Graves Sensei [1]

Graves Sensei

Fan Fiction of Fantastic Beasts and Where to Find Them
Genre: Period, Short Fiction, Romantic
Pairing: Gradence, Percival Graves and Credence Barebone
#FB_Weekly W:: 15-16
Words: สมุดภาพ, หลอดไฟ, กรรไกร, ขวดโหล, ร่ม

 

-๑-
พบพาน

 

ยามย่ำรุ่งซึ่งสุริยะเทพียังไม่ตื่นบรรทม พลันปรากฏสองร่างขึ้นที่ทางเดินเลียบชายหาด หนึ่งสูง หนึ่งเตี้ย ร่างสูงสวมเสื้อแขนยาวสีขาวทับด้วยฮากามะสีดำสนิท สะพายห่อผ้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ไว้กับตัว มือหนึ่งถือร่มกระดาษ อีกมือถือตะเกียงน้ำมัน แสงไฟสีนวลตาส่องให้เห็นว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าผู้มีเครื่องหน้าคมเข้ม คงจะเรียกว่าหล่อเหลาได้เต็มปาก หากเด็กหนุ่มไม่เอาแต่ก้มหน้าทอดสายตาคู่สวยมองพื้นราวกับกลัวจะสะดุดกับหินกรวดเข้า ร่างสูงใหญ่ยังโค้งค่อม ไหล่กว้างองุ้ม ทำให้ขาดสง่าราศีไปอย่างน่าเสียดาย ผิดกับร่างเล็กที่เดินข้างกายเขา เด็กหญิงวัยไม่น่าเกินสิบปีสวมชุดแบบเดียวกันกับเด็กหนุ่ม สะพายห่อผ้าเหมือนกัน มือขวายังถือร่มกระดาษเหมือนกัน เพียงแต่ขนาดเล็กกว่าของเด็กหนุ่ม กระนั้นกลับดูสง่างามกว่าเขามาก เธอเดินหลังตรง ฝีเท้าที่ก้าวเดินก็ดูคล่องแคล่วและมั่นใจ ดวงตากลมโตสีเข้มที่มองตรงไปยังทางเบื้องหน้ามีแววตื่นเต้นยินดี

 

ที่สุดทางเดินมีโขดหินขวางกั้นระหว่างถนนกับหาดทรายเบื้องล่าง พวกเขาต้องเดินผ่านกองหินลงไป เด็กหญิงเร่งฝีเท้าเดินนำ ก้าวเท้าจากถนนลงไปยังโขดหินหนึ่ง ก่อนจะผละจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนอย่างชำนาญ รองเท้าเกี๊ยะไม้ดูจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินของเธอเลย ผิดกับเด็กหนุ่มที่เดินตามหลัง เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างระมัดระวังเสียจนดูงุ่มง่าม เมื่อเห็นเด็กหญิงกระโจนจากหินก้อนหนึ่งไปยังหินอีกก้อนหนึ่งรวดเร็วปานนั้น ก็ออกปากเตือนด้วยความเป็นห่วง

 

“โมเดสตี ระวังหน่อย ประเดี๋ยวจะหกล้ม หากเจ้าบาดเจ็บขึ้นมา พี่จะบอกท่านอาว่าอย่างไรเล่า”

 

เด็กหญิงฟังคำเตือนนั้นแล้วคลี่ยิ้มสดใสออกมา ก่อนจะตอบกลับไปว่า

 

“ข้าไม่เป็นไรหรอก ท่านพี่ก็เดินระวังหน่อยเถอะ”

 

ออกปากเตือนยังไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าสะดุดมาจากด้านหลัง เมื่อเด็กหญิงหันไปมอง ก็พบว่าท่านพี่ของเธอได้หกล้มลงไปกองกับหินเสียแล้ว เธอตั้งท่าจะเดินกลับไปช่วย แต่เด็กหนุ่มออกปากห้ามเสียก่อน

 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้อง พี่ลุกเอง”

 

เด็กหนุ่มยันตัวลุกขึ้นมาอย่างไม่ลำบากเท่าใดนัก ตะเกียงน้ำมันในมือก็ยังไม่ถึงพื้นเพราะเขาไหวตัวชูขึ้นทัน ควานหาร่มที่ตกไปเก็บกลับคืนมาเรียบร้อยก็ยืนขึ้นได้ แม้จะไม่สง่างาม แต่ข้อดีของเขาอยู่ที่สามารถลุกขึ้นเองได้ อาจเป็นเพราะล้มบ่อยจนเชี่ยวชาญ โมเดสตีนึกชื่นชมพี่ชายในข้อนี้ แต่ทางที่ดี ไม่ล้มแต่แรกดีที่สุด

 

แม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ได้มายืนบนหาดทราย ข้างกายน้องสาว เด็กหญิงยืนหันหน้าเข้าหาทะเล สายลมเย็นจากทะเลพัดให้ปอยผมสีอ่อนที่หลุดจากมวยของเด็กหญิงปลิวระข้างแก้ม เมื่อรู้สึกว่าเขามายืนอยู่ข้างกาย เสียงใสก็เอ่ยขึ้น

 

“วันนี้ฮารุคาเสะมาสายนิดหน่อยนะ ปกติจะมาคอยพวกเราอยู่แถวนี้แล้วแท้ ๆ”

 

เด็กหนุ่มกำลังจะเอ่ยตอบ “นั่นสินะ” แต่ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวจากปลายหางตาทำให้เขาหยุดคำนั้นไว้ที่ปลายลิ้น รีบหันไปหาสิ่งนั้นอย่างตื่นตระหนก มือหนึ่งยกตะเกียงขึ้นสูง อีกมือหนึ่งยกร่มขึ้นชี้ไปทางสิ่งนั้น

 

สิ่งนั้นกลับเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ทั้งร่างห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าแบบตะวันตกสีดำสนิท มีเพียงปกเสื้อตัวในสีขาวที่โผล่พ้นเสื้อคลุมและเครื่องประดับทำจากเงินรูปแมงป่องเท่านั้นที่ทำให้เขาไม่กลืนไปกับความมืดเบื้องหลัง ร่างนั้นไม่สูงนัก แต่กลับแผ่พลังอำนาจออกมาจากตัว ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการก้าวเท้าที่แช่มช้าเหมือนไม่แยแสสิ่งใด แต่กลับรัดกุมไม่เคลื่อนไหวเกินจำเป็น เรือนผมสีดำตัดสั้นลงน้ำมันจัดทรงเรียบร้อยขับให้ใบหน้าซึ่งงดงามเกินบุรุษนั้นคมเข้มขึ้น ชายผู้นี้มีบรรยากาศรอบตัวที่ไม่ธรรมดา ใบหน้าหล่อเหลางดงามแต่เคร่งขรึม ดวงตาสีเข้มเฉียบคมที่มองตรงมาอย่างไม่หลบหลีก ทั้งหมดนี้ล้วนส่งสัญญาณให้ผู้คนซึ่งได้พบเขารับรู้ว่า เขาไม่ใช่บุคคลที่ควรดูแคลนหรือไปยั่วให้โกรธเคือง ถ้าไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

 

แน่นอนว่า เด็กหนุ่มผู้รักสงบย่อมไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ครีเดนซ์หลุบตาหลบสายตาที่จ้องมองมา ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าว เมื่อรู้สึกว่าชายตรงหน้าก้าวเข้ามาใกล้เกินไปหน่อย ดูเหมือนชายหนุ่มจะรู้สึกตัวว่าเด็กหนุ่มไม่สบายใจที่ตนปรากฏตัวขึ้น จึงหยุดฝีเท้าลง ทิ้งระยะห่างจากเด็กทั้งสองราวสองเมตร ก่อนจะเอ่ยทัก

 

“สวัสดี”

 

น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยเป็นภาษาญี่ปุ่นสำเนียงแปลกแปร่ง เสียงของชายหนุ่มน่าฟัง ซ้ำยังไม่มีแววคุกคาม ส่งผลให้คนฟังทั้งสองคลายความตึงเครียดลงได้เล็กน้อย

 

โมเดสตีเอ่ยตอบว่า “สวัสดี” เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนคลายลงเช่นกันยามเอ่ยถามต่อด้วยภาษาอังกฤษที่เขาคุ้นเคย

 

“พูดอังกฤษได้หรือ”

 

“ได้สิท่าน ท่านเป็นคนต่างชาติใช่หรือไม่ มาจากไหนหรือ ท่านแม่ของข้าก็เป็นคนต่างชาติ ข้าถึงพูดภาษาอังกฤษได้”

 

โมเดสตีเป็นเด็กช่างคุย แถมชอบภาษาอังกฤษมาก อยู่ที่บ้านมีคนพูดภาษาอังกฤษด้วยแค่ไม่กี่คน นับดูแล้วก็มีเพียง ท่านแม่ พี่ครีเดนซ์ ท่านลุง ท่านสาธุคุณที่โบสถ์ และพวกพ่อค้าที่แวะเวียนมาไม่กี่คนเท่านั้น เมื่อพบคนที่คุยภาษาอังกฤษได้เพิ่มอีกคน จึงดีใจเสียจนเผลอพรั่งพรูภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยได้ใช้ใส่ชายแปลกหน้าอย่างยินดี

 

ครีเดนซ์คิดจะเอ่ยปรามน้องสาว แต่ชายแปลกหน้ากลับเอ่ยตอบโมเดสตีอย่างเต็มใจ ไม่มีสำเนียงว่ารำคาญเด็กหญิงเลยแม้แต่น้อย

 

“เพอร์ซิวาล เกรฟส์ มาจากอเมริกา ยินดีที่ได้พบ”

 

เอ่ยแล้วยังโค้งน้อย ๆ ให้เด็กทั้งสอง โมเดสตีจึงโค้งตอบอย่างกระตือรือร้น ส่วนครีเดนซ์รีบโค้งต่ำจนศีรษะแทบจะแตะผืนทรายด้วยความเกรงอกเกรงใจที่มีผู้ใหญ่โค้งให้เด็กอย่างพวกเขาก่อน

 

“ท่านแม่ของข้าก็มาจากอเมริกาเหมือนกัน! อ้อ ข้าชื่อ โมเดสตี โมเดสตี ทานากะ ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน ท่านเกรฟส์”

 

ว่าแล้วโมเดสตีก็ย่อกายโค้งเลียนแบบท่านแม่ยามทักทายชาวต่างชาติที่มาตกลงค้าขายกับบ้านของเธอ

 

การกระทำของเด็กหญิงเรียกรอยยิ้มน้อย ๆ จากเกรฟส์ ครีเดนซ์เผลอเหม่อมองรอยยิ้มนั้นอย่างอัศจรรย์ใจ นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ดูเคร่งขรึมและมีกลิ่นอายไม่ธรรมดาจนน่าหวั่นเกรงอย่างชายหนุ่ม ยามเผยรอยยิ้มจะดูอ่อนโยนและน่ามองขนาดนี้

 

ครีเดนซ์มองรอยยิ้มนั้นพลางครุ่นคิดในใจ จนไม่ทันสังเกตว่า ผู้ที่เขาลอบมองอยู่นั้น บัดนี้เบือนสายตามาจับจ้องที่เขาแล้ว รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่สายตาประสานกัน และเสียงนุ่มเอ่ยถาม

 

“แล้วเจ้าเล่า พูดได้ไหม”

 

สำเนียงหยอกเย้าที่แฝงอยู่ในคำถามนั้น ทำเอาครีเดนซ์หน้าตึงไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร เขาก็เจอคนพูดแบบนี้ใส่อยู่บ่อยครั้ง ด้วยความที่เขาพูดน้อยจนคล้ายคนบื้อใบ้ เด็กหนุ่มจึงไม่ถือสาหาความกับ “ชายมีอายุ” ตรงหน้า เอ่ยตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่หลบตา

 

“ครีเดนซ์ ครีเดนซ์ แบร์โบน ยินดีที่ได้พบท่าน”

 

เด็กหนุ่มโค้งกายอีกครั้งตามมารยาท ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน แลเห็นใบหน้างดงามของชายหนุ่มเผยรอยยิ้ม แต่กลับไม่ใช่รอยยิ้มอ่อนโยนเอ็นดูเด็กเหมือนที่เขายิ้มให้โมเดสตี ครีเดนซ์ที่เพิ่งรวบรวมแรงใจสบตากับเกรฟส์ตรง ๆ เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นก็ต้องหลุบตาลงมองผืนทรายอีกครั้ง

 

รอยยิ้มนี้ ครีเดนซ์ตีความไม่ออก แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่า รอยยิ้มนี้อันตรายอย่างยิ่ง บุรุษแปลกหน้าคนนี้อันตรายอย่างยิ่ง ทางที่ดีรีบถามธุระ เสร็จธุระแล้วควรหลีกให้ห่างไว้เป็นดี

 

คิดได้ดังนี้ เด็กหนุ่มก็เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา

 

“ว่าแต่ท่านมีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้หรือไม่”

 

คำถามของเด็กหนุ่มทำให้เกรฟส์หวนนึกถึงจุดประสงค์ดั้งเดิมของตัวเองขึ้นมาได้

 

“จริงสิ… ที่นี่คือจุดรับนักเรียนไปยังมาโฮโทะโคะโระใช่หรือไม่ ข้ากำลังหาทางไปที่นั่นพอดี”

 

คำถามของชายหนุ่มทำให้ครีเดนซ์เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง เอ่ยถามอย่างตะกุกตะกักว่า

 

“ท่าน… ท่านก็เป็น…”

 

“ใช่ ข้าเป็นผู้วิเศษ”

 

ครีเดนซ์นึกอยากตบหน้าผากตัวเองแรง ๆ สักที ที่มีตาหามีแววไม่ ถึงแม้จะแปลกใจที่ชายหนุ่มผู้นี้มาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรบนชายหาดยามใกล้รุ่ง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเขาก็เป็นพ่อมดเหมือนกัน

 

แถมยังกำลังหาทางไปยังโรงเรียนเวทมนตร์ มาโฮโทะโคะโระ โรงเรียนที่พวกเขากำลังศึกษาอยู่อีกด้วย

 

“ท่านจะไปโรงเรียนเราทำไมหรือ ไปเรียนเหมือนกันหรือ แต่ท่านดู…”

 

คำว่า “อายุเกินวัยเรียน” กลืนหายไปในคอของโมเดสตี ถึงแม้เด็กหญิงจะชอบพูด แต่ก็รู้ตัวว่าคืนนี้เธอพูดมากเกินไปหน่อยแล้ว

 

ทว่า ชายหนุ่มยังคงยิ้มอ่อนโยนให้เธอ ก่อนจะตอบว่า

 

“ไม่ได้ไปเรียนหรอก ข้าอายุมากเกินกว่าจะเรียนแล้ว ไปเป็นอาจารย์ต่างหากเล่า”

 

คำว่า “อาจารย์” ทำให้ครีเดนซ์ตกตะลึงอีกครั้ง โมเดสตีเองก็ดูคาดไม่ถึงเช่นกัน แต่เด็กหญิงท่าทางดีใจ เอ่ยถามต่อว่า ท่านเกรฟส์สอนวิชาอะไร ท่านเกรฟส์ต้องเก่งมากแน่ ๆ เลย ถึงมาเป็นอาจารย์ได้ เกรฟส์เองก็เอ่ยอย่างเป็นกันเองว่า เก่งไม่เก่ง ต้องรอดูในชั้นเรียน แต่ไม่ได้เผยชื่อวิชาที่จะสอนแต่อย่างใด

 

ระหว่างที่เด็กหญิงกับชายหนุ่มกำลังสนทนากันนี้ ครีเดนซ์กลับนึกขมขื่นในใจ เขาอุตส่าห์จะหลีกหนีให้ห่าง ไม่ต้องพบเจอกันอีกเป็นครั้งที่สองแท้ ๆ ชายแปลกหน้าท่าทางอันตรายผู้นี้กลับเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเขาเสียได้ อาจารย์ที่โรงเรียนเขามีน้อย ถึงอย่างไรเขาก็ต้องได้เรียนกับคนคนนี้

 

แค่คิดว่าต้องเรียนกับคนคนนี้ ครีเดนซ์ก็รู้สึกหดหู่ พาลไม่อยากไปโรงเรียนเสียแล้ว เด็กหนุ่มพยายามปลุกปลอบตัวเองในใจว่า อาจจะเป็นวิชาที่ไม่สำคัญมาก เจ็ดวันเจอกันครั้ง เดือนหนึ่งเจอกันไม่เกินสี่ครั้ง คงไม่เป็นไรกระมัง

 

คิดได้ดังนั้นก็ค่อยวางใจได้หนึ่งส่วน ครีเดนซ์พยักหน้าหงึกหงักกับตัวเองโดยได้หารู้ชะตากรรมไม่ว่า เขาจะต้องข้องเกี่ยวและพบเจอ “อาจารย์” ท่านนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

-*-*-*-*-*-*-

หมายเหตุ:

ฮากามะ คือ เครื่องแต่งกายที่คล้าย ๆ กางเกงของญี่ปุ่นค่ะ สวมได้ทั้งหญิงและชายFUผู้ชายชุดฮากามะ

 

ตอนแรกกะไว้สั้น ๆ ตอนเดียวจบ แต่จบไม่ลงค่ะ คำก็ยังใส่ไม่ครบ ขอลงหลาย ๆ ตอนแล้วกันค่ะ

คาแรคเตอร์หลุดกระจายเลย ฮา อภัยให้คาร์หลุด ๆ ของเราด้วยค่ะ

ปล. คิดชื่อเรื่องไม่ออก ชื่อเกรฟส์เซนเซย์ไปก่อนแล้วกันค่ะ 555555 คำว่า “เซนเซย์” หมายถึง อาจารย์ ค่ะ

 

Advertisements

3 thoughts on “Graves Sensei [1]

  1. ฮึ้ยยย พี่ฟางงงง ศัพท์กร๊าวใจแงงง มาแบบเบาๆแต่มันตุ้มๆต่อมๆดีจัง กลิ่นอายแบบญี่ปุ่นมาเลย
    ไม่รู้ทำไมพอมาอยู่ในคาแรคเตอร์ของสองคนนี้แล้วมัน ฮึ้ยยย ////// บอกไม่ถูก แต่ชอบมากๆเลยค่ะ อ่านไปอมยิ้มไป
    พี่ฟางก็แต่งแบบมีไดอะล็อกได้สนุกดีนะ อ่านลื่น ใช้คำพูดไม่ต้องมากมายในประโยคก็ประทับใจ
    ปกติเห็นพี่เน้นบรรยาย แต่มีบทสนทนาแบบนี้พี่ก็ทำได้ไม่เลวเลยค่ะ
    พรืออออออ คุณเกรฟส์คนคูล,,,,

    1. ดีใจที่มายมาคอมเม้นท์ ขอบคุณนะมาย มีกำลังใจขึ้นมาเลยล่ะ ดีใจด้วยที่มายชอบ โฮ T T

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s