึ่งรวดเร็วปานนั้น ก็ออกปากเตือนด้วยความเป็นห่วง

 

“โมเดสตี ระวังหน่อย ประเดี๋ยวจะหกล้ม หากเจ้าบาดเจ็บขึ้นมา พี่จะบอกท่านอาว่าอย่างไรเล่า”

 

เด็กหญิงฟังคำเตือนนั้นแล้วคลี่ยิ้มสดใสออกมา ก่อนจะตอบกลับไปว่า

 

“ข้าไม่เป็นไรหรอก ท่านพี่ก็เดินระวังหน่อยเถอะ”

 

ออกปากเตือนยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสะดุดมาจากด้านหลัง เมื่อเด็กหญิงหันไปมอง ก็พบว่าท่านพี่ของเธอได้หกล้มลงไปกองกับหินเสียแล้ว เธอตั้งท่าจะเดินกลับไปช่วย แต่เด็กหนุ่มออกปากห้ามเสียก่อน

 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้อง พี่ลุกเอง”

 

เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้นมาอย่างไม่ลำบากเท่าใดนัก ตะเกียงน้ำมันในมือก็ยังไม่ถึงพื้นเพราะเขาไหวตัวชูขึ้นทัน ควานหาร่มที่ตกไปเก็บกลับคืนมาเรียบร้อยก็ยืนขึ้นได้ แม้จะไม่สง่างาม แต่ข้อดีของเขาอยู่ที่สามารถลุกขึ้นเองได้ อาจเป็นเพราะล้มบ่อยจนเชี่ยวชาญ โมเดสตีนึกชื่นชมพี่ชายในข้อนี้ แต่ทางที่ดี ไม่ล้มแต่แรกดีที่สุด

 

แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้มายืนบนหาดทราย ข้างกายน้องสาว เด็กหญิงยืนหันหน้าเข้าหาทะเล สายลมเย็นจากทะเลพัดให้ปอยผมสีอ่อนที่หลุดจากมวยของเด็กหญิงปลิวระข้างแก้ม เมื่อรู้สึกว่าเขามายืนอยู่ข้างกาย เสียงใสก็เอ่ยขึ้น

 

“วันนี้ฮารุคาเสะมาสายนิดหน่อยนะ ปกติจะมาคอยพวกเราอยู่แถวนี้แล้วแท้ ๆ”

 

เด็กหนุ่มกำลังจะเอ่ยตอบ “นั่นสินะ” แต่ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวจากปลายหางตาทำให้เขาหยุดคำนั้นไว้ที่ปลายลิ้น รีบหันไปหาสิ่งนั้นอย่างตื่นตระหนก มือหนึ่งยกตะเกียงขึ้นสูง อีกมือหนึ่งยกร่มขึ้นชี้ไปทางสิ่งนั้น

 

สิ่งนั้นกลับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ทั้งร่างห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าแบบตะวันตกสีดำสนิท มีเพียงปกเสื้อตัวในสีขาวที่โผล่พ้นเสื้อคลุมและเครื่องประดับทำจากเงินรูปแมงป่องเท่านั้นที่ทำให้เขาไม่กลืนไปกับความมืดเบื้องหลัง ร่างนั้นไม่สูงนัก แต่กลับแผ่พลังอำนาจออกมาจากตัว ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการก้าวเท้าที่แช่มช้าเหมือนไม่แยแสสิ่งใด แต่กลับรัดกุมไม่เคลื่อนไหวเกินจำเป็น เรือนผมสีดำตัดสั้นลงน้ำมันจัดทรงเรียบร้อยขับให้ใบหน้าซึ่งงดงามเกินบุรุษนั้นคมเข้มขึ้น ชายผู้นี้มีบรรยากาศรอบตัวที่ไม่ธรรมดา ใบหน้าหล่อเหลางดงามแต่เคร่งขรึม ดวงตาสีเข้มเฉียบคมที่มองตรงมาอย่างไม่หลบหลีก ทั้งหมดนี้ล้วนส่งสัญญาณให้ผู้คนซึ่งได้พบเขารับรู้ว่า เขาไม่ใช่บุคคลที่ควรดูแคลนหรือไปยั่วให้โกรธเคือง ถ้าไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

 

แน่นอนว่า เด็กหนุ่มผู้รักสงบย่อมไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ครีเดนซ์หลุบตาหลบสายตาที่จ้องมองมา ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อรู้สึกว่าชายตรงหน้าก้าวเข้ามาใกล้เกินไปหน่อย ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้สึกตัวว่าเด็กหนุ่มไม่สบายใจที่ตนปรากฏตัวขึ้น จึงหยุดฝีเท้าลง ทิ้งระยะห่างจากเด็กทั้งสองราวสองเมตร ก่อนจะเอ่ยทัก

 

“สวัสดี”

 

น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเป็นภาษาญี่ปุ่นสำเนียงแปลกแปร่ง เสียงของชายหนุ่มน่าฟัง ซ้ำยังไม่มีแววคุกคาม ส่งผลให้คนฟังทั้งสองคลายความตึงเครียดลงได้เล็กน้อย

 

โมเดสตีเอ่ยตอบว่า “สวัสดี” เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเช่นกันยามเอ่ยถามต่อด้วยภาษาอังกฤษที่เขาคุ้นเคย

 

“พูดอังกฤษได้หรือ”

 

“ได้สิท่าน ท่านเป็นคนต่างชาติใช่หรือไม่ มาจากไหนหรือ ท่านแม่ของข้าก็เป็นคนต่างชาติ ข้าถึงพูดภาษาอังกฤษได้”

 

โมเดสตีเป็นเด็กช่างคุย แถมชอบภาษาอังกฤษมาก อยู่ที่บ้านมีคนพูดภาษาอังกฤษด้วยแค่ไม่กี่คน นับดูแล้วก็มีเพียง ท่านแม่ พี่ครีเดนซ์ ท่านลุง ท่านสาธุคุณที่โบสถ์ และพวกพ่อค้าที่แวะเวียนมาไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อพบคนที่คุยภาษาอังกฤษได้เพิ่มอีกคน จึงดีใจเสียจนเผลอพรั่งพรูภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยได้ใช้ใส่ชายแปลกหน้าอย่างยินดี

 

ครีเดนซ์คิดจะเอ่ยปรามน้องสาว แต่ชายแปลกหน้ากลับเอ่ยตอบโมเดสตีอย่างเต็มใจ ไม่มีสำเนียงว่ารำคาญเด็กหญิงเลยแม้แต่น้อย

 

“เพอร์ซิวาล เกรฟส์ มาจากอเมริกา ยินดีที่ได้พบ”

 

เอ่ยแล้วยังโค้งน้อย ๆ ให้เด็กทั้งสอง โมเดสตีจึงโค้งตอบอย่างกระตือรือร้น ส่วนครีเดนซ์รีบโค้งต่ำจนศีรษะแทบจะแตะผืนทรายด้วยความเกรงอกเกรงใจที่มีผู้ใหญ่โค้งให้เด็กอย่างพวกเขาก่อน

 

“ท่านแม่ของข้าก็มาจากอเมริกาเหมือนกัน! อ้อ ข้าชื่อ โมเดสตี โมเดสตี ทานากะ ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน ท่านเกรฟส์”

 

ว่าแล้วโมเดสตีก็ย่อกายโค้งเลียนแบบท่านแม่ยามทักทายชาวต่างชาติที่มาตกลงค้าขายกับบ้านของเธอ

 

การกระทำของเด็กหญิงเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ จากเกรฟส์ ครีเดนซ์เผลอเหม่อมองรอยยิ้มนั้นอย่างอัศจรรย์ใจ นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ดูเคร่งขรึมและมีกลิ่นอายไม่ธรรมดาจนน่าหวั่นเกรงอย่างชายหนุ่ม ยามเผยรอยยิ้มจะดูอ่อนโยนและน่ามองขนาดนี้

 

ครีเดนซ์มองรอยยิ้มนั้นพลางครุ่นคิดในใจ จนไม่ทันสังเกตว่า ผู้ที่เขาลอบมองอยู่นั้น บัดนี้เบือนสายตามาจับจ้องที่เขาแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่สายตาประสานกัน และเสียงนุ่มเอ่ยถาม

 

“แล้วเจ้าเล่า พูดได้ไหม”

 

สำเนียงหยอกเย้าที่แฝงอยู่ในคำถามนั้น ทำเอาครีเดนซ์หน้าตึงไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร เขาก็เจอคนพูดแบบนี้ใส่อยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เขาพูดน้อยจนคล้ายคนบื้อใบ้ เด็กหนุ่มจึงไม่ถือสาหาความกับ “ชายมีอายุ” ตรงหน้า เอ่ยตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่หลบตา

 

“ครีเดนซ์ ครีเดนซ์ แบร์โบน ยินดีที่ได้พบท่าน”

 

เด็กหนุ่มโค้งกายอีกครั้งตามมารยาท ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน แลเห็นใบหน้างดงามของชายหนุ่มเผยรอยยิ้ม แต่กลับไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนเอ็นดูเด็กเหมือนที่เขายิ้มให้โมเดสตี ครีเดนซ์ที่เพิ่งรวบรวมแรงใจสบตากับเกรฟส์ตรง ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นก็ต้องหลุบตาลงมองผืนทรายอีกครั้ง

 

รอยยิ้มนี้ ครีเดนซ์ตีความไม่ออก แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า รอยยิ้มนี้อันตรายอย่างยิ่ง บุรุษแปลกหน้าคนนี้อันตรายอย่างยิ่ง ทางที่ดีรีบถามธุระ เสร็จธุระแล้วควรหลีกให้ห่างไว้เป็นดี

 

คิดได้ดังนี้ เด็กหนุ่มก็เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา

 

“ว่าแต่ท่านมีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้หรือไม่”

 

คำถามของเด็กหนุ่มทำให้เกรฟส์หวนนึกถึงจุดประสงค์ดั้งเดิมของตัวเองขึ้นมาได้

 

“จริงสิ… ที่นี่คือจุดรับนักเรียนไปยังมาโฮโทะโคะโระใช่หรือไม่ ข้ากำลังหาทางไปที่นั่นพอดี”

 

คำถามของชายหนุ่มทำให้ครีเดนซ์เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง เอ่ยถามอย่างตะกุกตะกักว่า

 

“ท่าน… ท่านก็เป็น…”

 

“ใช่ ข้าเป็นผู้วิเศษ”

 

ครีเดนซ์นึกอยากตบหน้าผากตัวเองแรง ๆ สักที ที่มีตาหามีแววไม่ ถึงแม้จะแปลกใจที่ชายหนุ่มผู้นี้มาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรบนชายหาดยามใกล้รุ่ง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเขาก็เป็นพ่อมดเหมือนกัน

 

แถมยังกำลังหาทางไปยังโรงเรียนเวทมนตร์ มาโฮโทะโคะโระ โรงเรียนที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่อีกด้วย

 

“ท่านจะไปโรงเรียนเราทำไมหรือ ไปเรียนเหมือนกันหรือ แต่ท่านดู…”

 

คำว่า “อายุเกินวัยเรียน” กลืนหายไปในคอของโมเดสตี ถึงแม้เด็กหญิงจะชอบพูด แต่ก็รู้ตัวว่าคืนนี้เธอพูดมากเกินไปหน่อยแล้ว

 

ทว่า ชายหนุ่มยังคงยิ้มอ่อนโยนให้เธอ ก่อนจะตอบว่า

 

“ไม่ได้ไปเรียนหรอก ข้าอายุมากเกินกว่าจะเรียนแล้ว ไปเป็นอาจารย์ต่างหากเล่า”

 

คำว่า “อาจารย์” ทำให้ครีเดนซ์ตกตะลึงอีกครั้ง โมเดสตีเองก็ดูคาดไม่ถึงเช่นกัน แต่เด็กหญิงท่าทางดีใจ เอ่ยถามต่อว่า ท่านเกรฟส์สอนวิชาอะไร ท่านเกรฟส์ต้องเก่งมากแน่ ๆ เลย ถึงมาเป็นอาจารย์ได้ เกรฟส์เองก็เอ่ยอย่างเป็นกันเองว่า เก่งไม่เก่ง ต้องรอดูในชั้นเรียน แต่ไม่ได้เผยชื่อวิชาที่จะสอนแต่อย่างใด

 

ระหว่างที่เด็กหญิงกับชายหนุ่มกำลังสนทนากันนี้ ครีเดนซ์กลับนึกขมขื่นในใจ เขาอุตส่าห์จะหลีกหนีให้ห่าง ไม่ต้องพบเจอกันอีกเป็นครั้งที่สองแท้ ๆ ชายแปลกหน้าท่าทางอันตรายผู้นี้กลับเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเขาเสียได้ อาจารย์ที่โรงเรียนเขามีน้อย ถึงอย่างไรเขาก็ต้องได้เรียนกับคนคนนี้

 

แค่คิดว่าต้องเรียนกับคนคนนี้ ครีเดนซ์ก็รู้สึกหดหู่ พาลไม่อยากไปโรงเรียนเสียแล้ว เด็กหนุ่มพยายามปลุกปลอบตัวเองในใจว่า อาจจะเป็นวิชาที่ไม่สำคัญมาก เจ็ดวันเจอกันครั้ง เดือนหนึ่งเจอกันไม่เกินสี่ครั้ง คงไม่เป็นไรกระมัง

 

คิดได้ดังนั้นก็ค่อยวางใจได้หนึ่งส่วน ครีเดนซ์พยักหน้าหงึกหงักกับตัวเองโดยได้หารู้ชะตากรรมไม่ว่า เขาจะต้องข้องเกี่ยวและพบเจอ “อาจารย์” ท่านนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

-*-*-*-*-*-*-

หมายเหตุ:

ฮากามะ คือ เครื่องแต่งกายที่คล้าย ๆ กางเกงของญี่ปุ่นค่ะ สวมได้ทั้งหญิงและชายFUผู้ชายชุดฮากามะ

 

ตอนแรกกะไว้สั้น ๆ ตอนเดียวจบ แต่จบไม่ลงค่ะ คำก็ยังใส่ไม่ครบ ขอลงหลาย ๆ ตอนแล้วกันค่ะ

คาแรคเตอร์หลุดกระจายเลย ฮา อภัยให้คาร์หลุด ๆ ของเราด้วยค่ะ

ปล. คิดชื่อเรื่องไม่ออก ชื่อเกรฟส์เซนเซย์ไปก่อนแล้วกันค่ะ 555555 คำว่า “เซนเซย์” หมายถึง อาจารย์ ค่ะ

 

Decide

Decide

Fan Fiction of Fabtastic Beasts and Where to Find Them
Genre: One Shot, Drama
:: เรื่องของครีเดนซ์ แบร์โบน หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านไป และการตัดสินใจของเขา

“ครีเดนซ์ ถอดเข็มขัดออกมา”

เสียงเย็นเยือกดุจน้ำเย็นจัดของแม่ซัดสาดกระทบร่างของเขา เด็กชายตัวสั่นด้วยความกลัวจับใจ แต่มือสั่นน้อย ๆ คู่นั้นก็ปลดเข็มขัดหนังออกส่งให้ถึงมือผู้ที่ได้ขึ้นชื่อเป็น ‘แม่’ ของเขาอย่างเชื่อฟัง รู้ดีว่า หากขัดคำสั่ง โทษของเขาจะหนักหนายิ่งขึ้น

ครีเดนซ์ค่อย ๆ แบมือขวาที่เต็มไปด้วยรอยแผลตกสะเก็ด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่ลงโทษเขา เด็กชายเคยชินกับการถูกตีด้วยเข็มขัดหนังที่มือ แต่ใช่ว่าคุ้นชินแล้วจะทำให้ความกลัวและความเจ็บปวดของเขาลดลง

มือเล็กแต่แข็งแรงราวกับคีมของแม่บังคับดึงมือของครีเดนซ์ให้ยื่นออกมาด้านหน้า ก่อนจะฟาดปลายเข็มขัดลงบนฝ่ามือของเขาอย่างแรง ซ้ำลงไปบนรอยแผลเก่าอย่างจงใจ เด็กชายสะดุ้งสุดตัวด้วยความเจ็บ เสียงสะอื้นหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หลั่งรินลงมา ทว่าไม่ใช่เพียงเพราะความเจ็บที่มือ แต่เป็นเพราะความรู้สึกเจ็บปวดและอึดอัดภายใน

เสียงสะอื้นยิ่งกลั้นยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อแม่ฟาดเข็มขัดหนังลงที่มือของเขาซ้ำไปซ้ำมา มือของเขาแสบไปหมดจนเริ่มชา แต่น่าเสียดายที่จิตใจของเขาไม่อาจด้านชาเหมือนกับมือ ใจของเขาเจ็บปวดรวดร้าว เขาก็แค่อยากให้ใบปลิวหมดไปจะได้กลับมาที่โบสถ์เร็ว ๆ ครีเดนซ์กลัวผู้คน เขาไม่กล้าสบดวงตาของผู้คนตามถนน เพราะสายตาที่มองลงมายังเขาล้วนมีแต่ความสมเพช สงสาร และความรังเกียจเดียดฉันท์ หรือไม่ก็เพิกเฉยไปเสีย เหมือนเขาไม่มีตัวตน เด็กชายอึดอัดใจเสมอเมื่อถูกสั่งให้ไปแจกใบปลิว เขาจึงแอบเอาไปทิ้งในถังขยะซึ่งห่างไกลจากโบสถ์ทุกครั้ง แต่วันนี้เขาโชคร้ายที่ถูกแม่จับได้

ครีเดนซ์พยายามอธิบาย แต่แม่ไม่ฟังเขา ความจริงแล้วแม่ไม่เคยฟังเขาเลย สำหรับแม่แล้ว เขาเป็นเด็กโง่ ไม่ได้เรื่อง สั่งสอนเท่าไรก็ไม่เคยจำ ต้องลงโทษเพื่อจะให้เขาหลาบจำ

ครีเดนซ์ก็เคยคิดว่าตัวเขาเองเป็นแบบนั้น เคยคิดว่า ดีเท่าไรแล้วที่แม่ยังเก็บไอ้โง่อย่างเขาไว้ ไม่ทิ้งให้กลายเป็นเด็กเร่ร่อนข้างถนน หรือจับส่งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายและอดอยาก เขาเคยคิดว่า ลึก ๆ แล้วแม่ก็รักเขา รักในแบบของแม่

แต่เขาคิดผิด แม่ไม่เคยรักเขาเลย ไม่เคยเลย

“แม่…”

เสียงสั่นเครือของเด็กชายอ้อนวอน หวังให้ผู้เป็นมารดาใจอ่อน ทว่าใบหน้างดงามแต่เย็นชาดุจรูปสลักของแมรี ลูกลับบิดเบี้ยวด้วยความกราดเกรี้ยวและเกลียดชัง

“ฉันไม่ใช่แม่แก! แม่ของแกเป็นผู้หญิงร้ายกาจและวิกลจริต!”

….

ครีเดนซ์สะดุ้งตื่นขึ้น ชายหนุ่มหายใจหอบอย่างรุนแรงขณะเงยหน้ามองหลังคาผ้าใบอันว่างเปล่าด้านบน ดวงตาสีเข้มที่เต็มไปด้วยความสับสนเหม่อมองพื้นที่ว่างเปล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เขานอนอยู่ในเต้นท์ในกระเป๋าของนิวท์

ความโล่งอกค่อย ๆ ลูบไล้ร่างที่เกร็งด้วยความตระหนกให้ผ่อนคลายลง แต่ชายหนุ่มตาสว่างเกินกว่าจะหลับต่อได้ เขาค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มที่กองตกอยู่กับพื้นขึ้นมาไว้บนเตียงสนาม ก่อนจะลุกขึ้นแหวกประตูผ้าใบของเต้นท์ขนาดย่อมออกไป

ด้านนอกเต้นท์เป็นลานเปิดโล่งเล็ก ๆ ที่มองออกไปเห็นทิวป่าไผ่อยู่ไม่ไกล ครีเดนซ์เงยหน้าขึ้น เห็นท้องฟ้ายามราตรีที่จำลองให้เหมือนกับท้องฟ้าของจริงด้านนอก มองดวงดาวดารดาดเต็มท้องฟ้าแล้วก็รู้สึกทึ่งเหมือนกับครั้งแรกที่เห็นดินแดนในกระเป๋า อดคิดไม่ได้ว่านิวท์เป็นพ่อมดที่ทรงพลังและเก่งกาจมาก

ครีเดนซ์เจอนิวท์บนเรือโดยสารที่จะไปยังเมืองเซาแธมตัน… ที่จริงเขาเองที่สะกดรอยตามนิวท์มา เขาต้องการความช่วยเหลือ และนิวท์เป็นคนเดียวที่เคยเจอเด็กผู้หญิงซึ่งมีปัญหาเหมือนกับเขา นิวท์เป็นความหวังเดียวของเขา เป็นคนเดียวที่จะช่วยเขาได้ ดังนั้นเขาจึงแอบตามนิวท์ขึ้นเรือ ใช้เงินที่แม่… ผู้หญิงคนนั้น… ซ่อนไว้ในกล่องไม้เล็ก ๆ ใต้หมอนเป็นค่าตั๋วโดยสาร โชคดีที่ทุกคนคิดว่าเขาตายไปแล้ว ครีเดนซ์จึงขึ้นเรือมาได้โดยไม่มีใครมาดักจับอย่างที่เขานึกกลัว แต่ความกลัวพลังภายในตัวมีมากกว่าความกลัวว่าจะโดนจับ ทำให้ครีเดนซ์กล้าขึ้นเรือมาเผชิญหน้ากับนิวท์ สคามันเดอร์ ขอร้องให้ชายหนุ่มช่วยเขา แลกกับการที่เขาจะยอมทำทุกอย่างที่นิวท์ต้องการ

ครีเดนซ์ผู้ไม่เคยได้รับสิ่งใดมาโดยไม่ต้องทำอะไรตอบแทนเสนอไปแบบนั้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน พลางก้มหน้ามองพื้นเคบินห้องพัก ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองนิวท์ซึ่งนั่งอยู่บนเตียงตรงหน้าเขา นักสัตว์วิเศษหนุ่มเรียกชื่อครีเดนซ์อย่างอ่อนโยน ครีเดนซ์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง พ่อมดหนุ่มยิ้มบางให้เขา ก่อนจะตอบรับว่า ได้สิ เขาจะช่วย แลกกับการที่ครีเดนซ์จะช่วยดูแลสัตว์วิเศษในกระเป๋าของเขา ตกลงไหม

ทันทีที่ครีเดนซ์พยักหน้ารับ นิวท์ก็ร่ายคาถาล็อกกุญแจประตูห้องพัก ก่อนจะเปิดกระเป๋า พาเขาเข้ามา และค่อย ๆ อวดสมาชิกทุกตัวให้ครีเดนซ์รู้จักอย่างร่าเริง บอกทุกตัวว่า ครีเดนซ์เป็นเพื่อนใหม่ จะมาช่วยดูแลทุกตัวตั้งแต่วันนี้ไป จากนั้นก็ตั้งเต้นท์ในลานโล่งใกล้ ๆ ห้องทำงานที่ดูเหมือนโรงนา นำเตียงสนามและหมอนผ้าห่มมาใส่ไว้ในเต้นท์ บอกว่ายกให้เป็นบ้านของเขา

ครีเดนซ์อยู่ในกระเป๋าของนิวท์มาสามสัปดาห์แล้ว เริ่มคุ้นชินกับชีวิตในกระเป๋า สนิทกับสัตว์วิเศษบางตัวอย่าง ดูกัล ที่ช่วงสี่ห้าวันแรกมาคลุกอยู่ในเต้นท์เพื่อดูแลเขาบ่อย ๆ ราวกับเขาเป็นออคคามี่เกิดใหม่ แต่ตอนนี้เขาช่วยดูกัลดูแลป้อนอาหารให้บรรดาออคคามี่น้อยได้แล้ว เขายังค่อนข้างชอบเจ้าแมลงขี้วัวยักษ์ที่คอยเก็บมูลของสัตว์ต่าง ๆ มากลิ้งเป็นลูกกลม ๆ นิวท์นำมูลสัตว์พวกนี้มาทำปุ๋ยใส่ต้นไม้ เขาชอบเล่นกับลูก ๆ ของแกรปฮอร์น แม้จะยังรู้สึกกลัว ๆ พ่อแม่ของพวกมันอยู่บ้าง เขาจำชื่อโบวทรัลเกิลทุกตัวได้ พวกนกดิริคอว์ลที่หายตัวไปมาได้ก็น่ารักและตลกดี พวกมูนคาล์ฟก็เป็นมิตรมาก แม้จะไม่ค่อยทำอะไรนอกจากมองดวงจันทร์เกือบทั้งคืนก็ตาม

สัตว์วิเศษที่นิวท์ไม่อยากให้เขาเข้าใกล้คือนันดุตัวที่คล้าย ๆ เสือดาว แต่คำรามจนแผงคอพองออกมาเหมือนปลาปักเป้าได้ เมิร์ตแลปที่คล้าย ๆ หมูมีดอกไม้ทะเลอยู่บนหลัง เพราะมันจ้องจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้ และนิฟเฟลอร์ ที่นิวท์พูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูว่า ให้ระวังมันขโมยของแวววาว

นิฟเฟลอร์ในยามปกติก็น่ารักและยอมให้เขาลูบขนตอนให้อาหาร แต่ก็แอบย่องมาขโมยของตอนเขานอนหลับอยู่ในเต้นท์สองครั้ง เขาเคยเจอมันพยายามแกะหัวเข็มขัดของเขาครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งเป็นตอนที่มันพยายามจะขโมยสร้อยจากกล่องไม้ของเขา สร้อยที่คุณเกรฟส์ให้เขามา… สร้อยที่กรินเดลวัลด์ให้เขามา

ครีเดนซ์ยังเก็บมันไว้ เขาไม่แน่ใจว่าทำไมถึงอยากเก็บไว้ แต่ก็ทิ้งไปไม่ลง ถึงแม้นิวท์จะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังว่า คุณเกรฟส์นั้นแท้จริงคือเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ปลอมตัวมา กรินเดลวัลด์ต้องการทำสงครามกับมักเกิ้ล เหล่าผู้คนที่ไม่มีเวทมนตร์ เพื่อที่ผู้วิเศษจะได้เป็นใหญ่และไม่ต้องหลบซ่อนตัวจากมักเกิ้ลอีกต่อไป

นิวท์ยังเล่าต่อไปว่า กรินเดลวัลด์นั้นสังหารพ่อมดแม่มดและมักเกิ้ลมานับไม่ถ้วนเพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง ตอนนี้จึงถูกจับขังอยู่ในความดูแลของสภาเวทมนตร์แห่งอเมริกา

ครีเดนซ์ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เขารู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองโง่จนโดนหลอกใช้ คุณเกรฟส์… กรินเดลวัลด์ เป็นความหวังเดียวของเขาที่จะหลุดพ้นจากโบสถ์แห่งชนซาเล็มที่สองได้ เขายังจำได้ถึงตอนที่ตัวเองรู้ว่าผู้วิเศษมีอยู่จริง ตอนที่ทีน่ามาช่วยเขาจากความกราดเกรี้ยวของแม่

วันนั้นเองที่ครีเดนซ์เจอกับคุณเกรฟส์ครั้งแรก เขามาช่วยทีน่าและพ่อมดแม่มดลบความจำผู้ที่เห็นเหตุการณ์ตอนนั้นทั้งหมด คุณเกรฟส์ที่ควรจะลบความทรงจำของเขา กลับแอบกระซิบบอกถึงชื่อร้านอาหารแห่งหนึ่งและเวลานัดพบ ครีเดนซ์ที่ถึงจะหวาดกลัวแต่ก็อยากรู้อยากเห็นจึงแอบไปตามนัด คุณเกรฟส์เลี้ยงอาหารเขา ก่อนจะวาดมือผ่านดอกคาร์เนชั่นที่ประดับอยู่บนให้แปรเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีแดงสวยสด เขาจำได้ว่าตัวเองจ้องดอกไม้สีแดงนั้นอย่างตื่นตะลึงและหลงใหล เขาอยากใช้เวทมนตร์ได้ หากเขาใช้เวทมนตร์ได้ บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ อาจจะทำให้เขากล้าหาญขึ้น บางทีอาจจะสั่งให้คนรอบข้างไม่มองเขาเป็นไอ้โง่น่าสมเพชอีกต่อไป

คุณเกรฟส์ว่า เขาดูออกตั้งแต่แรกว่าครีเดนซ์เป็นพวกเดียวกับตน ว่าชายหนุ่มมีเวทมนตร์อยู่ในตัว แต่แค่ขาดการฝึกฝนจึงไม่สามารถใช้ได้ คุณเกรฟส์ว่า เขาสอนครีเดนซ์ได้ แต่เขาต้องการให้ครีเดนซ์ช่วยเช่นกัน ช่วยตามหาเด็กที่มีเวทมนตร์เหมือนกัน เพื่อช่วยเหลือเด็กคนนั้น จากนั้นพวกเขาจะช่วยกันเปิดเผยต่อโลกว่าเวทมนตร์มีอยู่จริง จะไม่มีเด็กผู้วิเศษคนไหนถูกทำร้ายเหมือนที่แม่… แมรี ลู… ทำกับเขา

ครีเดนซ์ระแวง แต่ก็คิดว่านี่เป็นโอกาสเดียวของเขา โอกาสที่จะเป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ โอกาสที่จะหลุดพ้นจากสายตาเหยียดหยามดูแคลนและอารมณ์โกรธเกรี้ยวของแม่ โอกาสที่จะเป็นอิสระ

ชายหนุ่มจึงตอบตกลง

นั่นเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา ซึ่งในที่สุดก็พาเขามาอยู่ตรงนี้ ในกระเป๋าที่เต็มไปด้วยสัตว์วิเศษในสถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเวทมนตร์ ครีเดนซ์คิดว่าถึงเขาจะโง่ที่ถูกหลอกใช้ แต่ก็ดีแล้วที่เขาตัดสินใจแบบนั้น แม้จะไม่ราบรื่น ไม่เป็นอย่างที่หวังไว้ และทำให้แม่… แมรี ลู และแชสทีตีต้องตาย… สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดคือเรื่องนี้เอง เขาทำให้น้องสาวคนหนึ่งตาย และอีกคนหนึ่งหายตัวไป นิวท์บอกว่าพวกเขาค้นหาตัวโมเดสตีไปทั่วแล้ว แต่เธอหายไปอย่างไร้ร่องรอย นิวท์ปลอบเขาว่าเขาจะส่งนกฮูกถึงทีน่า หากเจอตัวโมเดสตีเมื่อไร ทีน่าจะส่งข่าวมา แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเจอน้องสาวของเขา

โมเดสตีอาจจะเป็นคนเดียวในโบสถ์ที่รักและเป็นห่วงเขาจากใจจริง ครีเดนซ์เองก็รักน้องสาว เธอเพิ่งอายุแปดขวบ แต่เขาก็รู้ว่าเธอกล้าหาญและเข้มแข็งกว่าเขามาก เขาหวังว่าเธอจะไม่เป็นไร เขาเสียใจจริง ๆ ที่ทำให้เธอหวาดกลัว เสียใจที่พรากบ้านและครอบครัวของเธอไป แม้แมรี ลูจะไม่ได้ดีกับเขา แต่เธอค่อนข้างดีกับแชสทีตีและโมเดสตี แชสทีตี…. เขาเสียใจที่ทำให้เธอตาย เธอไม่ควรจากไปแบบนั้น ถึงเธอจะไม่เคยช่วยหรือแสดงความเป็นห่วงเวลาที่เขาถูกลงโทษ แม้เธอจะมองเขาเหมือนคนโง่ แต่เธอก็ไม่ควรตายอยู่ดี เธอก็แค่ทำทุกอย่างตามแมรี ลูเท่านั้น แชสทีตีแค่อยากให้แมรี ลูรักเธอ เช่นเดียวกันกับเขาที่อยากให้แมรี ลูรัก ต่างกันตรงที่แชสทีตียังได้รับความเมตตาจากผู้หญิงคนนั้นบ้าง ในขณะที่ครีเดนซ์ไม่เคยได้รับเลย… ไม่เคยเลย…

บางครั้งครีเดนซ์ก็นึกเสียใจที่ทำให้ผู้หญิงคนนั้นตาย คืนแล้วคืนเล่าที่เขาฝันถึงเหตุการณ์ในตอนนั้น ตอนที่เขา… ฆ่าแม่… แม้เขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็เป็นเขาเองที่ลงมือฆ่าแม่ เป็นเขาเอง เขามันชั่วร้ายน่ารังเกียจที่ฆ่าได้กระทั่งคนที่ตัวเองเรียกว่าแม่ และทำให้น้องสาวต้องตาย… แต่บางครั้งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นสมควรตายแล้ว คนโหดร้ายแบบนั้นตายไปเสียได้ก็ดีแล้ว…

ครีเดนซ์นึกเกลียดตัวเองเสมอที่คิดแบบนั้น อดคิดไม่ได้ว่า เขามันชั่วร้ายจริง ๆ แทบไม่ต่างจากคนที่ทำร้ายเขาเลย ครีเดนซ์ไม่อยากชั่วร้าย เขาอยากเป็นคนดี เป็นคนที่วิเศษอย่างนิวท์ อย่างทีน่า เขาไม่อยากเป็นเหมือนแมรี ลูหรือกรินเดลวัลด์ หรือชายนักการเมืองคนนั้นที่ว่าเขาเป็นตัวประหลาด ว่าเขาเป็นขยะไร้ค่า แต่ว่า ครีเดนซ์ก็ยังคิดว่า แม่สมควรตายแล้ว ชายนักการเมืองคนนั้นก็สมควรตายแล้ว และกรินเดลวัลด์คนที่หลอกใช้เขาก็สมควรจะต้องตายเช่นกัน

เขาไม่อยากคิดแบบนั้น แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามควบคุมอารมณ์ที่ก่อตัวคุกกรุ่นขึ้นในอก นิวท์ยังไม่ได้นำสิ่งที่อยู่ภายในตัวของเขาออกไป ครีเดนซ์บอกนิวท์ว่าเขาอยากเรียนเวทมนตร์ เขาอยากใช้เวทมนตร์ได้ นิวท์จึงยังไม่ลงมือแยกสิ่งนั้นออกมา เพราะไม่มั่นใจว่าหากแยกออกมาแล้วครีเดนซ์จะยังใช้เวทมนตร์ได้หรือไม่ นิวท์ว่าทันทีที่ถึงอังกฤษ เขาจะพาครีเดนซ์ไปพบกับดัมเบิลดอร์ พ่อมดที่ยิ่งใหญ่และเก่งกาจที่สุดในยุคนี้ นิวท์มั่นใจว่าดัมเบิลดอร์คงหาทางช่วยครีเดนซ์ได้แน่นอน ระหว่างนี้ นิวท์ให้เขาฝึกควบคุมอารมณ์ นิวท์ว่าอ็อบสกูรัสเป็นเหมือนกาฝาก มันจะระเบิดออกมาต่อเมื่อครีเดนซ์สูญเสียการควบคุมอารมณ์เท่านั้น ตอนที่เขารู้สึกบางอย่างมาก ๆ เช่น โกรธหรือกลัว เพราะงั้นถ้าครีเดนซ์ควบคุมอารมณ์ให้นิ่งได้ มันจะไม่ปรากฏออกมา

ครีเดนซ์พยายามฝึกควบคุมอารมณ์ตัวเองอยู่ แต่ในช่วงแรก ๆ ก็ยากมาก เพราะเขาฝันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทุกคืน นิวท์ต้องคอยเฝ้าเขาอยู่หลายคืน เพื่อกล่อมให้เขาสงบเมื่อเจ้าสิ่งในตัวเขาทำท่าจะระเบิดออกมา ครีเดนซ์ค้นพบว่าการช่วยนิวท์ดูแลสัตว์วิเศษทำให้เขาสงบลง และควบคุมอารมณ์ได้ง่ายขึ้น เมื่อเขาพูดเรื่องนี้ให้นิวท์ฟัง นักสัตว์วิเศษวิทยาเห็นด้วยกับเขา เขาว่าดีแล้วที่ครีเดนซ์มาอยู่กับเขา เขาพูดตามตรงว่าไม่เคยเห็นใครควบคุมอ็อบสกูรัสในตัวได้เลย ครีเดนซ์เป็นคนแรกที่ดูเหมือนจะเริ่มคุมมันได้แล้ว

ครีเดนซ์อดคิดไม่ได้ว่า หากเขาควบคุมมันได้แล้ว เขาก็ไม่ต้องกลัวใครอีกต่อไป บางทีเขาอาจจะใช้มันเพื่อปกป้องตัวเองได้ เขาไม่ได้พูดความคิดนี้กับนิวท์ แต่ดูเหมือนนิวท์จะรู้ว่าเขาคิดอะไร เพราะชายหนุ่มเสริมขึ้นมาว่า แต่ถึงอย่างไรเจ้าสิ่งนี้ก็ต้องถูกกำจัดออกไป เก็บเอาไว้ไม่ได้ เพราะมันจะกัดกินเจ้าของร่างจนถึงแก่ชีวิต

ครีเดนซ์พยักหน้ารับ แม้ในใจจะคิดว่า หากแยกอ็อบสกูรัสออกไปแล้ว แล้วเขาต้องกลายเป็นคนไม่มีเวทมนตร์ เขาก็อยากให้เก็บมันไว้โดยที่เขาใช้เวทมนตร์ได้ดีกว่า

แม้จะรู้สึกผิดต่อนิวท์ที่คอยให้ความช่วยเหลือเขา แต่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองใช้เวทมนตร์ได้ ถ้าการเก็บอ็อบสกูรัสไว้ในตัวจะทำให้เขามีพลัง เขาก็จะทำ

เขาไม่อยากกลับไปเป็นคนอ่อนแออีกแล้ว

….

ตอนแรกว่าจะลงใน FB Weekly ในหัวข้อ Wish แต่ว่า เขียนไปเขียนมาชักไม่เข้ากับหัวข้อ ก็เลยลงแยกดีกว่าค่ะ

นี่เป็นเพียงมุมมองเขาเราที่มีต่อครีเดนซ์นะคะ คิดว่าน้องน่าจะคิดแบบนี้ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่า เอ ครีเดนซ์ไม่น่าคิดแบบนี้นะ ก็คุยกันได้ค่ะ เราอยากรู้มุมมองอื่น ๆ เหมือนกันค่ะ ชอบเวลามีคนมาถกด้วยเรื่องความคิดตัวละครค่ะ ^^

[JacobQueenie] Exception

Exception

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them

Genre: One Shot, Romantic

Paring: #JacobQueenie

#FB_Weekly W11: Wordstuck “Equanimity”

 

Equanimity (n.) mental calmness, composure, and evenness of temper, especially in a difficult  situation [ความเยือกเย็นทางจิตใจ, ความสงบทางจิตใจ, และความสมดุลย์ทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก]

 

 

 

เธอไม่ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน ด้วยเหตุนี้ ควีนนี่ โกลด์สตีนจึงเลือกทำงานในสำนักงานออกใบอนุญาตพกพาไม้กายสิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ชั้นใต้ดินและแทบจะร้างผู้คน หากไม่นึกถึงข้อเสียที่ว่าที่นี่ไม่มีหน้าต่าง แออัดไปด้วยภูเขาเอกสารซึ่งไม่ค่อยสำคัญเท่าไรตั้งเป็นกองรอเวลาหมดอายุขัย มองข้ามฝุ่นผงที่เกาะบนยอดภูเขาเหล่านั้นไป และไขหูให้ชินกับเสียงต๊อกแต๊กของพิมพ์ดีดเวทมนตร์ที่ทำงานตั้งแต่เข้าจรดค่ำอย่างขยันขันแข็ง ที่นี่ก็นับเป็นที่ทำงานที่ดีเลยทีเดียว สงบเงียบ ตัดขาดจากความวุ่นวายอย่างห้องโถงด้านบน แถมยังได้อยู่ใกล้ ๆ ทีน่าอีกด้วย

 

งานที่เธอทำก็ง่ายแสนง่าย แค่แจกจ่ายงานไม่ค่อยด่วนเท่าไรไว้บนโต๊ะของคนในแผนกตอนเช้าก่อนทุกคนจะมาถึง ชงกาแฟ และปัดกวาดทำความสะอาด เบื่อนักก็หยิบไหมพรมขึ้นมาถักผ้าพันคอ  บางครั้งก็ส่งยิ้มให้อาเบอร์นาธีผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบ้าง เพราะเขาชอบแอบมองเธอและหวังว่าเธอจะยิ้มให้ การยิ้มให้เขาดีใจบ้างก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงอะไร ถ้าเป็นสิ่งที่เธอทำได้ เธอก็จะทำให้ อย่างน้อยอาเบอร์นาธีก็ยังให้เกียรติเธอบ้าง ในขณะที่คนอื่น ถ้าไม่เห็นเธอเป็นแค่พนักงานระดับล่างที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ก็จะนึกดูแคลนเธอ ผู้ชายที่เข้ามาหาเธอส่วนใหญ่เป็นคนที่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงง่าย ๆ เมื่อเจอคนแบบนั้น เธอจะยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะหาข้ออ้างปลีกตัวออกมาอย่างนุ่มนวล หากเจอคนที่ตื้อนัก เธอจะขุดเอาความลับของเขาขึ้นมาและบอกพ่อมดคนนั้นว่า เธอจะไม่บอกใคร  หากเขายอมจากไปดี ๆ และไม่มาตามติดเธออีก

 

ไม่มีใครในมาคูซารู้ว่าเธอพินิจใจคนได้ยกเว้นมาดามพิกเคอรี่ เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างเธอ พี่สาว และประธานาธิปดีหญิง แค่สามคนเท่านั้น ที่จริงมาดามเคยเสนอตำแหน่งมือปราบมารให้ เพราะความสามารถพินิจใจของเธอเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน แต่เธอขอร้องว่าอยากเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ และขอทำงานในแผนกที่ไม่ค่อยมีคน เธอต้องการความสงบ ปลอดจากกระแสเสียงความคิดซึ่งเสมือนคลื่นซัดถาโถมกระหนำเข้ามาในหัวเธอตลอดเวลา แลกกับการที่เธอจะพินิจใจผู้ต้องหาปากแข็งให้ทุกเมื่อที่มาดามพิกเคอรี่ต้องการ

 

แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกมาดามเรื่องที่ว่าเธอสามารถสกัดใจได้ เธอจะไม่รับรู้ความคิดของผู้คนก็ได้ถ้าต้องการ แต่มันค่อนข้างเปลืองพลังงาน เพราะเธอพินิจใจคนได้โดยธรรมชาติ อะไรที่ฝืนธรรมชาตินั้นจะต้องใช้พลังงานมากเสมอ และไม่เคยส่งผลดีต่อใคร ดูอย่างเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารคนนั้น ต้องกลายเป็นออบสครูเรียล เพราะฝืนกดพลังเวทมนตร์ไว้ในตัว ถูกแม่เลี้ยงทารุณเพราะสิ่งที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง ถูกบังคับให้คิดว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นนั้นเป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งชั่วร้าย ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เขาเป็นก็แค่ไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้นเอง สิ่งที่เธอเป็นก็เช่นกัน

 

เธอเคยคิดว่าคนที่ยอมรับในสิ่งที่เธอเป็นคงจะมีแต่พี่สาวเท่านั้น ถึงบางครั้งทีน่าจะคิดว่าความสามารถของเธอน่ารำคาญ (ควีนนี่คิดว่า ถ้าเธอมีน้องสาวที่อ่านใจเธอได้ตลอดเวลา ก็คงรู้สึกยุ่งยากเหมือนกัน) แต่เธอไม่เคยโกรธทีน่าเลยสักครั้ง แม้จะอยากโกรธก็โกรธไม่ลง ทีน่าเป็นคนใจดีและซื่อตรง มักจะรู้สึกผิดและขอโทษเสมอถ้าตัวเองทำผิดพลาดหรือทำให้เธอเสียใจ เหนือสิ่งอื่นใด ควีนนี่รู้ว่าพี่รักเธอ การอยู่กับคนที่อ่านใจได้ตลอดเวลานั้นไม่ง่ายเลย แต่ทีน่าก็พยายามเพื่อจะได้อยู่กับเธอได้ พยายามดูแลเธอแทนพ่อแม่ และไม่เคยหวังสิ่งใดจากเธอเลย นอกจากอยากอยู่ด้วยกัน และดูแลกันและกันไปเรื่อย ๆ จนแก่เฒ่า ความกลัวอย่างเดียวของทีน่า คือ การถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว แต่ขณะเดียวกันก็เตรียมใจไว้แล้วว่า สักวันควีนนี่จะต้องแต่งงานออกเรือนไป

 

เธอมักจะหยอกทีน่าบ่อย ๆ ว่า จะรอจนกว่าพี่จะแต่งงาน มีคนมาดูแลแล้ว เธอจึงจะวางใจแต่งงานได้ ถึงควีนนี่จะพูดไปหัวเราะไป แต่เธอตั้งใจจะทำอย่างนั้นจริง ๆ ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่มีวันทิ้งให้พี่สาวอยู่คนเดียว

 

แต่ความตั้งใจนั้นเริ่มสั่นคลอนตอนที่เธอพบ เจคอบ โควัลสกี โนแมจผู้ที่มีความคิดใสซื่อบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอมา เขาไม่เหมือนใครที่เธอเคยเจอเลย เขาซื่อตรง มีแต่ความปรารถนาดีให้คนรอบข้าง และพอใจที่จะทำให้คนอื่นมีความสุข

 

หากเปรียบความคิดเป็นดั่งทะเล ทะเลของคนอื่นจะมีช่วงเวลาที่กราดเกรี้ยว พายุความคิดร้ายโหมกระหน่ำพัดพาความดีงามทุกอย่างให้จมลงสู่ก้นบึ้งอันมืดมิด แต่ทะเลของเจคอบนั้นสงบราบเรียบอยู่เสมอ มีเพียงระลอกคลื่นพัดเข้าฝั่งเบา ๆ หากช่วงใดที่เขารู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้อย่างตอนที่เจอกันครั้งแรก ก็จะเป็นคลื่นเอื่อย ๆ ดูอ่อนล้า แต่ก็มีความหวัง ยังเฝ้ารอให้วันใหม่มาถึง และหากเจอเรื่องไม่คาดฝัน อย่างตอนที่ถูกพวกเธอลากมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเวทมนตร์ แทนที่จะหวาดหวั่น เขากลับสงบนิ่งและเตรียมพร้อมที่จะรับมือทุกอย่าง ไม่ว่าจะสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม เขาก็พร้อมจะไปกับเธอ พร้อมจะปกป้องเธอ รวมไปถึงนิวท์และทีน่าด้วยถ้าทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาเพิ่งพบกับพวกเธอแค่วันเดียวเท่านั้นเอง

 

ตอนที่มาดามพิกเคอรี่บอกให้ลบความทรงจำของเจคอบ เธอนึกอยากคัดค้านขึ้นมา แต่ท่านหญิงแห่งมาคูซากลับย้ำชัดเจนว่า “ไม่มีข้อยกเว้น”

 

แต่เจคอบเป็นข้อยกเว้นสำหรับเธอ เป็นคนพิเศษที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น และเธอจะไม่ยอมปล่อยเขาไป จะไม่มีวันยอมให้เขาลืมเธอ

 

เธอจึงประทับร่องรอยเอาไว้ก่อนจากกัน เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ลืมเธอ

 

สองสัปดาห์ต่อมา เธอก็ไปเยือน่ร้านขนมปังเพื่อเตือนความจำเขา แน่นอนว่าเขาจำเธอได้ แม้จะยังเลือนรางราวกับความฝัน แต่เธอรู้ว่าเขาจะจำเรื่องทั้งหมดได้ในเร็ววัน และเธอก็มายืนอยู่ตรงหน้าเขา เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง เขาไม่ได้ฝันไป

 

จากนั้นเธอก็ไปที่ร้านทุกวัน ซื้อขนมปังมากินเองบ้าง ฝากทีน่าบ้าง ให้อาเบอร์นาธีบ้าง ช่วยไม่ได้ ก็เธออยากเจอเขานี่นา

 

ควีนนี่ชอบฟังความคิดน่ารัก ๆ ของเขา เช่น ตอนที่เธอแวะไปร้านขนมปัง เขาจะใส่ใจลูกค้าเสมอ คอยมองว่ามีใครต้องการความช่วยเหลือไหม คอยสังเกตว่าลูกค้าคนนี้ชอบกินขนมปังแบบไหน ถ้าเป็นขาประจำก็จะแถมให้บ้าง ไม่ก็ให้ลองชิมสูตรใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาก่อนใคร หากวันไหนหิมะตกและลูกค้าลืมพกร่มมา เขาจะรีบไปหาร่มมาให้ยืมเสมอ และทุกอย่างที่ทำไปนั้น เขาไม่ได้คิดว่าเป็นการบริการหรือหน้าที่ เขาทำเพราะอยากทำ เขาจะดีใจเมื่อเห็นคนรอบข้างมีความสุข

 

และเธอก็ชอบเห็นเขามีความสุข การได้เห็นเขาทำอะไรดี ๆ ให้ผู้คน ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจ การได้อยู่ข้างเขา ได้พูดคุยกับเขา ได้ยิ้มหัวเราะไปกับเขา ทำให้เธอสนุกสนาน ผ่อนคลาย และปลอดภัย เธอไม่กังวลเลยว่าจะมีความคิดอะไรของเขาที่จะทำให้เธอไม่สบายใจ เพราะเขาไม่เคยคิดอะไรที่ทำให้เธอไม่สบายใจเลยสักครั้ง และไม่เคยเลยที่จะนึกรำคาญการที่เธออ่านใจเขาได้

 

เจคอบเคยบอกไว้ในวันที่เจอกันครั้งแรกว่า เขารักที่เธออ่านใจเขาได้ ตอนนั้นเขาไม่ได้โกหก เขารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ไม่เคยมีใครสักคนนึกรักความสามารถในการพินิจใจของเธอเลย ไม่มีเลยสักคน แม้แต่ทีน่า ซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดโทษพี่สาวหรอก เธอเข้าใจดีว่าไม่มีใครชอบที่ถูกล่วงรู้ความคิด บางทีเธอก็ยังรู้สึกเกลียดที่ตัวเองมีความสามารถนี้ แต่เจคอบกลับรักมัน มุมมองที่เขามองเธอทำให้ควีนนี่รู้สึกเป็นคนพิเศษ เธอในสายตาของเขายังคงเป็นตัวเธอ แต่ว่าเป็นตัวเธอในแบบที่ดีที่สุด การที่เขามองเธอแบบนั้นกระตุ้นให้เธออยากจะเป็นตัวเธอในแบบที่ดีที่สุดเช่นกัน และเธอตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีวันทำให้เขาผิดหวัง

 

ใกล้จะถึงคริสต์มาสแล้ว ควีนนี่กำลังตัดถุงมือหนา ๆ สำหรับอบขนมปังและผ้ากันเปื้อนให้เจคอบ ทีแรกเธออยากถักผ้าพันคอให้เขา แต่เจคอบไม่ค่อยออกไปไหน เขาชอบอยู่ที่ร้าน คิดค้นขนมปังสูตรใหม่ ๆ อบขนม ทำอาหาร เธออยากให้ของขวัญของเธออยู่ใกล้ตัวเขาตลอดเวลา จึงเลือกตัดถุงมือกันร้อนกับผ้ากันเปื้อนแทนที่จะเป็นผ้าพันคอซึ่งใช้ได้แค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เธอเลือกผ้าสีครีมมาตัดถุงมือและผ้ากันเปื้อน ปักอักษร J.K. ชื่อย่อของเขาด้วยไหมสีน้ำตาลเฮเซลนัตไว้ตรงหน้าอกด้านซ้ายและบริเวณข้อมือด้านในของถุงมือข้างขวา ควีนนี่อยากเล่นลวดลายมากกว่านี้ แต่ก็เกรงว่าเจคอบจะไม่กล้าใช้ จึงตั้งใจให้ดูเรียบง่ายแต่อบอุ่น เหมือนบุคลิกของเขา ผ้าสีครีมนุ่มนวลอาจจะเปรอะเปื้อนง่ายไปนิด แต่ไม่เป็นไร ไว้เธอทำให้เขาใหม่ทุกปีเลยก็ได้

 

ควีนนี่ตัดสินใจแล้วว่า หากทีน่าลงเอยกับพ่อมดหนุ่มอังกฤษคนนั้นเมื่อใด เธอจะแต่งงานกับเจคอบ เขากับเธอปรึกษากันเรื่องนี้แล้ว เธอไม่สนใจกฎบ้าบอที่กีดกันผู้วิเศษกับโนแมจหรอก และจะไม่อยู่อย่างหลบซ่อนด้วย ไม่จำเป็นต้องซ่อน เขากับเธอจะพิสูจน์ให้ผู้วิเศษในนิวยอร์กเห็นเองว่า ถึงจะเป็นผู้วิเศษกับโนแมจก็สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

ช่วงแรกเธอก็รู้สึกพรั่นพรึงกับความคิดนี้ แต่นี่เป็นทางที่ดีที่สุดที่เขากับเธอจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ต้องหลบซ่อน หากสถานการณ์บีบคั้นนัก ทั้งสองจะย้ายไปอยู่แถบยุโรป ที่ซึ่งไม่มีกฎหมายกีดกัน เจคอบอาจต้องทิ้งร้านขนมปังที่เขารักไป ควีนนี่ปวดใจเมื่อนึกว่าเขาต้องเศร้ามากแน่ ๆ แต่เจคอบบอกว่าเขาตั้งร้านใหม่ที่ไหนก็ได้ เจคอบมองโลกในแง่ดี ขยันขันแข็ง และรักการอบขนมมาก ๆ เมื่อคนเรารักสิ่งใดมาก ๆ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนหรือตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากขนาดไหน ก็จะหาทางทำสิ่งที่รักจนได้

 

เจคอบยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่กับเธอ เธอเองก็จะทำแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายขนาดไหน เธอเชื่อว่าหากเขาอยู่กับเธอ ทั้งสองจะหาวิธีผ่านมันไปด้วยกันได้

 

ตราบใดที่ยังมีเขา เธอรู้สึกว่าเธอจะไม่เป็นไร

 

และเธอรู้ว่าเขาก็รู้สึกเหมือนกันกับเธอ

 

. . . . . . . . . .End and then begin. . . . . . . . . .

 

เรื่องนี้เขียนจากมุมมองที่เรามีต่อควีนนี่และเจคอบนะคะ คิดว่าทั้งสองคนเป็นคนที่น่ารักมาก ๆๆๆๆ และเราก็ชอบความรักของทั้งคู่มาก ๆ เลยค่ะ ที่อยากเขียนเรื่องของทั้งคู่ในหัวข้อนี้ เพราะคิดว่าเจคอบเป็นความสงบใจของควีนนี่ที่ต้องเผชิญกับกระแสความคิดของผู้คนในทุกวัน หากมีจุดไหนที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ อยากแลกเปลี่ยนความคิด หรืออยากสครีมคู่นี้ ก็มาคุยกันเถอะค่ะ เราก็อยากสครีมด้วยเหมือนกัน 5555

Live Happily Ever After

Live Happily Ever After

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them

#NiffNewt

Genre: One Shot, Romantic, Drama

แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมที่ทาง @FBweekly จัดขึ้นทางทวิตเตอร์ค่ะ

หัวข้อ Fairytales

 

::

 

“…และแล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไปตลอดกาล”

 

เสียงนุ่มนวลของนิวท์เอ่ยฉากจบเทพนิยายยอดนิยมของมักเกิ้ล ดังลอดผ่านช่องว่างกระหว่างตัวกระเป๋าและฝาปิดที่มันแอบเปิดแง้มไว้

 

นิฟเฟลอร์แอบฟังนิวท์อ่านนิทานให้ลูกชายเหมือนเช่นทุกคืน แม้นิวท์จะเล่านิทานซ้ำ ๆ วนอยู่ไม่กี่เรื่องก็ตาม อย่างเรื่องที่เพิ่งเล่าจบไป… ถ้ามันจำไม่ผิด น่าจะชื่อเรื่องซินเดอเอลล่าหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ เกี่ยวกับเด็กสาวที่ถูกแม่เลี้ยงใช้งานยิ่งกว่าเอลฟ์ประจำบ้าน และมีพวกนกพวกหนูคอยช่วยงานบ้าน มันสงสัยวานิวท์คงชอบเรื่องนี้เพราะเด็กสาวคนนั้นอ่อนโยนและเห็นพวกนกพวกหนูเป็นเพื่อนเธอ

 

เปล่าหรอก มันไม่ได้มาแอบฟังนิทาน มันไม่ได้ชอบฟังนิทาน มันแค่อยากได้ยินเสียงพ่อมดที่เพิ่งเป็นคุณพ่อหมาด ๆ เอ่ยคำว่า

 

“ราตรีสวัสดิ์นะ สุดที่รักของพ่อ”

 

ใช่ นั่นแหละที่มันอยากได้ยิน

 

“ราตรีสวัสดิ์นะ สุดที่รักของแม่”

 

เสียงของทีน่าดังตามมา มันได้ยินเสียงทั้งสองกระซิบราตรีสวัสดิ์แก่กัน ได้ยินเสียงพลิกตัวและจัดผ้าห่ม แล้วแสงไฟที่ลอดผ่านช่องว่างระหว่างกระเป๋าก็ดับลง

 

ราตรีสวัสดิ์นะนิวท์

 

นิฟเฟลอร์ค่อย ๆ ปิดฝากระเป๋า ก่อนจะค่อย ๆ เดินกลับไปที่รังของมัน ค่อย ๆ หย่อนตัวลงบนกองทองเกลเลียน เครื่องประดับ และอัญมณี ซึ่งเปล่งประกายแวววาวท่ามกลางความมืด รู้สึกเป็นสุขขณะขดตัวอยู่ท่ามกลางโลหะแวววาวซึ่งเย็นเชียบ พลางนึกถึงตอนจบของนิทานที่นิวท์เล่า

 

…และแล้วเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไปตลอดกาล

 

ถ้าให้เทียบกับตัวละครในนิทาน นิวท์คงเป็นเจ้าหญิงที่อ่อนโยน ใจดี และคิดว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อน ส่วนทีน่าคงเป็นเจ้าชายที่นิวท์ใฝ่หามาตลอด

 

มันดีใจที่นิวท์มีความสุข และมันก็ชอบทีน่า

 

มันหวังว่าทั้งนิวท์ ทีน่า และลูกชายของพวกเขาจะอยู่อย่างมีความสุขไปตลอดกาล

 

ถ้าให้เทียบกับตัวละครในนิทาน มันคงเป็นหนึ่งในพวกนกหนูที่คอยช่วยงานนิวท์… ถึงแม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากคอยมองหาของเป็นประกายเพื่อเอามาประดับรังก็เถอะ แต่มันคิดว่า มันช่วยให้นิวท์ได้เจอกับทีน่า ถ้ามันไม่หลุดออกไปตอนนั้น นิวท์ก็คงไม่ได้เจอทีน่า ไม่ใช่หรือ

 

จากนี้ไปมันจะเป็นอย่างไรต่อไปนะ ตอนจบของนิทานไม่ได้เอ่ยถึงพวกนกหนูด้วยสิว่า หลังจากเจ้าหญิงไปอยู่กับเจ้าชายแล้ว พวกมันมีชีวิตอย่างไร

 

แต่มันคิดว่า พวกนกหนูต้องมีความสุขตลอดไปแน่นอน เพราะเจ้าหญิงที่พวกมันรักมากมีความสุขตลอดไป พวกมันก็น่าจะมีความสุขตลอดไปเช่นกัน

 

มันนึกถึงร้านเครื่องประดับที่อยู่ตรงหัวมุม ถัดจากบ้านสคามันเดอร์ไปห้าร้อยก้าวนิฟเฟลอร์  ซึ่งแต่ก่อนมันชอบแวะไปเยี่ยมบ่อย ๆ พรุ่งนี้มันอาจจะไปอีก ไปหาสร้อยสวย ๆ มาประดับรังเพิ่มเติม ถึงแม้ช่วงหลังมากนี้มันจะไม่ค่อยมีแรงและไม่ว่องไวเท่าตอนหนุ่ม ๆ แต่มันคิดว่าอาจจะคว้ามาได้สักเส้นสองเส้น ก่อนที่เจ้าของร้านจะรู้ตัว

 

แล้วมันก็หลับไปด้วยใจที่เปี่ยมสุข มันฝันถึงพ่อเฒ่าดูกัลที่จากไปนานแล้วยืนอยู่ริมแม่น้ำสีทองเป็นประกายที่ไหลผ่านภูเขาซึ่งต้นไม้ออกผลเป็นอัญมณี พ่อเฒ่าอยู่กับออคคามี่ตัวเล็ก ๆ สองสามตัว ท่าทางมีความสุขดี มันนึกอยากอยู่ที่นี่กับพ่อเฒ่าและออคคามี่ แต่พ่อเฒ่าส่ายหน้าให้มัน ขนสีขาวเป็นประกายโบกไปมาอย่างเชื่องช้า

 

คงยังไม่ถึงเวลาของมัน

 

แต่สักวันหนึ่งมันจะมาอยู่ที่นี่กับพ่อเฒ่าดูกัลและออคคามี่น้อยทั้งหลาย

 

มันคงจะมีความสุขตลอดไป

 

:: and they  live happily  ever after ::

 

ทำไมเขียนไปปวดใจไปก็ไม่รู้ค่ะ

ถึงอย่างนั้นก็อยากเขียน

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

 

 

บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
#NiffNewt
Genre: เรื่อยเปื่อยและโรแมนติกนิด ๆ มั้ง

 

 

[ บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ฉบับที่ 1 เขียนใส่ม้วนกระดาษที่แอบไปขโมยจากห้องทำงานของนิวท์มา ]

29/10 /1925

 

วันนี้เป็นวันที่ห้าแล้วที่ฉันต้องติดอยู่ในสวนสัตว์นี่

 

เบื่อจนทนไม่ไหว จึงแอบย่องมาขโมยกระดาษและหมึกของเจ้าพ่อมดโง่เพื่อเขียนบันทึกแก้เบื่อ

 

อ้อ ลืมแนะนำตัวสินะ ฉันคือพ่อมดนักล่าขุมทรัพย์ เป็นแอนิเมจัส แปลงร่างเป็นนิฟเฟลอร์ได้ มีฉายาว่า Niffler the Treasure Hunter เป็นไง เท่ใช่ไหม

 

ฉันมาติดอยู่ในกระเป๋าที่เหมือนสวนสัตว์ขนาดย่อมนี้ เพราะโชคชะตาล้วน ๆ

 

วันหนึ่ง ขณะที่แปลงเป็นนิฟเฟลอร์ขุดหาสมบัติอย่างขยันขันแข็ง กลับถูกพวกก็อบลินไล่ตาม หาว่าฉันขโมยทองของพวกมัน! เหอะ! เจ้าพวกก็อบลินขี้ตู่! ทองที่ยังฝังอยู่ในผืนดินเป็นสมบัติที่พระเจ้าประทานมาให้ทุกคน ใครขุดเจอก่อนก็ได้ไปสิเฟ้ย! ถึงจะขุดเจอใต้เหมืองของพวกมันก็เถอะ แต่พวกมันขุดช้าเองนี่ ช่วยไม่ได้!

 

ตอนที่วิ่งทิ้งห่างพวกก็อบลินแล้ว ดันถูกพ่อมดประหลาดคนหนึ่งจับตัวไว้ได้ ข่วนมือมันไปหลายที แต่มันไม่ยอมปล่อย จนพวกก็อบลินไล่ตามทัน เจ้าพ่อมดประหลาดเจรจากับก็อบลิน จั๊กจี้พุงฉันจนทองคำหล่นลงมาจากกระเป๋าหน้าท้อง แล้วยกทองที่ฉันอุตส่าห์ลงแรงหามาทั้งวันให้พวกก็อบลินขี้ตู่จนหมด! แถมยังควักทองสามเกลเลียนซื้อตัวฉันมาอีก! โง่ชะมัด! นิฟเฟลอร์ราคาสามเกลเลียน! มันไม่มากไปหน่อยรึ เจ้าพ่อมดนี่ก็น่าจะมีเงินไม่มากด้วย ดูจากเสื้อผ้าปอน ๆ และกระเป๋าหนังเก่า ๆ แต่เมื่อพวกก็อบลินตอบตกลง ก็ยิ้มดีใจใหญ่ บอกว่าตัวเองเป็นนักสัตว์วิเศษวิทยา อยากได้นิฟเฟลอร์สักตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่แล้ว แถมยังบอกขอบคุณพวกก็อบลินมันอีก เจ้าโง่เอ้ย จับฉันได้เองแท้ ๆ แต่ยังโง่เสียทองเกลเลียนให้พวกก็อบลินอีก โง่จริง ๆ สมแล้วที่อยู่บ้านฮัฟเฟิลพัฟ

 

เจ้าพ่อมดโง่นั่นได้ตัวฉันมาแล้วก็พาเข้ามาในกระเป๋าที่เหมือนสวนสัตว์ขนาดย่อม วางฉันลงบนโต๊ะที่ห้องทำงาน ก่อนจะเสกคาถาทำความสะอาดขนให้ และ…ทำอะไรอีกหลายอย่างเพื่อตรวจหาโรค… ไม่อยากนึกถึงมันเลย เพราะงั้นจะข้ามไปละนะ

 

เมื่อตรวจโรคเสร็จ เจ้าพ่อมดประหลาดก็อุ้มฉันไปแนะนำตัวกับสัตว์วิเศษสองสามชนิด พวกโบวทรัคเกิ้ล มูนคาล์ฟ และเมิร์ตแลป ก่อนจะใช้คาถาเนรมิตเนินขึ้นมา หย่อนเมล็ดพันธุ์ที่มันอธิบายว่าอีกสิบห้าวันก็จะโตเป็นต้นไม้มีใบสีทองเป็นประกายอย่างที่นิฟเฟลอร์ชอบ แถมยังขุดโพรงและนำของเป็นประกาย จำพวกเหรียญ เปลือกหอยมุก และเครื่องประดับทำจากเงินมาฝังไว้ให้เสร็จสรรพ เล่นเอาอึ้งไปเลย เจ้าพ่อมดประหลาดคนนี้ลงทุนกับนิฟเฟลอร์ตัวหนึ่งขนาดนี้ แถมยังขอโทษขอโพยอีกว่าตอนนี้เขาไม่ค่อยมีเงิน ไว้ส่งต้นฉบับหนังสือเมื่อไรจะหาของแวววาวมาเพิ่มให้อีก

 

คนที่ลงทุนกับสัตว์วิเศษตัวหนึ่งขนาดนี้ ถ้าไม่โง่ก็สติไม่สมประกอบแน่นอน

 

ช่วงแรกก็คิดจะหนีอยู่หรอก แต่เจ้าพ่อมดบ้าคุยฟุ้งให้ฟังว่าจะเดินทางรอบโลก เสาะหาและศึกษาสัตว์วิเศษทุกชนิดบนโลกใบนี้เพื่อจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสัตว์วิเศษ

 

ฉันเองก็เคยฝันว่าอยากออกเดินทางเพื่อแสวงหาขุมทรัพย์จากทั่วโลกเช่นกัน

 

เป็นนิฟเฟลอร์ติดกระเป๋าเจ้าพ่อมดบ้าไปเที่ยวรอบโลกก็สะดวกดี มีที่พักพร้อมอาหารฟรีด้วย ถึงอาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกหัวมันกับผักก็เถอะ แต่ฉันก็เคยกินของที่แย่กว่านี้มาแล้ว จึงไม่มีปัญหา

 

เหมือนเจ้าพ่อมดบ้าจะลงกระเป๋ามาแล้ว เขียนเท่านี้ก่อนแล้วกัน

 

…..

 

[ บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ฉบับที่ 2 สลักลงในโพรงด้านในสุดด้วยเล็บกำกับคาถาคงทนถาวรพร้อมคาถาพรางตาไว้ ]

 

30/10/1925

เจ้าพ่อมดโง่บ่นว่าม้วนกระดาษหายไปหนึ่งม้วน มันนับม้วนกระดาษไว้ด้วยรึเนี่ย ละเอียดเกินไปแล้ว ที่จริงกระดาษก็แพงเอาเรื่องอยู่ เอาเถอะ ฉันเขียนลงในโพรงนี้แทนก็ได้

อยู่ในกระเป๋าของเจ้านี่สบายก็จริง แต่น่าเบื่อมากเลย เมิร์ตแลปไม่ค่อยเป็นมิตรเอาเสียเลย เคยลองยื่นมือไปผูกมิตรด้วยแล้ว มันแยกเขี้ยวแฟ่ใส่ พวกมูนคาล์ฟก็ตลกดีหรอก แต่ไม่ค่อยทำอะไรนอกจากมองดวงจันทร์จำลอง บันทึกของพ่อมดบ้าอธิบายไว้ว่ามูลสีเงินของพวกมันเป็นปุ๋ยบำรุงพืชอย่างดี (ฉันเห็นเจ้านั่นเอามาใส่ให้ต้นอ่อนที่อยู่เหนือโพรงฉันด้วย) ส่วนพวกโบวทรัคเกิ้ลหมกมุ่นกับการดูแลต้นไม้ของตัวเอง แถมยังยกกิ่งของมันขึ้นขู่ด้วยตอนที่เข้าไปใกล้ หวงต้นไม้อะไรขนาดนั้น! ฉันไม่สนใจพวกต้นไม้ใบหญ้าหรอก ไม่เห็นมีอะไรน่าดึงดูดเท่าทองกับอัญมณีเลย เว้นแต่จะตัดไปแลกทองคำได้น่ะนะ ได้ยินว่าพวกโบวทรัคเกิ้ลสะเดาะกุญแจได้ ถ้าเอาไปขายในตรอกน็อกเทิร์นน่าจะได้ราคาดีเหมือนกัน แต่ถ้าพวกวัชพืชนั่นหายไปสักตัว เจ้าพ่อมดบ้านั่นต้องตรอมใจตายแน่ ๆ แล้วฉันก็จะอดเที่ยวรอบโลก เพราะงั้นไม่ทำก็ได้

เจ้าพ่อมดบ้าบอกว่าพรุ่งนี้จะเข้าเมืองเพราะอาหารของเจ้าเมิร์ตแลปใกล้หมดแล้ว เยี่ยมเลย! พรุ่งนี้เป็นวันออลฮาโลอีฟ ฉันจะแอบออกไปดูแสงจากโคมฟักทอง! ถ้าโชคดีอาจจะได้กินโซลเค้กฟรีด้วย!

 

…..

 

*วัน All Hallows Eve คือ วันฮาโลวีนนั่นเอง แต่ก่อนเรียก All Hallows Eve หรือ All Saints Eve

**Soul Cake เค้กที่ทำไว้แจกเด็ก ๆ กับคนยากไร้ในคืนฮาโลว์อีฟ

…..

 

 

[ บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ฉบับที่ 3 เขียนใส่สมุดที่แอบไปซื้อมาเมื่อเช้าด้วยน้ำหมึกของนิวท์ ]

 

01/11/1925

เมื่อคืนฉันได้รู้ในสิ่งที่ไม่ได้อยากรู้เข้าเสียแล้ว

ฉันแอบออกจากกระเป๋าอย่างเงียบเชียบในช่วงย่างเข้าเที่ยงคืน ห้องพักซึ่งแทบไม่มีที่ให้เหวี่ยงตัวเนียเซิลว่างเปล่า เจ้าพ่อมดบ้าไม่อยู่ ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าเจ้านั่นคงไปฉลองคืนวันออลฮาโลว์อีฟที่ไหนสักแห่ง ฉันจึงคืนร่างเป็นคน จัดผ้าคลุมและผ้าพันคอกำมะหยี่ผืนโปรดให้เข้าที่ ก่อนจะรีบออกไปด้านนอกเพื่อร่วมสนุกกับผู้คน

ที่ถนนนอร์ธเกทหน้าโรงพักแรม เต็มไปด้วยฝูงชนที่ออกมาเดินขบวนเฉลิมฉลอง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทั้งผู้วิเศษและมักเกิ้ลต่างถือโคมฟักทองบ้างโคมหัวผักกาดบ้าง พากันเดินเตร็ดเตร่ไปตามทาง เคาะประตูตามบ้านเรือนและร้านรวง  ร้องขอโซลเค้กชิ้นเล็ก ๆ แลกเปลี่ยนกับการร้องเพลงอวยพรให้เจ้าของบ้าน ได้กลิ่นเทียนไขอบอวลปนกับกลิ่นฟักทอง กลิ่นหัวผักกาด และกลิ่นหอมหวานของโซลเค้กกับไวน์ ฉันแอบเสกโคมฟักทองขึ้นมาถือตอนที่ไม่มีใครมองอยู่  บอกไปรึยังว่า ฉันรักงานเทศกาลรองจากทองและอัญมณี โดยเฉพาะเทศกาลที่เต็มไปด้วยประกายแสงจากโคมฟักทองแบบนี้ งดงามราวกับสมบัติล้ำค่าเลยล่ะ

ตอนที่กำลังจะออกไปร่วมขบวน ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นเจ้าพ่อมดบ้ายืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่งซึ่งตั้งเยื้องไปทางซ้ายตรงถนนฝั่งตรงข้ามโรงพักแรม ก่อนจะเดินเข้าไป

แปลกมาก เพราะเจ้าพ่อมดบ้าไม่เคยดื่มให้เห็นเลยสักครั้ง ฉันจึงเดินตามเข้าไป

ร้านมังกรเขียวแห่งนั้นเป็นของพ่อมด คงร่ายคาถาพรางตาไว้ไม่ให้มักเกิ้ลเห็นร้าน ภายในตกแต่งเรียบง่ายด้วยไม้สีเข้มกับโปสเตอร์โฆษณาน้ำคิกคัก โฆษณาชีสของเมืองเชดด้า และแผนที่เมืองกลอสเตอร์

เจ้าพ่อมดบ้านั่งที่เคาน์เตอร์ เว้นที่นั่งสองข้างตัวไว้ ฉันจึงเข้าไปนั่งข้าง ๆ และสั่งเหล้ารัมน้ำผึ้งกับเอลฟ์ประจำบ้าน

เจ้าพ่อมดบ้าไม่แม้แต่จะเหลือบมองมา มันยกแก้ววิสกี้ไฟขึ้นดื่มเอาดื่มเอาจนหมดแก้ว ก่อนจะสั่งเพิ่มอีก หน้าขาว ๆ นั้นขึ้นสีแดงเข้ม แต่แววตาสีฟ้าน้ำทะเลกลับกระจ่างชัดราวกับวิสกี้ไฟแก้วนั้นช่วยเรียกสติกลับคืนมา เจ้าพ่อมดบ้าก้มลงมองรูปถ่ายของแม่มดสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งซึ่งส่งยิ้มบางให้เขา แต่แม้สาวในรูปจะยิ้ม ดวงตาสีเข้มของเธอก็ยังคงมีแววหม่นหมอง ราวกับท้องฟ้าที่มีเมฆฝน

ฉันจิบเหล้ารัมน้ำผึ้งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แสร้งทำเหมือนไม่ใส่ใจเท่าไรว่า คนรักของนายหรือ

เจ้าพ่อมดบ้าเหลือบตามามองฉันเพียงแค่ครู่เดียว ก่อนจะหันกลับไป เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดชั่วขณะ ตอนที่คิดว่าเจ้านั่นคงไม่ตอบคำถามแล้ว เจ้านั่นก็พูดขึ้นมาว่า เป็นเพื่อนสมัยเรียนอยู่ที่ฮอกวอตส์

เมื่อวิสกี้ไฟแก้วที่สองหมดลง เจ้าบ้านั่นก็กลายเป็นคนช่างพล่าม เจ้านั่นเล่าเรื่องเด็กสาวคนในรูปให้ฟัง ทั้งเรื่องที่ตัวเองแปลกแยก เรื่องที่มาพบกับเธอคนที่ชอบสัตว์วิเศษเหมือนกัน วีรกรรมต่าง ๆ ที่ทำด้วยกัน เท่าที่ฟังมาเจ้านั่นกับเด็กสาวก็แสบซนใช่ย่อย แต่สุดท้ายดูเหมือนทั้งคู่จะไม่ได้พบกันอีกตั้งแต่จบจากฮอกวอตส์

เพิ่งรู้ว่าเจ้าพ่อมดบ้าเป็นรุ่นพี่ฉันสี่ปี แต่ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยล่ะ แปลกจัง ทั้ง ๆ ที่เจ้าบ้านั่นก่อวีรกรรมไว้ขนาดนั้นแท้ ๆ แต่เรื่องที่ลือกันว่าเจ้าบ้านั่นเกือบทำให้เพื่อนนักเรียนตาย เมื่อได้ฟังจากปากเจ้าของเรื่องจริง ๆ แม้มันจะไม่ได้พูดออกมาตามตรง เพราะอยากปกป้องผู้หญิงคนนั้นก็เถอะ แต่ก็พอเดาได้ว่า มันรับผิดแทนสาวคนนั้น แล้วเกือบโดนไล่ออกแทน ถ้าดัมเบิลดอร์ไม่มาช่วยพูดให้ เหอะ! โง่ยิ่งกว่าโทรลล์เสียอีก แล้วยังต้องมาดื่มเหล้าพลางดูรูปสาวที่ไม่เคยเหลียวแลมันอีกเลยนับตั้งแต่ออกจากฮอกวอตส์มาเนี่ยนะ เสียเวลาชะมัด! พลอยทำให้ฉันเสียเวลาฟังมันนั่งพล่ามอีก! เวลาเป็นทองเกลเลียนนะเฟ้ย!

ขณะที่จะหาจังหวะขอตัวลุกหนี เจ้าพ่อมดโง่นั่นก็ดันฟุบหลับคาเคาน์เตอร์ เดือดร้อนฉันต้องมาแบกกลับที่พักอีก โชคดีที่เจ้านั่นตัวเบา เลยไม่ลำบากเท่าไร แต่เมื่อโยนเจ้านั่นลงบนเตียง มันกลับปรือตาขึ้นมา ละเมอเรียกชื่อสาวคนนั้น ก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าตัวฉันไปกอดแน่น พร่ำคำรักและเอ่ยขอให้อยู่ด้วยกัน เหอะ! เจ้านี่จะโง่ไปถึงไหน แค่ผู้หญิงคนเดียว หาเอาใหม่ก็ได้ หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วอะไรสักหน่อย มายึดติดอะไรกับผู้หญิงคนเดียว รู้สึกสมเพชความโง่งมของเจ้านี่ มันโง่จนน่าสงสาร จึงปล่อยให้มันกอดจนหลับไป ถึงค่อยปลีกตัวออกมา เสียเวลาเที่ยวไปตั้งหลายชั่วโมง แต่ช่างเถอะ ยังไงเจ้าพ่อมดโง่ที่ดื่มวิสกี้ไฟไปตั้งสามแก้วก็ยังไม่ตื่นเลย ขนาดฉันเที่ยวเล่นจนสาย ค่อยกลับลงกระเป๋ามานะ

ได้ยินเสียงตึงตังดังมาจากห้องทำงาน สงสัยเจ้าพ่อมดโง่จะตื่นแล้ว ดีมาก หากมาช้ากว่านี้อีกสักชั่วโมง เจ้าเมิร์ตแลปคงจะกินฉันเป็นอาหารแทนแล้ว

…..

 

[ บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ฉบับที่ 4 ]

 

07/11/1925

แอบอ่านจดหมายของพ่อมดบ้าที่เขียนส่งถึงแม่ ในจดหมายเล่าว่าตอนนี้อยู่ที่เวลส์ กำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเกนล์เลิร์ด เคยได้ยินว่าใกล้ ๆ หมู่บ้านนั้นมีเหมืองทองขนาดมหึมาของมักเกิ้ลอยู่ด้วย ต้องไปเยือนสักหน่อยแล้ว

…..

 

09/11/1925

เมื่อคืนแอบย่องออกไปที่เหมืองตอนที่เจ้าพ่อมดบ้าหลับไปแล้ว ฉันออกจากกระเป๋าแล้วก็รีบหายตัวไปยังพิกัดที่ระบุไว้ในแผนที่ เหมืองนั่นขนาดมหึมาจริง ๆ ด้วย มีพวกมักเกิ้ลยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ส่วนใหญ่หลับอยู่ในที่พัก มักเกิ้ลประมาณสี่ห้าคนยืนยามเฝ้าเหมืองอยู่ แต่พวกมักเกิ้ลไม่ใช่ปัญหาเมื่ออยู่ในร่างนิฟเฟลอร์ อาศัยความมืดพรางตัวและความว่องไวก็เข้าไปในโรงแปรรูปทองคำได้อย่างสบาย ๆ

เป้าหมายในคืนนี้อยู่ที่ทองคำซึ่งแปรรูปแล้ว หากเป็นแต่ก่อน ฉันคงจะเอาทองที่ยังไม่ได้แปรรูป เพราะสามารถนำไปแปรรูปเองได้ที่ห้องทดลองลับส่วนตัว แต่ระหว่างเดินทางกับเจ้าพ่อมดบ้านี่ ไม่รู้จะได้กลับไปห้องทดลองเมื่อไร พกทองแปรรูปจะสะดวกกว่าเวลาซื้อขาย

เมื่อนำทองคำทุกชิ้นใส่กระเป๋าหน้าท้องจนเต็มแน่นแล้ว ก็แอบย่องออกมาจากเหมืองอย่างเงียบเชียบ หายตัวกลับไปยังบริเวณใกล้ ๆ ที่ตั้งเต้นท์ของเจ้าพ่อมดบ้า แล้วแปลงร่างกลับเป็นนิฟเฟลอร์ ขณะกำลังเดินกลับไปที่เต้นท์อย่างสบายใจว่างานคืนนี้ราบรื่นดีมาก พวกมักเกิ้ลคงไม่รู้ว่าทองหายไปจนกว่าจะเช้า ฉันก็ได้ยินเสียงร่ายคาถาเรียกของ รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองบินเข้าไปอยู่ในอุ้งมือเจ้าพ่อมดบ้าแล้ว

ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เจ้าพ่อมดบ้ากำลังโกรธ ไม่เคยเห็นเจ้าบ้านี่โกรธใครมาก่อนเลย แต่ทั้ง ๆ ที่โกรธ สีหน้ากลับเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ มันขึ้นเสียงดุว่าที่ฉันแอบหนีออกจากกระเป๋ามา ทำเอาฉันตัวสั่นเลยล่ะ บอกไว้ก่อนว่า ไม่ได้กลัวมันหรอกนะ แค่เพราะอยู่ในร่างนิฟเฟลอร์แล้วประสาทสัมผัสการฟังจะละเอียดอ่อนกว่าคน ได้ยินเสียงดังกว่าปกติ แต่ดูเหมือนเจ้าพ่อมดบ้าจะคิดว่าฉันกลัวมัน เจ้าพ่อมดบ้าก็เลยเสียงอ่อนลงขณะพูดว่า เป็นห่วงแทบแย่ กลัวว่าจะโดนมักเกิ้ลหรือก็อบลินจับไปอีก เหอะ! รู้จักฉันน้อยเกินไปแล้ว ถ้าคราวนั้นมันไม่มาขวางทาง ฉันก็หนีเจ้าพวกก็อบลินขี้งกกลับไปแปรรูปทองที่ห้องทดลองอย่างสบายใจแล้วเฟ้ย

เอาเถอะ เดินทางกับเจ้าพ่อมดบ้าก็น่าสนใจดี แถมได้ทองกลับมาเพียบเลย เจ้าพ่อมดบ้ามัวแต่เป็นห่วงและโกรธที่ฉันแอบหนีออกไป จนไม่ทันสังเกตว่ากระเป๋าหน้าท้องฉันเต็มไปด้วยทองคำ ไม่งั้นคงบังคับให้เอาออกมาคืนแล้ว

หวังว่าพรุ่งนี้เจ้าพ่อมดบ้าจะเดินทางไปไกลจากหมู่บ้านแล้วนะ เพราะหากมันได้ยินข่าวเรื่องทองที่เหมืองหายไป คงได้มาคุ้ยรังฉันเอาทองไปคืนแหง แบบนั้นฉันก็เหนื่อยแถมโดนดุฟรีน่ะสิ

ว่าแต่ว่า… สีหน้าตอนที่พ่อมดบ้าพูดว่าเป็นห่วงแทบแย่ มันติดอยู่ในหัวจนเก็บเอาไปฝันเลย โดยเฉพาะดวงตาสีน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งเสียใจ ทั้งกังวล ทั้งโกรธ บอกตามตรงว่าไม่ชอบสีหน้าแบบนั้นเท่าไร ทำให้รู้สึกผิดนิดหน่อย… แค่นิดเดียวจริง ๆ

เมื่อเช้าเจ้าบ้านั่นมาที่รัง แอบมาลูบ ๆ ขนฉันตอนกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น บอกว่าขอโทษที่ดุ เฮ้อ! เชื่อเขาเลย คนบ้าอะไรมาขอโทษสัตว์เลี้ยงของตัวเองที่แอบหนีออกไป ใจอ่อนไม่เข้าท่า เพราะแบบนี้เจ้าพิกเค็ตต์ถึงได้แกล้งป่วยแล้วแอบอยู่ในกระเป๋าเสื้อตลอดไง เพราะใจอ่อน ไม่ยอมเข้มงวดนี่แหละ

(นิฟเลอร์กลับมาอ่านบันทึกทวนตอนว่าง ๆ  ก่อนจะเติมลงไปตอนท้าย)

อ้อ เกือบลืม ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของมันนะ แค่ยอมอยู่ด้วยเพราะจะล่าสมบัติทั่วโลกต่างหาก

 

…..

 

[ บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ฉบับที่ 5 ]

 

25/12/1925

วันนี้เป็นวันคริสต์มาส

ตามปกติแล้วพ่อมดทั่ว ๆ ไป น่าจะกลับบ้านไปฉลองกับครอบครัว หรืออย่างน้อยก็น่าจะเข้าเมืองไปดูแสงไฟ ชื่นชมการประดับตกแต่งต้นสน กินมินช์พายและพุดดิ้งคริสต์มาส แต่เจ้าพ่อมดประหลาดนั่นดันขึ้นเขาบุกป่าเพื่อดักซุ่มพวกเลเปรอคอน!

ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า เจ้าเอลฟ์ตัวเล็ก ๆ เขียว ๆ นี่น่าสนใจตรงไหนกัน… สิ่งเดียวที่ฉันสนใจในพวกเลเปรอคอนก็คือที่ซ่อนทองคำ ได้ยินว่าพวกนี้เก็บทองไว้เยอะมาก แน่นอนว่าไม่ยอมปริปากบอกที่ซ่อนให้ใครรู้หรอก แต่เป็นที่รู้กันว่า ถ้าพบเห็นพวกเลเปรอคอนแถวไหน แสดงว่าใกล้ ๆ จะต้องมีทองคำซ่อนอยู่

ที่จริง ถ้าเจ้านั่นปล่อยให้ฉันออกไปช่วยหาที่ซ่อนทองคำก็จะดักซุ่มดูพวกเลเปรอคอนได้ง่าย ๆ แต่เจ้านั่นคงกลัวฉันจะโกยทองคำมุดดินหนีไปกระมัง จึงไม่ยอมเปิดช่องว่างเลยแม้แต่น้อย แหวกกระเป๋าออกไปได้ไม่ถึงครึ่งตัวก็โดนผลักกลับมา ขี้ระแวงชะมัด ถ้าฉันจะหนีไปจริง คงหนีไปนานแล้ว ไม่ทนอยู่ในกระเป๋าเก่า ๆ อุดอู้นี่มานานถึงสองเดือนหรอกเฟ้ย!

ดูเหมือนเจ้านั่นจะแกะรอยเก่งพอสมควร จึงเจอพวกเลเปรอคอนหลังจากตามหามาเกือบสองวัน และจัดแจงตั้งเต็นท์ลงคาถาพรางตาไว้เพื่อเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพวกตัวเขียว

แต่ดูท่าจะลืมไปสนิทเลยว่าวันนี้เป็นวันคริสต์มาส จนกระทั่งนกฮูกเหยี่ยวตัวใหญ่นำห่อของขวัญมาส่งให้เมื่อตอนบ่าย เจ้าพ่อมดบ้าที่หมกมุ่นกับพวกเลเปรอคอนจนลืมวันลืมคืนไปแล้ว ทำตาโตเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ก่อนรีบเปิดดูโดยไม่รอให้ถึงวันแกะของขวัญ

ของขวัญที่ครอบครัวของเจ้าพ่อมดบ้าส่งมา เป็นสมุดปกหนังสีน้ำตาล บนหน้าปกสลักอักษรย่อชื่อของเจ้านั่นด้วยน้ำหมึกสีทอง กับชุดปากกาขนนกและน้ำหมึกสีทองดูหรูหรา เจ้าพ่อมดบ้าดูดีใจมากตอนที่เห็นสมุด ก่อนจะเลิกคิ้วใส่ขวดน้ำหมึกสีทอง พลางบ่นพึมพำว่า ทองขนาดนี้คงไม่กล้าใช้ เมื่อมันหันมาเห็นฉันมองอยู่ คงเข้าใจว่าฉันอยากได้ จึงยื่นขวดแก้วใสใส่น้ำหมึกสีทองแวววาวให้ บอกว่า ยกให้เป็นของขวัญคริสต์มาส

ที่จริงไม่อยากรับหรอกนะ ก็เป็นของขวัญจากพี่ชายของนิวท์ แต่มันจะขัดกับสัญชาตญาณนิฟเฟลอร์เกินไป เจ้าพ่อมดบ้าอาจจะสงสัยเอาได้ ฉันจึงต้องรับมา จริงอย่างที่เจ้านั่นว่า หมึกสีทองขนาดนี้ใครจะไปกล้าใช้ ฉันจึงเก็บซุกไว้ก้นรังรวมกับสิ่งของทุกอย่างที่เจ้านั่นให้มาก่อนหน้านี้

จะว่าไปแล้ว นี่เป็นของขวัญคริสต์มาสชิ้นแรกในรอบแปดปี นับตั้งแต่ออกมาอยู่ตามลำพัง (ถึงตรงนี้มีรอยจุดหมึกดวงใหญ่ที่น่าจะเกิดจากการจรดปากกาขนนกค้างไว้นาน)

นอนดีกว่า

…..

 

26/12/1925

ไม่! ไม่! เมื่อคืนฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ไม่!

ก็ได้ เมื่อคืนฉันเหงา ฉัน… ก็ได้ ฉันไม่น่าทำอย่างนั้นเลย แต่ว่าเจ้าพ่อมดบ้านั่นก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ เพราะงั้นคงไม่เป็นไรหรอกน่า!

 

…..

 

[NiffNewt] His Name is?

His Name is?

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them

Genre: One Shot, Romantic(?)

Paring: Niffler and Newt Scamander

หมายเหตุ: มโนล้วน อย่าได้ใส่ใจไทม์ไลน์ค่ะ

 

 

“คุณสคามันเดอร์ครับ เจ้าตัวนี้ชื่ออะไรหรือครับ น่ารักจังเลย!”

 

วันหนึ่ง ขณะที่นิวท์ สคามันเดอร์ แวะมาส่งต้นฉบับหนังสือ สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่ ฉบับปรับปรุงครั้งที่สี่ ดัมเบิลดอร์ก็ขอให้เขามาบรรยายในชั้นเรียนสัตว์วิเศษ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ซึ่งใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักสัตว์วิเศษวิทยา

 

เนื่องจากนิวท์พูดไม่ค่อยเก่ง โดยเฉพาะต่อหน้าเด็ก ๆ เกือบยี่สิบคน เขาเป็นนักปฏิบัติมากกว่านักพูด จึงคิดว่าให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์เลยจะดีกว่า ชายหนุ่มปล่อยให้เด็ก ๆ ปีสามเข้ามาให้อาหารและเล่นกับสัตว์ในกระเป๋า โดยมีเขาคอยอธิบายถึงเกร็ดเล็กน้อยของสัตว์แต่ละชนิด

 

ตอนแรกนิวท์จับตาดูเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด ด้วยกลัวเด็กบางคนจะเล่นอะไรแผลง ๆ จนทำให้สัตว์ของเขาได้รับบาดเจ็บ โชคดีที่ชั้นเรียนนี้มีเพียงเด็กจากบ้านฮัฟเฟิลพัฟและเรเวนคลอ เด็กฮัฟเฟิลพัฟเชื่อฟังและรักสัตว์ ส่วนเด็กเรเวนคลอก็ใจดีและฉลาดเกินกว่าจะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเอง

 

เขากำลังเล่าเรื่องเดมิไกส์ให้เด็กกลุ่มหนึ่งฟังอยู่ เมื่อเด็กชายจากฮัฟเฟิลพัฟคนหนึ่งเอ่ยถามถึงชื่อของเจ้าตัวกลมขนฟูที่นั่งตาแป๋วมองเด็ก ๆ อยู่บนกองสมบัติแวววาว สีหน้าของมันดูพอใจที่เห็นเด็ก ๆ อยู่รายล้อม และพริ้มตาอย่างเป็นสุขเมื่อเด็กชายคนที่ถามชื่อมันเอื้อมมือมาลูบขนบนหัวเบา ๆ

 

นิวท์เลิกคิ้วเมื่อเห็นนิฟเฟลอร์ตัวแสบนั่งนิ่งให้เด็กลูบขน

 

ชอบเด็ก ๆ หรือนี่  น่ารักผิดคาดแฮะ

 

เด็ก ๆ เริ่มเดินไปล้อมวงหน้ารังซึ่งประดับไปด้วยสิ่งของแวววาวพลางผลัดกันเอื้อมมือไปลูบขนนุ่มของเจ้าตัวแสบ

 

“นั่นนิฟเฟลอร์ มันชอบของแวววาวน่ะ ก็อบลินจึงชอบใช้มันขุดหาทองตามเหมืองแร่”

 

นิวท์อธิบาย ก่อนจะเอ่ยเสริมพร้อมรอยยิ้มภูมิใจ

 

“ยิ่งเจ้าตัวนี้นะ หาของแวววาวเก่งเป็นพิเศษเลย เสียงเหรียญเงินตกพื้นอยู่ห่างเป็นร้อยเมตรมันยังได้ยิน แต่มันไม่ได้หาให้ฉันหรอกนะ มันเก็บไว้ประดับรังมัน… อ้อ อย่าได้ขโมยของมันเชียวล่ะ มันข่วนเจ็บมากนะ ฉันยังมีรอยแผลเป็นที่มืออยู่เลย”

 

เขาอวดรอยข่วนที่มือให้เด็ก ๆ ดู ทุกคนทำหน้าไม่ค่อยอยากเชื่อว่าเจ้าสัตว์ตาแป๋วขนนุ่มฟูจะทำร้ายใครได้ แต่หลายคนที่กำลังลูบขนนิฟเฟลอร์อยู่เพลิน ๆ ก็ค่อย ๆ ถอนมือออกมา ยกเว้นเด็กฮัฟเฟิลพัฟคนที่สังเกตเห็นนิฟเฟลอร์คนแรก เด็กชายเอ่ยถามต่ออย่างสงสัย

 

“คุณสคามันเดอร์ แล้วชื่อมันล่ะครับ มันมีชื่อไหม ผมเห็นคุณตั้งชื่อให้พวกโบวทรัคเกิล…”

 

นิวท์กระพริบตา ไม่มีใครเคยถามเขาถึงชื่อของเจ้าตัวแสบ เขาจึงไม่คิดว่า จะมีใครสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้ตั้งชื่อให้นิฟเฟลอร์

 

ดวงตาสีเขียวกลอกไปมาขณะที่พยายามคิดหาเหตุผลดี ๆ มาอธิบายให้เหล่านักเรียนที่กำลังจ้องเขาอย่างรอฟังคำตอบ เขาแกล้งกระแอมไอเพื่อซื้อเวลา ก่อนจะมองหน้าเด็กชายคนที่เอ่ยถามเขา

 

“คือว่า… เอ่อ… เธอชื่ออะไรนะ”

 

เด็กชายเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจที่ถูกถามชื่อ ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า

 

“ซิลแวนัสครับ ซิลแวนัส เคทเทิ่ลเบิร์น”

 

“คุณเคทเทิ่ลเบิร์น… คืออย่างนี้… พวกโบวทรัคเกิลมีกันหลายตัว จึงต้องตั้งชื่อเพื่อไม่ให้สับสน ส่วนนิฟเฟลอร์นั้นมีตัวเดียว ไม่ตั้งชื่อก็ไม่มีทางสับสนแน่นอน… เอาล่ะ ใครอยากลองให้อาหารมูนคาล์ฟบ้าง ตามมาทางนี้เลย!”

 

เขารีบพาเด็ก ๆ ไปยังแถบโขดหินผาในโซนกลางคืนซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่ามูนคาล์ฟเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ นิวท์แอบเห็นทางหางตาว่าซิลแวนัส เคทเทิ่ลเบิร์นยังคงทำหน้าสงสัย แต่ก็ยอมบอกลาเจ้านิฟเฟลอร์และตามมาช่วยถือถังอาหารของพวกมูนคาล์ฟ

 

…..

 

 

คาบเรียนนั้นจบลงด้วยดี เด็ก ๆ ดูสนุกสนานที่ได้เล่นกับสัตว์วิเศษและอ้อยอิ่งนิดหน่อยอย่างเสียดายขณะโดนต้อนให้ไปเรียนคาบต่อไป

 

นิวท์ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเด็กนักเรียนออกจากห้องไปหมดแล้ว เขาคงไม่เหมาะกับการเป็นครูจริง ๆ การรับมือเด็ก ๆ ทำให้เขาเหนื่อยยิ่งกว่ารับมือพิกซี่ทั้งฝูงเสียอีก ร่างผอมบางแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ สายตาจับจ้องไปที่กระเป๋าหนังสีน้ำตาลเก่าแก่ที่มีร่องรอยผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน แต่ในใจนึกถึงคำถามของเคทเทิ่ลเบิร์นที่เขาตอบไม่ได้

 

ขอโทษนะที่โกหก

 

ชายหนุ่มนึกในใจ

 

สาเหตุที่เขาไม่ตั้งชื่อให้นิฟเฟลอร์ เป็นเพราะเจ้านิฟเฟลอร์ตัวนั้นน่าจะมีชื่อจริงอยู่แล้ว

 

ไม่สิ ต้องบอกว่าพ่อมดแอนิเมจัสคนนั้นน่าจะมีชื่อจริงอยู่แล้วมากกว่า

 

ไม่มีใครนอกจากเขาที่รู้ว่า เจ้าตัวแสบนิฟเฟลอร์ในที่ทำรังอยู่ในกระเป๋าของเขา แท้จริงแล้วเป็นแอนิเมจัสซึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียน

 

นิวท์รู้ความจริงตอนที่สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกในเต็นท์พักแรมชายป่าของไอร์แลนด์ เจ้านิฟเฟลอร์แอบแหวกกระเป๋าออกมา ก่อนจะกลายร่างเป็นพ่อมดต่อหน้าต่อตาเขา แสงจากตะเกียงริบหรี่ใกล้มอดดับนั้นเผยให้เห็น ร่างในผ้าคลุมยาวสีดำ ร่างนั้นสูงกว่าเขาสักครึ่งฟุตได้ ผมยาวหยักศกระต้นคอสีเข้ม พ่อมดแอนิเมจัสคนนั้นยืนหันหลังให้เขา นิวท์จึงไม่รู้ว่าเป็นใคร

 

ชายหนุ่มนึกถึงรายชื่อแอนิเมจัสที่ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งมีไม่ถึงสิบคน และไม่มีใครแปลงร่างเป็นนิฟเฟลอร์เลยสักคน เพราะงั้นพ่อมดตรงหน้าเขานี้คงเป็นแอนิเมจัสที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

 

เจ้านั่นคงคิดว่าเขาหลับอยู่ เพราะนิวท์เป็นคนนอนนิ่งมาก แทบจะไม่ขยับตัวแม้แต่ตอนที่สะดุ้งตื่นขึ้น และเมื่อพ่อมดแอนิเมจัสคนนั้นทำท่าจะหันมา ชายหนุ่มก็รีบหลับตาลง

 

ถึงจะหลับตาอยู่ แต่นิวท์ก็รู้สึกได้ว่าอีกคนเคลื่อนเข้ามาใกล้ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนพื้นข้างถุงนอนของเขาอย่างเงียบเชียบ

 

นิวท์ที่แกล้งหลับอยู่นั้นเกรงตัวเมื่อรู้สึกว่าพ่อมดแอนิเมจัสคนนั้นโน้มตัวลงมา มือขวาใต้ถุงนอนกำรอบไม้กายสิทธิ์อย่างเตรียมพร้อม

 

แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่าผ้าห่มที่ร่นลงไปอยู่ช่วงท้องถูกดึงขึ้นมาคลุมถึงปลายคาง

 

นิฟเฟลอร์จัดผ้าห่มให้หรือ…

 

เมื่อจัดผ้าห่มให้นิวท์แล้ว ร่างที่อยู่ข้าง ๆ ก็กลับกลายเป็นนิฟเฟลอร์อีกครั้ง เจ้าก้อนขนตัวกลมถือวิสาสะมุดผ้าห่มเข้าไปนอนซุกหนุนแขนของนิวท์ ก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็วจนคนที่ถูกใช้ต่างหมอนรู้สึกทึ่ง

 

นิวท์รู้ได้ว่านิฟเฟลอร์หลับไปแล้วจากจังหวะหายใจที่สม่ำเสมอ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมองเพดานผ้า พลางใช้ความคิด เขาไม่รู้ว่าพ่อมดแอนิเมจัสที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนคนนี้ต้องการอะไร แต่ถ้าให้สันนิษฐาน นิวท์ก็พาลคิดไปแต่ในแง่ร้าย เช่น เป็นอาชญากรที่มาอาศัยเขาพาหลบหนีออกนอกเกาะบริเทน

 

ยิ่งคิดยิ่งดูเข้าเค้า เพราะตอนเจอกันในป่า เจ้านี่ก็พุ่งมาชนเขาเอง กำลังหลบหนีพวกก็อบลินที่ไล่จับมันเพื่อจะเอาไปเลี้ยงไว้ขุดหาทองในเหมือง นิวท์ซื้อเจ้านิฟเฟลอร์มาด้วยทองสามเกลเลียน และเลี้ยงมันไว้ในกระเป๋านับตั้งแต่นั้นมา

 

ก่อนหน้านี้ เขาคิดจะตั้งชื่อให้มันอยู่เหมือนกัน แต่ยังนึกชื่อเหมาะ ๆ ไม่ออก จึงเรียกมันว่านิฟเฟลอร์ไปก่อน

 

ทว่า ตอนนี้เขาไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรกับพ่อมดแอนิเมจัสในร่างนิฟเฟลอร์ที่กำลังขดตัวซุกวงแขนเขา

 

จะบังคับให้เผยตัวตนดีไหม…

 

เหมือนจะเป็นทางที่ถูกต้องที่สุด แต่นิวท์ยังลังเล เพราะตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา เจ้านิฟเฟลอร์ไม่เคยทำร้ายเขาเลย ไม่นับตอนที่เจอกันครั้งแรกแล้วมันข่วนเขาเพราะตกใจกลัว

 

หากนิฟเฟลอร์… พ่อมดแอนิเมจัสคนนี้คิดจะทำร้ายเขา ก็มีโอกาสเกือบร้อยครั้งแล้ว แต่เขาก็ยังอยู่ดี ไม่บุบสลายตรงไหน

 

แถมเมื่อครู่ยังห่มผ้าให้เขาด้วย…

 

สุดท้ายนิวท์ก็ปล่อยไม้กายสิทธิ์ลงในเสื้อคลุมตามเดิม ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายและหลับไปพร้อมนิฟเฟลอร์ในอ้อมกอด

 

……

 

จนถึงตอนนี้นิวท์ก็ยังไม่ได้ถามชื่อของพ่อมดแอนิเมจัสคนนั้นเลย

 

แน่นอนว่านิฟเฟลอร์ยังไม่รู้ว่า ถูกเขารู้ความลับเข้าแล้ว

 

เพราะงั้นนิวท์จึงไม่ตั้งชื่อให้นิฟเฟลอร์ เขาอยากจะเรียกนิฟเฟลอร์ด้วยชื่อจริง ๆ มากกว่า แต่ก็ยังไม่กล้าบอกเจ้าตัวว่า เขารู้มาตลอด

 

เขากลัวว่า หากบอกออกไป นิฟเฟลอร์จะหนีไป ไม่กลับมาอีกเลย

 

แบบนั้นไม่เอาหรอก เขายอมเป็นไอ้งั่งโดนนิฟเฟลอร์หลอกไปเรื่อย ๆ ดีกว่า หากการทำแบบนั้นจะทำให้นิฟเฟลอร์อยู่ในกระเป๋าเขาตลอดไป

 

“อยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ดีแล้ว”

 

ชายหนุ่มเผลอพึมพำออกมา ก่อนจะคว้ากระเป๋าใบเก่งขึ้นมาถือไว้อย่างทะนุถนอม แล้วเดินออกจากห้องเรียนไป

 

.*.*.*.*.*.

เรือ NiffNewt นี่เหมือนเรือไขลานชุบทองแล่นวนในอ่างที่มีนิฟเฟลอร์แช่น้ำมองตามอยู่จริง ๆ ค่ะ 55555555 แต่เราก็ชอบคู่นี้มาก ๆ เลย ^ ^ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

Like The Rainbow Cake

Like The Rainbow Cake

Sam Wilson and James Barnes

AU Drabble Fiction

แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ #Heroอาทิตย์ละครั้ง หัวข้อ “เค้ก” ค่ะ
ขอบคุณทาง @_heroweeklyth มาก ๆ ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ ขึ้นมาค่า

 

 

เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เรียกให้ชายหนุ่มที่กำลังจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ละสายตาจากหน้าจอใหญ่ ไปยังหน้าจอเล็กของสมาร์ทโฟน ตัวเลขบนหน้าจอบอกเวลาเที่ยงคืนของวันที่สิบมีนาคม ใต้เวลาและวันที่มีแจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่ห้าข้อความ

 

ชายหนุ่มยังไม่กดเปิดอ่านทันที เขาฉวยโอกาสนี้อนุญาตให้ตัวเองพักสักครู่ ร่างสูงโปร่งและมีกล้ามเนื้อภายใต้เชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีดำเข้ารูปยืนขึ้นบิดกายไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ และเสื้อโค้ตสีเปลือกไข่จากราวแขวน เดินออกจากสำนักงานลงไปยังร้านกาแฟเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่อยู่ถัดจากตึกสำนักงานไปสามบล็อก

 

เสียงกระดิ่งที่ชายหนุ่มชื่นชอบดังขึ้นเบา ๆ เมื่อเขาผลักประตูกระจกใสเข้าไป ภายในร้านสว่างไสวอบอุ่นด้วยแสงไฟสีนวล และอบอวลด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่ เด็กหนุ่มที่เคาท์เตอร์ไม้เงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มกว้างให้เขา

 

“พี่บัคกี้! ยินดีต้อนรับครับ! วันนี้ก็รับเหมือนเดิมใช่ไหมครับ”

 

เสียงเอ่ยทักอย่างร่าเริงพร้อมยิ้มสดใสและดวงตาเป็นประกายคู่นั้น ทำให้ เจมส์ บัคกี้ บาร์นส์ คลี่ยิ้มกว้างขณะขยับเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์

 

“อื้ม ขอบใจนะพีท นายนี่รู้ใจฉันดีจริง ๆ”

 

“ก็พี่บัคกี้เล่นสั่งเมนูเดิมตลอด ใครก็ต้องจำได้ทั้งนั้นแหละครับ”

 

เจมส์หัวเราะ ก่อนจะจ่ายเงินค่าไอซ์อเมริกาโน่ให้กับ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่ทำงานพิเศษกะดึกที่ร้านกาแฟแห่งนี้มาเกือบสองปีแล้ว เจมส์เป็นลูกค้าขาประจำของร้าน และด้วยความที่ปีเตอร์เป็นคนช่างคุย พวกเขาจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเรียกชื่อเล่นกันได้ แม้อายุจะห่างกันเกือบยี่สิบปีก็ตาม

 

“พี่บัคกี้ไปรอที่โต๊ะก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปเสิร์ฟให้เองครับ”

 

ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะชิดหนังด้านในของร้าน ถอดเสื้อโค้ตออกมาแขวนไว้กับราวแขวนที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเอนหลังลงบนโซฟาหุ้มหนังเทียมสีช็อกโกแลต เจมส์ชอบโซฟาตัวนี้  ไม่แข็งกระด้างจนนั่งไม่สบาย แต่ก็ไม่ได้นุ่มมากจนทำให้รู้สึกอยากเอนตัวลงนอน เป็นความรู้สึกผ่อนคลายกำลังดี เหมาะเป็นที่พักผ่อนก่อนจะต้องกลับไปลุยงานต่อ

 

เมื่อเอนหลังลงตรงที่นั่งประจำแล้ว เจมส์ก็หยิบโทรศัพท์มือถืออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อเปิดดูข้อความ ทุกข้อความล้วนเป็นคำอวยพรวันเกิด จากแม่ จากแนท เพื่อนที่ทำงาน ข้อความเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มให้ปรากฎบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มเปิดอ่านและไล่ตอบข้อความทีละคน จนกระทั่งข้อความจากคนคนหนึ่ง ทำให้รอยยิ้มละไมบนใบหน้านั้นค่อย ๆ เลือนหายไป

 

บัคกี้ สุขสันต์วันเกิดนะ เพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน
จาก สตีฟ

 

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเหม่อมองชื่อผู้ส่งอยู่นั้น จู่ ๆ โคมไฟเหนือศีรษะของเขาก็ดับลง เจมส์เงยหน้าขึ้นมองโคมไฟนั้นอย่างงุนงง ขณะที่คิดจะเรียกปีเตอร์ ใครคนหนึ่งก็ปรากฎกายตรงหน้าเขา พร้อมกับเค้กสีขาวบริสุทธิ์ประดับเทียนวันเกิดหลากสีล้อมรอบตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำเชื่อมช็อกโกแลตว่า Happy Birthday Bucky

 

เจมส์ค่อย ๆ เลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าชายหนุ่มผู้ที่ถือเค้กเดินเข้ามา เมื่อสบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบ และเห็นใบหน้าคมคายภายใต้แสงเทียนจากเค้กวันเกิดแล้ว ชายหนุ่มก็ลอบถอนใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มสมเพชตัวเองที่เผลอคิดไปว่าสตีฟจะมาเซอร์ไพรส์วันเกิดเขา

 

สุดท้ายแล้วเขาก็ยังลืมสตีฟไม่ได้อยู่ดีสินะ

 

“เชฟเองเหรอ ทำไมยังไม่กลับล่ะ เลิกงานตั้งแต่สามโมงแล้วนี่นา”

 

เจมส์เอ่ยทักชายหนุ่มผิวเข้มที่กำลังวางจานเค้กลงบนโต๊ะกาแฟตัวกลมอย่างระมัดระวัง แซม วิลสัน เชฟขนมประจำร้านกาแฟแห่งนี้ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้าม ดวงตาสีเข้มนั้นจ้องเขาเขม็งอยู่ครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ว่า

 

“ไม่ได้อยากจะอยู่หรอก แต่เจ้าหนูพีทขอร้องให้อยู่ทำเค้กวันเกิดให้นายน่ะสิ”

 

ตอบเสร็จชายหนุ่มผิวเข้มก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางราวกับไม่อยากจะเสวนากับเขา เจมส์มองท่าทางนั้นแล้วก็ถอนใจกับตัวเอง เหตุที่แซม วิลสันชอบเมินใส่เขา เป็นเพราะเขาเคยก่อวีรกรรมเอาไว้… ที่จริงตัวเขาเองก็จำไม่ได้ เพราะคืนนั้นเขาเมาหนักมาก แต่ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า เขาเข้ามาที่ร้านตอนตีสาม คร่ำครวญและโวยวายจะสั่งเบียร์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหลับไป ปีเตอร์ไม่รู้จะทำอย่างไร โชคดีที่แซมมาถึงร้านเพื่อเตรียมขนมตั้งแต่ตีสี่ เชฟหนุ่มจึงช่วยหิ้วเขาขึ้นไปนอนยังชั้นสองของร้าน

 

ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรไว้กับเชฟขนมร่างใหญ่คนนี้ เพราะนับจากนั้นมาแซมก็แสดงท่าทีเย็นชากับเขาอย่างชัดเจน เจมส์เคยถามเอากับปีเตอร์ แต่เด็กหนุ่มเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

“มาแล้วครับ! ไอซ์อเมริกาโน่ของพี่บัคกี้ และคาราเมลมัคคิอาโตของเชฟ”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงร่าเริงเดินเข้ามาเสิร์ฟกาแฟให้ทั้งสองอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถือวิสาสะและช่วงที่ร้านไม่มีลูกค้า นั่งลงบนโซฟาตัวข้าง ๆ เจมส์ พลางคะยั้นคะยอให้ชายหนุ่มอธิษฐานและเป่าเทียน

 

เจมส์ยิ้มกว้างให้หนุ่มน้อย ก่อนจะทำตามที่ปีเตอร์บอกอย่างว่าง่าย เมื่อเทียนทุกเล่มดับลงแล้ว ปีเตอร์ก็จัดแจงดึงเทียนออกจนหมดอย่างรวดเร็ว เปิดโคมไฟเหนือศีรษะให้ส่องสว่างอีกครั้ง  แล้วคนที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยับตัวหยิบมีดตัดเค้กที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะยื่นส่วนด้ามที่หุ้มไม้ส่งให้เขา

 

“เอ้า ตัดเค้กสิ”

 

เสียงทุ้มเอ่ยเสียงห้วนเหมือนเคย เจมส์มองหน้าแซมแล้วก้มมองมีดในมือของเชฟหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรับมาอย่างเกร็ง ๆ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับวนรอบ ๆ โต๊ะกลมขณะมองไปที่เค้กวันเกิดของตัวเองอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าจะวางมีดลงตรงไหนดี

 

“ตัดเลยครับพี่บัคกี้ ผมอยากเห็น!”

 

เสียงเร่งอย่างร่าเริงของปีเตอร์ ทำให้ชายหนุ่มเจ้าของวันเกิดค่อย ๆ กดมีดลงไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แซมทนดูท่าทางเงอะงะแบบนั้นไม่ไหว กลัวว่าเค้กที่ตัวเองอุตส่าห์บรรจงสรรสร้างขึ้นมาจะพังทลายด้วยน้ำมือของเจมส์เสียก่อน เชฟหนุ่มจึงลุกขึ้นไปฉวยมือที่ถือมีดตัดเค้กนั้น ก่อนจะจับให้มั่นคง แล้วกดลงไปช้า ๆ ในที่สุดก็ได้เค้กชิ้นสามเหลี่ยมสวยงาม

 

“เอ้า หลีก เดี๋ยวฉันทำเอง”

 

หลังจากตัดเค้กชิ้นแรกเสร็จ แซมก็ออกปากไล่เจ้าของวันเกิดให้หลีกทางให้เขา เจมส์จึงค่อย ๆ เลื่อนมือออกจากมีดแล้วถอยออกมา มือใหญ่ที่กุมมือเขาไว้ก็คลายออกแล้วเลื่อนมากุมด้ามมีดแทน เชฟหนุ่มรับช้อนมาจากปีเตอร์แล้วใช้มีดกับช้อนค่อย ๆ พยุงเค้กชิ้นนั้นขึ้นมาจัดใส่จานเซรามิคสีขาว ก่อนจะส่งจานให้เจ้าของวันเกิด

 

“เอ้า รับไปสิ”

 

เสียงดุ ๆ นั่นไม่ได้ทำให้เจมส์ลดความประทับใจที่มีต่อเค้กที่เจ้าของเสียงนั้นส่งให้ ชายหนุ่มเบิกตากว้างขณะรับเค้กชิ้นนั้นมาถือไว้

 

ภายในเค้กสีขาวดูเรียบ ๆ นั้น มีสายรุ้งซ่อนอยู่

 

ครีมสีขาวที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก ซ่อนเนื้อเค้กสีสันสดใสดั่งสายรุ้งเอาไว้ภายใน เค้กเนื้อบางเบาซ้อนกันเป็นชั้น ไล่ตั้งแต่ สีม่วง สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ขั้นแต่ละชั้นด้วยครีมขาว ดูนุ่มละมุน สดใส และน่าถนอมไว้ให้คงอยู่แบบนี้ตลอดไป

 

น่าถนอมจนเจมส์ไม่กล้าแตะต้อง

 

“สวยจริง ๆ เลยนะครับ!”

 

เสียงชื่นชมของปีเตอร์เรียกให้เจมส์เงยหน้าขึ้นจากชิ้นเค้ก ตอนนี้แซมจัดการตัดแบ่งเค้กให้ปีเตอร์แล้ว และเด็กหนุ่มก็มองเค้กด้วยตาแวววาวราวกับเด็กน้อย

 

“สวยจนผมไม่กล้ากินเลย เชฟ”

 

“ไม่กินเค้กก็เสียใจแย่สิ กินเถอะเจ้าหนู”

 

แซมบอกกับปีเตอร์ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนจะหันมาทางเจ้าของวันเกิดที่ยืนนิ่งไม่ยอมกินเค้กที่เขาทำเสียที เชฟหนุ่มเดาะลิ้นอย่างรำคาญใจ ก่อนจะหยิบช้อนเงินคันเล็กยื่นให้

 

“เอ้า กินสิ”

 

เจมส์รับช้อนคันนั้นมาถือไว้ แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือ เขาเงยหน้ามองหน้าเชฟหนุ่มที่ยังคงยืนกอดอกจ้องเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยปากว่า

 

“จ้องกันแบบนี้ก็กินไม่ลงสิ”

 

มุมปากของแซมกระตุกเล็กน้อย ราวกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ก่อนที่จะตอบกลับมาว่า

 

“ฉันอยากเห็นว่านายชอบรึเปล่า… เช็คเรตติ้งในฐานะคนทำขนมไง เพราะงั้นรีบ ๆ กินได้แล้ว”

 

เจมส์บังคับตัวเองไม่ให้หลุดยิ้มออกมา ขณะตักเค้กคำแรกเข้าปาก สัมผัสครีมละมุน หอมหวาน และเนื้อเค้กที่ชุ่มช่ำด้วยครีมและนุ่มฟูอยู่ในปาก อดไม่ได้ที่จะตักคำที่สอง  และคำต่อ ๆ มาส่งเข้าปาก รู้ตัวอีกที เค้กชิ้นหนาก็หายวับไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว

 

เชฟหนุ่มยิ้มจาง ๆ ให้กับท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อยของเจ้าของวันเกิดและเจ้าหนูปีเตอร์ การได้มองผู้คนกินขนมที่ตัวเองทำอย่างเอร็ดอร่อย สำหรับแซม เขาถือเป็นคำชมสูงสุดในฐานะเชฟทำขนม คำชมที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมา

 

“ผมขออีกชิ้นได้ไหมครับ เชฟ”

 

“ขอผมด้วยนะ”

 

เด็กหนุ่มและชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเขา ซึ่งแซมก็เต็มใจตัดเค้กชิ้นใหม่ใส่จานเปล่าเกลี้ยงเกลาของทั้งคู่ ก่อนจะกินส่วนของตัวเองบ้าง ทั้งสามกินเค้กกันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง โดยมีเสียงของปีเตอร์พูดขมว่าอร่อย ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ในที่สุดเรนโบว์เค้กก้อนใหญ่ก็หมดเกลี้ยง ปีเตอร์อาสาเก็บล้างให้ ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนอยู่กับตามลำพัง

 

ความเงียบปกคลุมขณะที่ทั้งคู่ดื่มกาแฟของตนตบท้าย ปกติเวลาเจมส์อยู่กับแซมเขาจะรู้สึกอึดอัด เพราะแซมดูไม่จะไม่ชอบหน้าเขาเอาเสียเลย แต่คืนนี้ ณ เวลานี้ ความอึดอัดที่ว่าคลายลงจนเหลือเพียงบางเบา เจมส์เหลือบตามองเชฟหนุ่มที่กำลังเอนหลังพิงโซฟาพลางดื่มคาราเมลมัคคิอาโตอย่างผ่อนคลาย แล้วรวบรวมความกล้าถามถึงสิ่งที่สงสัยมาตลอด

 

“เชฟ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”

 

“ไม่ได้”

 

คำปฏิเสธทันควัน ทำเอาเจมส์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยต่อ

 

“ทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ”

 

คำถามนั้นทำให้แซมต้องหันมองหน้าคนถาม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีแววประหลาดใจ ขณะจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าของเจมส์ราวกับจะถามกลับว่า ทำไมถึงถามเขาแบบนั้น

 

แต่ในที่สุดแล้ว เชฟหนุ่มก็ตอบกลับไป

 

“ฉันไม่ได้เกลียดนายสักหน่อย”

 

“ไม่เกลียดผมแล้วทำไมถึง… เย็นชากับผมตลอดเลยล่ะ”

 

“ก็ฉัน…”

 

ชายหนุ่มผิวเข้มตั้งท่าจะเถียงกลับ แต่แล้วก็ชะงักไป เขามองสบตาสีฟ้าที่มีแววสงสัยใครรู่ของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเบือนหน้าหลบสายตาของงเจมส์

 

“เอาเป็นว่า ฉันไม่ได้เกลียดนายแล้วกัน”

 

ว่าแล้วเชฟหนุ่มก็ลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนจะเดินเร็ว ๆ หายลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้เจมส์นั่งงุนงงอยู่ในร้านเพียงลำพัง

 

ปีเตอร์เงยหน้าขึ้นจากอ่างล้างจานตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อเด็กหนุ่มเห็นแซมเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาในครัว เขาก็รีบเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น

 

“เป็นไงครับเชฟ สารภาพไปหรือยัง”

 

ชายหนุ่มเดินเข้ามาวางแก้วไว้ตรงเคาท์เตอร์ล้างจาน ก่อนจะเดินหนีเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อของพนักงานโดยไม่ตอบคำถามของเขา แต่ปีเตอร์เห็นแบบนั้นก็สรุปคำตอบได้เองโดยไม่ต้องบอกแล้ว

 

“โธ่ เชฟ ยังไม่ได้บอกอีกเหรอครับ ถ้าไม่รีบบอกระวังมีใครมาคว้าไปก่อนนะครับ”

 

เด็กหนุ่มแกล้งพูดเสียงดังไล่หลังของแซมไป โดยไม่รู้ว่าคนที่เขาเกรงว่าจะ มีใครมาคว้าไป นั้น มายืนอยู่ตรงประตูครัวแล้ว

 

เจมส์ได้ยินสิ่งที่ปีเตอร์พูดอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว จึงรู้ดีว่าปีเตอร์หมายความว่าอย่างไร ชายหนุ่มจึงชะงักเท้าอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูแล้วส่งเสียงเรียกเด็กหนุ่ม

 

“พีท ฉันกลับก่อนนะ ยังมีงานต้องเคลียร์อีกเพียบเลย”

 

ปีเตอร์รีบล้างมือแล้วออกมาบอกลาเขา เจมส์บอกขอบคุณสำหรับคืนนี้  ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ

 

สิบนาทีต่อมา ชายหนุ่มพาตัวเองกลับมาถึงสำนักงานแล้ว แต่ใจยังคงวนเวียนอยู่ที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เขาถอดเสื้อโค้ตแขวนบนราวอย่างไร้สติ ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองหน้าจอว่างเปล่าอย่างใจลอย

 

เขารู้สึกตกใจที่แซม คนที่เขาคิดว่าเกลียดเขา แท้จริงแล้วรู้สึกกับเขาแบบนั้น

 

เจมส์ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบแซมไหม เจมส์ชอบขนมของแซม เขาว่าแซมเป็นเชฟทำขนมที่เก่งมาก และเขาคิดว่าภายใต้ท่าทางเย็นชานั้นซ่อนความอบอุ่นเอาไว้ เขาเคยได้ยินปีเตอร์เล่าให้ฟังว่าเชฟหนุ่มชอบขอขนมที่เหลือจากร้านไปแจกเด็ก ๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าด้วย

 

แซมก็เหมือนกับขนมที่เขาทำ… เหมือนกับเรนโบว์เค้ก… ภายใต้เนื้อครีมสีขาวเรียบ ๆ นั้น กลับซ่อนสีสันสดใสอันชวนให้รู้สึกสุขใจเอาไว้

 

เจมส์คิดว่าแซมเป็นอย่างนั้น  คิดว่าแซมเป็นคนดีมาก ๆ ทว่า หากแซมสารภาพกับเขาจริง ๆ ชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าเขาควรตอบรับดีไหม

 

เขายังลืมสตีฟไม่ได้

 

แม้จะเลิกกันมาสองปีกว่าแล้ว เขาก็ยังคงไม่ลืมคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและอดีตคนรัก เจมส์เคยพยายามเริ่มต้นกับคนใหม่อยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายในใจของเขาก็ยังคงเก็บที่ไว้ให้สตีฟอยู่ดี

 

และเขาไม่อยากทำร้ายคนดี ๆ อย่างแซม เหมือนที่ไม่อยากกินเรนโบว์เค้กชิ้นนั้น เพราะอยากจะถนอมไว้ให้เป็นแบบนั้นตลอดไป ไม่อยากให้เสียหายเพราะตัวเอง

 

เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้นเรียกให้เจมส์หลุดจากห้วงความคิด เขาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความเข้าใหม่ที่ปีเตอร์เป็นคนส่งมา

 

พี่บัคกี้ ผมมีความลับจะบอก
เขฟเคยพูดไว้ว่า ที่เขาเลือกทำเรนโบว์เค้ก เพราะมันเหมือนกับพี่บัคกี้เลย ภายนอกขาวบริสุทธิ์ แต่ภายในเปี่ยมไปด้วยสีสัน
อย่าบอกเชฟนะครับว่าผมบอกพี่

พีท

ปล. สุขสันต์วันอีกครั้งครับ!

 

 

~*~*~*~*~*~*~

ตัดจบไปหน่อย ขอให้ทุกท่าคิดต่อกันเองแล้วกันค่ะ ว่าทั้งคู่จะลงเอยกันไหม ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

The Fool เจ้าคนซื่อบื้อ

The Fool เจ้าคนซื่อบื้อ

AU Drabble Fan Fiction

Harrison Osterfield

Tom Holland

Ryan Reynolds

หมายเหตุ: ใสใสไร้แก่นสารค่ะ

 

 

แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์เหลือบตามองนาฬิกาสไปเดอร์แมนบนผนังเป็นครั้งที่… เขาเองก็นับจนเลิกนับไปแล้ว เข็มที่ออกแบบให้คล้ายเส้นใยแมงมุมบนหน้าปัดบอกเวลาห้าทุ่มสี่สิบ อีกยี่สิบนาทีก็จะเริ่มวันใหม่แล้ว แต่รูมเมทของเขายังไม่กลับห้อง

 

เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ขณะทิ้งตัวนอนบนเตียงของตัวเองเพื่อสงบใจ ที่จริงเขาไม่ควรหงุดหงิดงุ่นง่านขนาดนี้ ทอมทิ้งโน้ตไว้ที่โต๊ะหนังสือแล้วว่าคืนนี้จะกลับดึก แต่ที่ทำให้เขาว้าวุ่นใจก็คือ ทอมยังเขียนเหตุผลไว้ด้วยว่า

 

ไปเดทกับพี่ไรอัน  : ) ’

 

วาดรูปยิ้มต่อท้ายชื่อของรุ่นพี่อีกต่างหาก

 

เมื่อนึกถึงโน้ตข้อความของทอม แฮร์ริสันก็ยกมือขึ้นมากุมหน้าผากอย่างกลัดกลุ้ม ความจริงก็คือ เขาแอบชอบรูมเมทคนนี้มาตั้งแต่ตอนเจอกันใหม่ ๆ แล้ว แต่ขี้ขลาดเกินกว่าจะพูดออกไป ตอนแรกเขาก็คิดว่า แค่ได้อยู่ข้าง ๆ ได้เห็นหน้า ได้ฟังเสียง ได้คุยกันทุกวันก็คงเพียงพอแล้ว เขาจะไม่ขออะไรไปมากกว่านี้ แต่เมื่อทอมเริ่มเดทกับรุ่นพี่ไรอัน แฮร์ริสันก็เริ่มรู้สึกเหมือนโดนขโมยเวลาไป เวลาที่เคยเป็นของทอมกับเขา บัดนี้ได้กลายเป็นเวลาของทอมกับรุ่นพี่ไรอันไปเสียแล้ว

 

ความรู้สึกกระวนกระวาย  ไม่มีสมาธิทำสิ่งใด กินอะไรก็ไม่อร่อย แถมยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกหมาถูกทิ้งให้เฝ้าบ้านตามลำพังแบบนี้ คงเป็นความน้อยใจ… ใช่ น้อยใจเฉย ๆ ที่ถูกช่วงชิงเวลาอันมีค่าไป เขาไม่มีสิทธิ์อะไรจะไปหึงหวงทอม แต่ถ้าน้อยใจตามประสาเพื่อนสนิท คงมีสิทธิ์รู้สึกได้ใช่ไหม

 

ขณะที่แฮร์ริสันกำลังนอนพลิกตัวไปมาอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงไขกุญแจที่ประตู เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่งโดยไม่รู้ตัว แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงทอมพูดขึ้นกับคนที่มาส่ง เขาก็รีบเอนตัวกลับลงไปอีกครั้ง พร้อมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนถึงปลายจมูก ปิดเปลือกตาทั้งสองข้างแกล้งทำเป็นหลับ แต่เงี่ยหูฟังเสียงทั้งสองคุยกันอย่างตั้งใจ

 

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับ ผับที่คุณแนะนำเจ๋งมาก วันนี้สนุกสุด ๆ ไปเลย!”

 

เสียงร่าเริงที่เขาหลงรักเอ่ยขึ้นมาจากบริเวณหน้าห้อง คงจะดีกว่านี้ถ้าทอมพูดประโยคนั้นกับเขา

 

“งั้นเหรอ ฉันรู้จักที่ที่ดียิ่งกว่าผับนั้นอีกนะ อยากไปไหม”

 

เสียงมีเสน่ห์ของรุ่นพี่ไรอันเอ่ยตอบ ขนาดแค่เสียงยังฟังดูหล่อเหลา ไม่แปลกที่สาว ๆ ทั่วมหาวิทยาลัยจะปลื้มรุ่นพี่คนนี้มาก แต่สำหรับเขา เสียงของรุ่นพี่ไรอันฟังดูเจ้าเล่ห์และยียวนมาก ๆ

 

“อยากสิครับ ที่ไหนเหรอ”

 

“ห้องฉัน”

 

เห็นไหมว่ารุ่นพี่ไรอันเจ้าเล่ห์ขนาดไหน

 

แฮร์ริสันอยากจะลุกจากเตียงขึ้นไปกระชากแขนทอมเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูใส่หน้ารุ่นพี่จอมเจ้าเล่ห์ แต่เขาก็ได้แค่คิด เขาเป็นเพื่อนของทอม ไม่มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนั้นกับคนที่เพื่อนของเขากำลังคบหาดูใจอยู่

 

เสียงหัวเราะร่วนของทอมดังแว่วมา ก่อนที่เจ้าตัวจะตอบว่า

 

“ไว้โอกาสหน้าแล้วกันครับ”

 

ทั้งคู่บอกราตรีสวัสดิ์ แล้วทอมก็ปิดประตูลงเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเฉียบ แฮร์ริสันยังคงแกล้งทำเป็นหลับต่อไปจนกระทั่งได้ยินเสียงทอมบ่นกับตัวเองเบา  ๆ

 

“แฮซนี่นะ ทำไมนอนแล้วไม่ปิดไฟ”

 

เขาจึงค่อย ๆ ปรือตาขึ้น แกล้งทำเสียงงัวเงียทักทายเพื่อน

 

“…ทอมเหรอ กลับมาแล้วเหรอ”

 

“อื้อ โทษที ฉันทำนายตื่นเหรอ”

 

คืนนี้ทอมสวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงสีดำเข้ารูป กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดไว้สองเม็ด เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าและกล้ามเนื้อช่วงเนินอก ดูยั่วยวนเสียจนแฮร์ริสันรู้สึกปวดใจและโกรธ… ทอมแต่งตัวแบบนี้เพื่อรุ่นพี่ไรอันสินะ ต้องเผยเนื้อหนังถึงขนาดนี้เชียว

 

แฮร์ริสันพยายามระงับความรู้สึกพลุ่งพล่านไว้ขณะยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ปากเจ้ากรรมก็ยังหลุดพูดออกไป

 

“ไปเที่ยวกับรุ่นพี่ไรอันมาเหรอ”

 

“อื้อ ไปผับxxxที่รุ่นพี่เป็นขาประจำน่ะ สนุกมากเลย อยากให้นายไป…”

 

“จำเป็นต้องปลดกระดุมเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

ทอมยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ของแฮร์ริสัน เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองหน้าเพื่อนอย่างงุนงง ก่อนจะก้มลงมองเสื้อเชิ้ตของตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนที่ถึงจะตีหน้านิ่ง แต่สายตานั้นมีแววไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

 

ทอมคลี่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะอธิบาย

 

“ก็… พอเต้นแล้วมันร้อน ก็เลยปลดออกน่ะ…”

 

คำตอบซื่อ ๆ ของทอมทำเอาแฮร์ริสันลดความโกรธลงไปเกินครึ่ง แต่ก็อยากจะยกขาขึ้นมาก่ายหน้าผากแทน ทำไมคนที่เขาแอบชอบถึงได้… ซื่อบื้อขนาดนี้…

 

“…คราวหน้าปลดแค่เม็ดเดียวพอนะ”

 

“ทำไมล่ะ”

 

ทอมเอียงคอเลิกคิ้วมองหน้าเขาอย่างน่าเอ็นดู ราวกับเด็กที่กำลังถามว่าทำไมดวงจันทร์ถึงตามเรามาล่ะ แฮร์ริสันสบดวงตาสีน้ำตาบเข้มที่รอคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงตัดสินใจพูดไปตามตรง

 

“ฉันเป็นห่วง”

 

…และหวง

 

เด็กหนุ่มกลืนคำที่ไม่ควรพูดลงคอไป

 

ทอมมองหน้าเขานิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แฮร์ริสันขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเพื่อนหัวเราะเรื่องอะไร มีอะไรน่าขำงั้นหรือ

 

แต่ก่อนที่จะได้ถาม ทอมก็พูดขึ้นมาก่อน

 

“อื้อ คราวหน้าจะปลดแค่เม็ดเดียว”

 

เด็กหนุ่มรับคำอย่างว่าง่ายผิดคาด แฮร์ริสันประหลาดใจจนคิดคำพูดโต้ตอบไม่ออกอยู่พักใหญ่ ทอมจึงฉวยจังหวะนี้คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วหนีเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากปิดประตูล็อกกลอนเรียบร้อยแล้ว ทอมก็ล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วรีบพิมพ์ข้อความถึงรุ่นพี่ไรอัน

 

รุ่นพี่ วันนี้ขอบคุณมากนะครับ

 

รออยู่ไม่ถึงครึ่งนาที รุ่นพี่ผู้ใจดีของเขาก็พิมพ์ตอบกลับมา

 

ด้วยความยินดี ว่าแต่ ได้ผลไหม

 

ทอมอ่านข้อความนั้นแล้วหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบว่า

 

ผมคิดว่าได้ผลนะ… ได้ผลละมั้ง แฮซบอกว่า “เป็นห่วง” ผมล่ะ

 

แล้วทอมก็บรรยายคำพูดและสีหน้าของแฮร์ริสันให้รุ่นพี่อ่าน

 

คงกลัวนายโดนฉันหลอกแอ้มแล้วเขี่ยทิ้งสินะ แต่ว่า เพื่อนนายนี่ซื่อบื้อจริง ๆ เลย ถ้าเป็นฉันคงไม่ปล่อยให้นายหลุดมือมาถึงคนอันตรายอย่างฉันหรอก

 

ทอมหัวเราะไม่มีเสียงเมื่อเห็นข้อความนั้น

 

ใช่ แฮซซื้อบื้อสุด ๆ เลย ผมควรจะเลิกรอแล้วรุกเขาเองเลยดีไหมครับ

 

โอ้… อยากโดนทอม ฮอลแลนด์รุกใส่บ้างจัง เจ้าซื่อบื้อนั่นน่าอิจฉาเกินไปแล้ว

 

เขาพิมพ์โต้ตอบกับรุ่นพี่ไรอันที่มาช่วยเขาพิสูจน์ความรู้สึกของแฮร์ริสันอยู่พักหนึ่ง บอกขอบคุณอีกครั้ง ก่อนที่รุ่นพี่จะขอตัวไปทำรายงานที่มีเส้นตายเช้าวันพรุ่งนี้ ทอมวางโทรศัพท์ลงบนเคาท์เตอร์อ่างล้างมือ เขามองตัวเองในกระจก คิดในใจอย่างหมายมั่นว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้ เขาจะไม่รออีกต่อไป

 

ในแฮร์ริสันไม่กล้าเริ่ม เขาก็จะเป็นคนเริ่มเอง

 

 

-*-*-*-*-*-

เรื่่องนี้มันไม่ใช่ #HarrisonTom แล้วล่ะค่ะ มันคือ #TomHarrison …รู้สึกผิดนิดหน่อยที่ให้น้องทอมรุก

โปรดติดตาม…. ไม่ล่ะ จบดีกว่าค่ะ 555555

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ