Graves Sensei [3]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

bamboo-142635_640

-๓-

นำทาง

พิธีปฐมนิเทศของโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระเรียบง่ายกว่าที่เกรฟส์คาดไว้ เขาเคยได้ยินมาว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มากพิธีรีตอง เป็นรองแค่จีนกับฝรั่งเศสเท่านั้น นึกไม่ถึงว่า อาจารย์ใหญ่จะกล่าวต้อนรับนักเรียนอย่างเรียบง่ายสองสามประโยค แนะนำเขาที่เป็นอาจารย์คนใหม่ให้นักเรียนรู้จัก หลังจากนั้นเหล่าเด็กหนุ่มก็ช่วยกันยกโต๊ะไม้ขัดทรงจัตุรัสตัวเตี้ยจำนวนหกสิบตัวมาวางเรียงกันเป็นแถวสิบสองแถว เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ หน่อยก็ช่วยยกเบาะนั่งมาวางเรียง ส่วนเด็กนักเรียนหญิงก็ช่วยกันยกจาน ตะเกียบ ถ้วยชา กาน้ำชา และอาหารมาวางเรียงบนโต๊ะ

ทีแรกพ่อมดหนุ่มเสนอตัวช่วยเหลือ แต่อาจารย์ใหญ่ออกปากว่า นี่เป็นงานของพวกเด็ก ๆ เขาจึงได้แต่นั่งคุกเข่ารออยู่กับบรรดาอาจารย์ที่ผนังฝั่งทิศใต้ เกรฟส์มองดูเด็กนักเรียนทำทุกอย่างด้วยมือ ไม่ใช้เวทมนตร์เลยแม้แต่น้อย ทำให้การตั้งโต๊ะทานอาหารเช้าใช้เวลานานพอสมควร หากใช้เวทมนตร์ช่วยคงใช้เวลาไม่เกินสามนาที เขาเอ่ยปากตั้งข้อสังเกตนี้กับอาจารย์โคบายาชิ ผู้ที่พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง เพราะเธอสนใจศึกษาคาถาของฝั่งตะวันตกด้วย

อาจารย์สาวแย้มยิ้มขณะอธิบายว่า เป็นแนวทางของโรงเรียนที่ให้นักเรียนทำงานเล็ก ๆ อย่าง การทำความสะอาด การจัดโต๊ะอาหาร โดยไม่ใช่เวทมนตร์ เพื่อฝึกให้คุ้นชินเวลาออกไปอยู่รวมกับคนธรรมดา ทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนแล้ว

“‘คนธรรมดา’ นี่ ท่านหมายถึง ผู้ไร้เวทมนตร์ใช่หรือไม่”

เมื่อหญิงสาวตอบรับ เกรฟส์จึงถามต่อว่า

“ที่อเมริกา มีคำที่ใช้เรียกคนที่ไม่มีเวทมนตร์ว่า ‘โนแมจ’ ส่วนที่อังกฤษเรียกว่า ‘มักเกิ้ล’ ที่ญี่ปุ่นมีศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกหรือไม่”

“ไม่มีเป็นพิเศษหรอกท่าน ส่วนใหญ่เราจะเรียกว่า ‘คนธรรมดา’ เพื่อไม่ให้สะดุดหูเกินไป หากมีใครมาได้ยินเข้า”

เกรฟส์ฟังแล้วก็คิดว่า ผู้วิเศษชาวญี่ปุ่นระมัดระวังดียิ่ง ทว่า เมื่อคิดอีกที หมายถึงพวกเขาคิดว่า ผู้ใช้เวทมนตร์เป็น ‘คนไม่ธรรมดา’ เป็น ‘คนไม่ปกติ’ อย่างนั้นใช่หรือไม่

พ่อมดต่างถิ่นได้แต่คิด ไม่ได้เอ่ยถามออกไป

อาหารมื้อแรกของเกรฟส์ที่มาโฮโทะโคะโระ คือ  ข้าวอบหนอไม้ ซุปเต้าเจี้ยวใส่เต้าหู้ขาว สาหร่าย และต้นหอม ปลาซัมมะย่างเกลือ หัวไชเท้าขูด และผักดอง จัดใส่ภาชนะกระเบื้องเคลือบสีขาวไร้ลวดลายใบเล็ก ปริมาณพอดีสำหรับหนึ่งคน พ่อมดหนุ่มไม่คุ้นตากับอาหารเหล่านี้ อาจารย์โคบายาชิอธิบายให้ฟังว่าแต่ละอย่างเรียกว่าอะไร และทำมาจากอะไรบ้าง โชคดีที่อเมริกามีร้านอาหารจีนอยู่บ้าง เขาจึงใช้ตะเกียบเป็น รสชาติของอาหารญี่ปุ่นที่ได้ลิ้มลองครั้งแรกถูกใจเขายิ่งนัก หากเทียบกับอาหารจีนที่เขาเคยลิ้มลองนับว่าเค็มกว่านิดหน่อย แต่น้ำมันน้อยกว่ามาก กินแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น ปริมาณอาหารที่จัดเตรียมมาให้นั้นพอเหมาะจนน่าประหลาดใจ กินหมดแล้วอิ่มกำลังดี ไม่อึดอัดแน่นท้อง ดื่มชาเขียวอุ่น ๆ จากถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวตามลง ทอดสายตามองออกไปเห็นกลีบดอกไม้สีชมพูนวลตาปลิดปลิวไปตามสายลม เกรฟส์รู้สึกราวกับอยู่ในสวนสวรรค์

ขณะที่จิบชาอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มที่คุ้นตา นั่งอยู่แถวที่สองถัดจากแถวที่เขากับบรรดาอาจารย์นั่งอยู่ ที่นั่งของเด็กหนุ่มหันหน้ามาทางเขาพอดี เกรฟส์จึงเห็นใบหน้าของครีเดนซ์ได้ถนัดตา เด็กหนุ่มก้มกินข้าวเงียบ ๆ นิ้วเรียวยาวจับตะเกียบคีบอาหารส่งเข้าปากอย่างเชื่องช้า สีหน้าของเด็กหนุ่มเรียบเฉยราวกับไม่รับรู้รสอาหาร

ภาพนั้นทำให้เกรฟส์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อกวาดตามองไปทั่วโต๊ะ เขาก็เห็นว่าเด็กสาวผมสีน้ำตาอ่อนคนหนึ่งซึ่งนั่งถัดจากครีเดนซ์ไปสองคน กำลังจ้องเขม็งไปที่เด็กหนุ่มด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ครีเดนซ์คงรับรู้ถึงสายตานั้น จึงจงใจก้มหน้าก้มตากินข้าวช้า ๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเงยหน้าขึ้นสบตาแข็งกร้าวคู่นั้น

คิ้วหนาของพ่อมดต่างชาติขมวดแน่น นึกสงสัยว่า เพราะเหตุใดเด็กสาวคนนั้นถึงได้จ้องครีเดนซ์อย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้

“เป็นอะไรไปหรืออาจารย์เกรฟส์ ขมวดคิ้วแน่นเขียว”

เสียงเรียกชื่อเขาจากอาจารย์หนุ่มร่างเล็กผู้นั่งเยื้องไปทางขวาของเขา ทำให้เกรฟส์ละสายตาจากเด็กทั้งสองมาสบตาของเพื่อนร่วมงานที่มองมาอย่างสงสัย ชายหนุ่มรีบคลายปมที่หัวคิ้ว ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า ไม่มีอะไร ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แล้วคุยกับอาจารย์คนอื่น ๆ โดยมีอาจารย์โคบายาชิช่วยแปลให้

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เหล่านักเรียนก็ช่วยกันเก็บล้างจานชาม ส่วนโต๊ะและเบาะรองนั่งวางไว้อย่างนั้น เพราะต้องใช้กินอาหารทุกวัน และจะเก็บเมื่อถึงเวลาปิดเทอม

เนื่องจากวันนี้เกรฟส์ยังไม่มีสอน เพราะต้องให้อาจารย์โคบายาชิจัดตารางเวลาใหม่ ให้สอนชั้นปีต่าง ๆ ช่วงที่ครีเดนซ์ว่างจากการเรียนมาเป็นล่ามให้เขา พ่อมดต่างถิ่นจึงตัดสินใจจะสำรวจรอบ ๆ โรงเรียน เมื่อเขาบอกอาจารย์โคบายาชิ เธอก็แนะนำว่า มาโฮโทะโกะโระไม่ซับซ้อน แต่ค่อนข้างกว้างขวาง มีคนนำทางไปด้วยจะดีกว่า ให้เขารออยู่แถวนี้ก่อน เธอจะไปตามครีเดนซ์มานำทางให้

ชายหนุ่มยืนชมทิวต้นซากุระอยู่ไม่นาน ครีเดนซ์ก็มาถึง เด็กหนุ่มโค้งให้เขาน้อย ๆ ขณะเดินเข้ามาใกล้… ถึงจะบอกว่าเดินเข้ามาใกล้ แต่ก็ยืนเว้นระยะห่างกับกรฟส์สามก้าว และใบหน้างดงามแต่เปี่ยมไปด้วยความกังวลก้มลงพำพึมกับหน้าอกตัวเองว่า

“เชิญอาจารย์เกรฟส์ขอรับ”

พ่อมดต่างชาติได้ยินที่เด็กหนุ่มพูดแล้ว แต่เขาไม่ค่อยพอใจที่ครีเดนซ์ไม่ยอมเงยหน้ามองเขา แถมยังยืนห่างจากเขาถึงขนาดนี้ เกรฟส์ไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มกลัวอะไรเขา ทั้งที่เมื่อเช้ายังช่วยเล่าเรื่องปลอบใจเขาที่กลัวความสูงอยู่เลย ท่าทีห่างเหินเช่นตอนนี้หมายความว่าอย่างไรกัน

ชายหนุ่มจึงก้าวเข้าไปใกล้ ย่นระยะห่างของเขากับเด็กหนุ่มให้เหลือเพียงหนึ่งก้าว ครีเดนซ์ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เกรฟส์หักห้ามใจตัวเองที่อยากจะเข้าไปเชยคางของคนตรงหน้าให้มองเขา ก่อนจะพูดว่า

“นำทางไปเลยครีเดนซ์ ข้าจะเดินตามหลังไปเอง”

ครีเดนซ์ฟังความต้องการของชายหนุ่มแล้ว เมื่อนึกภาพว่าเขาจะต้องเดินนำ โดยมีเกรฟส์เดินตามมาข้างหลัง ก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเดินแล้ว กระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เขารับคำ “ขอรับ” ก่อนจะออกเดินนำทางพาอาจารย์คนใหม่ชมโรงเรียน

ถึงเด็กหนุ่มจะขี้อายและไม่ชอบสบตาผู้คน แต่เขาแนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนได้ดีทีเดียว เกรฟส์ได้รู้ว่าโรงเรียนนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาในเกาะกลางทะเล (ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องโดยสารนกนางแอ่นทะเลยักษ์ข้ามมา) ล้อมรอบด้วยกำแพงหินหยกขาวซึ่งลงมนตร์พรางตาไว้ ทำให้คนภายนอก ทั้งคนธรรมดาและพ่อมดแม่มดแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามีโรงเรียนนี้ตั้งอยู่ ไม่อาจมองเห็นตัวโรงเรียนได้ จะเห็นเป็นเพียงป่าทึบเท่านั้น ครีเดนซ์ยังบอกว่า หินหยกขาวที่ใช้สร้างกำแพงล้อมรอบนี้ตกกลางคืนจะเปล่งแสงอ่อน ๆ ด้วย ดังนั้นตามอาคารจึงมีหินหยกขาวประดับเป็นจุด ๆ เพื่อใช้แทนหลอดไฟ แน่นอว่าแสงนี้ คนภายนอกโรงเรียนก็ไม่อาจเห็นได้เช่นกัน

อาคารต่าง ๆ ภายในโรงเรียน มีชื่อเรียกที่ตั้งตามชื่อพืชพรรณต่าง ๆ ที่เป็นมงคล เช่น อาคารที่พวกเขานั่งกินข้าวกันเมื่อเช้าเรียกว่า อาคารเบญจมาศ ดอกเบญจมาศเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ และการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ห่างออกไปจากอาคารราวยี่สิบก้าวมีโรงครัวสำหรับหุงต้ม จากนั้นก็เป็นกลุ่มอาคารเรียนสองชั้นทั้งห้าอาคาร เรียกรวมกันว่า อาคารซากุระ กลุ่มอาคารเรียนทั้งห้านี้จะมีหมายเลขกำกับไว้ด้วย เวลาเรียกแยกจะเรียกว่า อาคารซากุระกลีบที่หนึ่ง อาคารซากุระกลีบที่สอง เป็นต้น ซากุระเป็นตัวแทนของความสำเร็จและจิตใจที่เข้มแข็ง

ยังมีหอสมุดสูงสามชั้น ซึ่งชื่อว่า อาคารสุมิเระ แต่นักเรียนส่วนใหญ่เรียกว่า หอสมุด สุมิเระเป็นชื่อของดอกไม้สีม่วง ซึ่งมีรูปทรงคล้ายที่ใส่น้ำหมึกของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “สุมิอิเระ” จึงได้ชื่อว่าสุมิเระ ใกล้ ๆ หอสมุดเป็นลานฝึกปฏิบัติซึ่งเป็นลานดินเปิดโล่ง ล้อมรอบด้วยทิวไผ่ พวกเขาจะฝึกวิชาดาบ รวมไปถึงวิชาป้องกันตัวด้วยมือเปล่ากันที่นี่

เกรฟส์ฟังแล้วก็อดถามไม่ได้ว่า ครีเดนซ์เองก็รู้วิชาดาบและป้องกันตัวด้วยมือเปล่าหรือ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ พ่อมดต่างถิ่นอย่างเขาก็รู้สึกว่า ผู้วิเศษที่ญี่ปุ่นนั้นฝึกตนได้รอบด้านยิ่งนัก

เขาเองก็อยากรู้วิชาที่ดูมีประโยชน์เหล่านี้บ้างเช่นกัน

“ครีเดนซ์ หากเจ้าพอมีเวลา จะช่วยสอนวิชาดาบและการป้องกันตัวมือเปล่าให้ข้าได้หรือไม่”

ชายหนุ่มเอ่ยขอร้อง ครีเดนซ์ที่ตลอดทางไม่ยอมสบตาเขาแม้แต่น้อย บัดนี้เงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ อย่างประหลาดใจ ก่อนจะรีบหลุบตาลงต่ำอีกครั้ง เมื่อสบสายตาที่มุ่งมั่นอาจารย์หนุ่ม แล้วกล่าวว่าเสียงเบาว่า

“ข้ารู้เพียงเท่าที่อาจารย์ทานากะสอนเท่านั้น ความรู้น้อยนิด คงไม่อาจสอนได้ดีเท่าอาจารย์ทานากะ…”

เด็กหนุ่มบ่ายเบี่ยงเป็นเชิงให้เกรฟส์ไปเรียนกับอาจารย์ทานากะ ซึ่งเป็นครูสอนดาบและการป้องกันตัวมือเปล่า แต่ชายหนุ่มต่างถิ่นกลับกล่าวขึ้นว่า

“อาจารย์ทานากะสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน ข้าไม่อยากรบกวนเขา”

แล้วให้ข้าสอนนี่ไม่คิดว่ารบกวนข้าบ้างหรอกหรือท่านอาจารย์… ครีเดนซ์ได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าเอ่ยออกไป

“หากเจ้าไม่สะดวกสอนข้า ก็ไม่เป็นไรนะ”

คำกล่าวอย่างเกรงอกเกรงใจของเกรฟส์ ทำให้ครีเดนซ์รู้สึกลำบากใจ แต่ถึงอย่างไร เขาก็มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของอาจารย์หนุ่ม พ่อมดต่างถิ่นเอ่ยปากขอร้องขนาดนี้ เด็กหนุ่มเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ

“ได้ขอรับ ข้าจะสอนวิชาดาบและป้องกันตัวให้ท่านเอง แต่คงสอนได้แค่สัปดาห์ละสองสามชั่วโมง…”

“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว… ขอบใจมากนะ”

ชายหนุ่มกล่าวแล้วคลี่ยิ้ม ครีเดนซ์ที่ลอบมองเกรฟส์อยู่ถูกรอยยิ้มบางนั้นทำให้ตะลึงงัน หยุดหายใจไปชั่วขณะ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าจังหวะหัวใจผิดแปลกไป และรู้สึกเขินอายขึ้นมาจนต้องหลบตา ไม่มองรอยยิ้มนั้น

คนตรงหน้าเขาช่างอันตรายเหลือร้าย แค่รอยยิ้มเท่านั้นกลับทำให้เขาเป็นถึงขนาดนี้…

ครีเดนซ์นึกในใจว่าแบบนี้คงไม่ดีแน่ จริงอยู่ว่าคนตรงหน้ารูปงามเสียจนไม่ว่าใครก็คงนึกขัดเขินยามเมื่อได้อยู่ใกล้ แต่ว่า เขาต้องอยู่ใกล้คนคนนี้ไปอีกหนึ่งปีเต็ม การใจเต้นผิดจังหวะบ่อย ๆ แบบนี้ ไม่ดีต่อตัวเขาแน่นอน ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ เด็กหนุ่มบอกตัวเองให้ทำใจแข็งไว้ พลางคิดปลอบใจตัวเองว่า อีกหน่อยคงคุ้นชินไปเอง

เมื่อปลุกปลอบตัวเองแล้ว ครีเดนซ์ก็พาอาจารย์หนุ่มเดินชมส่วนต่าง ๆ ของโรงเรียนต่อไป

ถัดจากลานกว้างเป็นลำธารเล็ก ๆ ซึ่งถอดยาววนรอบภูเขาลงไปยังทะเลเบื้องล่าง มีสะพานทอดข้ามไปยังอีกฝั่งของลำธาร หากข้ามสะพานนั้นและเดินผ่านทิวสนไปสักพัก จะเจอศาลาไม้สามหลังสำหรับพักผ่อน มองออกไปจากตัวศาลาจะเห็นผืนน้ำสีครามเข้ม และละลอกคลื่นสีขาวที่ซัดผ่านมาเป็นจังหวะ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง เกรฟส์มองเกลียวคลื่นที่เห็นอยู่ไกล ๆ พลางคิดว่าเขาคงสามารถนั่งมองทะเลจากที่นี่ได้เป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย

ใกล้ ๆ ศาลานั่งเล่น ยังมีโรงนกนางแอ่น ซึ่งทางญี่ปุ่นใช้สำหรับส่งจดหมายต่างนกฮูก ครีเดนซ์ว่าหากเขาจะส่งจดหมายไปหาครอบครัวที่อเมริกา ก็สามารถใช้นกนางแอ่นเหล่านี้ได้ พวกมันบินทางไกลข้ามมหาสมุทรได้

นอกจากนี้ยังมีหอพักนักเรียนชายที่ชื่อ หอต้นสน และหอพักนักเรียนหญิงที่เรียกว่า หอดอกบ๊วย ซึ่งครีเดนซ์ไม่ได้พาเขาไปดูใกล้ ๆ บอกแค่ทิศทางไปเท่านั้น สุดท้ายก็พาเขามาส่งที่หอพักอาจารย์ซึ่งได้ชื่อว่า หอสึบากิ ดอกไม้แห่งความสุขุมรอบคอบ แต่แน่นอนว่าทุกคนเรียกติดปากว่าหอพักอาจารย์

ขณะนี้เป็นเวลาสิบเอ็ดโมง เด็กหนุ่มบอกเขาว่า อาหารกลางวันจะเริ่มตอนเที่ยงตรง ก่อนจะกล่าวลา และค่อย ๆ เดินจากไป

เกรฟส์มองตามด้านหลังของเด็กหนุ่มร่างสูง แผ่นหลังกว้างนั้นงองุ้มนิด ๆ ทำให้ความสง่างามของเด็กหนุ่มลดน้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เด็กหนุ่มดูอ่อนโยนมากขึ้น สีหน้าที่ดูกังวล และกริยาที่คอยหลบตาผู้คนนั้นทำให้เกรฟส์รู้สึกว่า อยากปกป้องดูแลเด็กคนนี้

ชายหนุ่มไม่เคยนึกว่าจะมีเด็กหนุ่มคนไหนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ได้ ครีเดนซ์นั้นทั้งสูงกว่าเขา แถมยังรู้วิชาดาบและการป้องกันตัว ทั้งยังมีความอดทนอย่างมาก ฟังจากการที่ทนขึ้นหลังนกนางแอ่นยักษ์ทุกวันได้อยู่หลายปีทั้ง ๆ ที่กลัวความสูง จนในที่สุดก็เลิกกลัวไปเอง เด็กหนุ่มคนนี้ภายนอกดูอ่อนแอ ภายในกลับซ่อนความเข้มแข็งไว้ เขาจึงนึกอยากรู้จักเด็กคนนี้ให้มากขึ้น ทั้งยังนึกอยากปกป้อง และอยากส่งเสริมขัดเกลาให้เป็นเด็กหนุ่มที่สง่างามทั้งภายในและภายนอก

ขณะนั้นเกรฟส์ไม่ทันนึกว่า ความรู้สึกอยากสนับสนุนครีเดนซ์ จะพัฒนาจนกลายเป็นความรู้สึกที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

-*-*-*-*-*-*-

บทนี้ได้คำว่า หลอดไฟ มาเพิ่มอีกคำแล้ว เย้! ^ ^

ข้อมูลความหมายของดอกไม้จากบล็อกนี้ค่ะ ดอกไม้แทนความหมาย ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ

สถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนมาโฮโทะโคะโระในเรื่องนี้ ไม่ได้อ้างอิงจากแหล่งใดเลยค่ะ นึกขึ้นมาเองล้วน ๆ ยกเว้นตรงที่ว่า มีหินหยกขาวประดับประดา ที่อ้างอิงจากที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง บอกไว้ในพอตเตอร์มอร์ เพราะงั้น ถ้าเจ.เค.ออกมาบอกรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เพิ่มเติมแล้วไม่ตรงกับในฟิคเรื่องนี้ ก็ขอภัยไว้ล่วงหน้าค่ะ ฮา

ใจจริงแอบกังวลเรื่องคาแรคเตอร์หลุดอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ว่า ภูมิหลังของครีเดนซ์ในเรื่องนี้จะไม่เหมือนกับเรื่องแฟนทาสติกบีสท์ จึงคิดว่านิสัยตัวละครน่าจะเปลี่ยนไปบ้างด้วยค่ะ เช่นกันกับคุณเกรฟส์ เราคิดว่าที่เห็นในภาพยนตร์นั้น เป็นกรินเดลวัลด์ล้วน ๆ ค่ะ เพราะงั้นจึงสร้างคาแรคเตอร์ของคุณเกรฟส์วัยหนุ่มขึ้นมาเองเช่นกัน

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

Advertisements

One thought on “Graves Sensei [3]

  1. […] Grave SenSei (ยังไม่จบ) :: เรื่องสั้น(มั้ง), โรแมนติก(?) :: AU คุณเกรฟ์มาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ โรงเรียนมาโฮโทะโคะโระ โรงเรียนเวทมนตร์ของญี่ปุ่นที่ครีเดนซ์เรียนอยู่ Graves Sensei [1] Graves Sensei [2] Graves Sensei [3] […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s