MarvelHero

Like The Rainbow Cake

Like The Rainbow Cake

Sam Wilson and James Barnes

AU Drabble Fiction

แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ #Heroอาทิตย์ละครั้ง หัวข้อ “เค้ก” ค่ะ
ขอบคุณทาง @_heroweeklyth มาก ๆ ที่จัดกิจกรรมสนุก ๆ ขึ้นมาค่า

 

 

เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เรียกให้ชายหนุ่มที่กำลังจดจ่ออยู่กับตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ละสายตาจากหน้าจอใหญ่ ไปยังหน้าจอเล็กของสมาร์ทโฟน ตัวเลขบนหน้าจอบอกเวลาเที่ยงคืนของวันที่สิบมีนาคม ใต้เวลาและวันที่มีแจ้งเตือนว่ามีข้อความใหม่ห้าข้อความ

 

ชายหนุ่มยังไม่กดเปิดอ่านทันที เขาฉวยโอกาสนี้อนุญาตให้ตัวเองพักสักครู่ ร่างสูงโปร่งและมีกล้ามเนื้อภายใต้เชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงสีดำเข้ารูปยืนขึ้นบิดกายไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ และเสื้อโค้ตสีเปลือกไข่จากราวแขวน เดินออกจากสำนักงานลงไปยังร้านกาแฟเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่อยู่ถัดจากตึกสำนักงานไปสามบล็อก

 

เสียงกระดิ่งที่ชายหนุ่มชื่นชอบดังขึ้นเบา ๆ เมื่อเขาผลักประตูกระจกใสเข้าไป ภายในร้านสว่างไสวอบอุ่นด้วยแสงไฟสีนวล และอบอวลด้วยกลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่ เด็กหนุ่มที่เคาท์เตอร์ไม้เงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มกว้างให้เขา

 

“พี่บัคกี้! ยินดีต้อนรับครับ! วันนี้ก็รับเหมือนเดิมใช่ไหมครับ”

 

เสียงเอ่ยทักอย่างร่าเริงพร้อมยิ้มสดใสและดวงตาเป็นประกายคู่นั้น ทำให้ เจมส์ บัคกี้ บาร์นส์ คลี่ยิ้มกว้างขณะขยับเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์

 

“อื้ม ขอบใจนะพีท นายนี่รู้ใจฉันดีจริง ๆ”

 

“ก็พี่บัคกี้เล่นสั่งเมนูเดิมตลอด ใครก็ต้องจำได้ทั้งนั้นแหละครับ”

 

เจมส์หัวเราะ ก่อนจะจ่ายเงินค่าไอซ์อเมริกาโน่ให้กับ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดที่ทำงานพิเศษกะดึกที่ร้านกาแฟแห่งนี้มาเกือบสองปีแล้ว เจมส์เป็นลูกค้าขาประจำของร้าน และด้วยความที่ปีเตอร์เป็นคนช่างคุย พวกเขาจึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเรียกชื่อเล่นกันได้ แม้อายุจะห่างกันเกือบยี่สิบปีก็ตาม

 

“พี่บัคกี้ไปรอที่โต๊ะก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปเสิร์ฟให้เองครับ”

 

ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะชิดหนังด้านในของร้าน ถอดเสื้อโค้ตออกมาแขวนไว้กับราวแขวนที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเอนหลังลงบนโซฟาหุ้มหนังเทียมสีช็อกโกแลต เจมส์ชอบโซฟาตัวนี้  ไม่แข็งกระด้างจนนั่งไม่สบาย แต่ก็ไม่ได้นุ่มมากจนทำให้รู้สึกอยากเอนตัวลงนอน เป็นความรู้สึกผ่อนคลายกำลังดี เหมาะเป็นที่พักผ่อนก่อนจะต้องกลับไปลุยงานต่อ

 

เมื่อเอนหลังลงตรงที่นั่งประจำแล้ว เจมส์ก็หยิบโทรศัพท์มือถืออกมาจากกระเป๋ากางเกงเพื่อเปิดดูข้อความ ทุกข้อความล้วนเป็นคำอวยพรวันเกิด จากแม่ จากแนท เพื่อนที่ทำงาน ข้อความเหล่านั้นเรียกรอยยิ้มให้ปรากฎบนใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มเปิดอ่านและไล่ตอบข้อความทีละคน จนกระทั่งข้อความจากคนคนหนึ่ง ทำให้รอยยิ้มละไมบนใบหน้านั้นค่อย ๆ เลือนหายไป

 

บัคกี้ สุขสันต์วันเกิดนะ เพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน
จาก สตีฟ

 

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเหม่อมองชื่อผู้ส่งอยู่นั้น จู่ ๆ โคมไฟเหนือศีรษะของเขาก็ดับลง เจมส์เงยหน้าขึ้นมองโคมไฟนั้นอย่างงุนงง ขณะที่คิดจะเรียกปีเตอร์ ใครคนหนึ่งก็ปรากฎกายตรงหน้าเขา พร้อมกับเค้กสีขาวบริสุทธิ์ประดับเทียนวันเกิดหลากสีล้อมรอบตัวอักษรที่เขียนด้วยน้ำเชื่อมช็อกโกแลตว่า Happy Birthday Bucky

 

เจมส์ค่อย ๆ เลื่อนสายตาขึ้นมองหน้าชายหนุ่มผู้ที่ถือเค้กเดินเข้ามา เมื่อสบกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมกริบ และเห็นใบหน้าคมคายภายใต้แสงเทียนจากเค้กวันเกิดแล้ว ชายหนุ่มก็ลอบถอนใจเบา ๆ ก่อนจะยิ้มสมเพชตัวเองที่เผลอคิดไปว่าสตีฟจะมาเซอร์ไพรส์วันเกิดเขา

 

สุดท้ายแล้วเขาก็ยังลืมสตีฟไม่ได้อยู่ดีสินะ

 

“เชฟเองเหรอ ทำไมยังไม่กลับล่ะ เลิกงานตั้งแต่สามโมงแล้วนี่นา”

 

เจมส์เอ่ยทักชายหนุ่มผิวเข้มที่กำลังวางจานเค้กลงบนโต๊ะกาแฟตัวกลมอย่างระมัดระวัง แซม วิลสัน เชฟขนมประจำร้านกาแฟแห่งนี้ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวตรงข้าม ดวงตาสีเข้มนั้นจ้องเขาเขม็งอยู่ครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ ว่า

 

“ไม่ได้อยากจะอยู่หรอก แต่เจ้าหนูพีทขอร้องให้อยู่ทำเค้กวันเกิดให้นายน่ะสิ”

 

ตอบเสร็จชายหนุ่มผิวเข้มก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางราวกับไม่อยากจะเสวนากับเขา เจมส์มองท่าทางนั้นแล้วก็ถอนใจกับตัวเอง เหตุที่แซม วิลสันชอบเมินใส่เขา เป็นเพราะเขาเคยก่อวีรกรรมเอาไว้… ที่จริงตัวเขาเองก็จำไม่ได้ เพราะคืนนั้นเขาเมาหนักมาก แต่ปีเตอร์เล่าให้ฟังว่า เขาเข้ามาที่ร้านตอนตีสาม คร่ำครวญและโวยวายจะสั่งเบียร์อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหลับไป ปีเตอร์ไม่รู้จะทำอย่างไร โชคดีที่แซมมาถึงร้านเพื่อเตรียมขนมตั้งแต่ตีสี่ เชฟหนุ่มจึงช่วยหิ้วเขาขึ้นไปนอนยังชั้นสองของร้าน

 

ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไรไว้กับเชฟขนมร่างใหญ่คนนี้ เพราะนับจากนั้นมาแซมก็แสดงท่าทีเย็นชากับเขาอย่างชัดเจน เจมส์เคยถามเอากับปีเตอร์ แต่เด็กหนุ่มเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

“มาแล้วครับ! ไอซ์อเมริกาโน่ของพี่บัคกี้ และคาราเมลมัคคิอาโตของเชฟ”

 

เด็กหนุ่มเจ้าของเสียงร่าเริงเดินเข้ามาเสิร์ฟกาแฟให้ทั้งสองอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถือวิสาสะและช่วงที่ร้านไม่มีลูกค้า นั่งลงบนโซฟาตัวข้าง ๆ เจมส์ พลางคะยั้นคะยอให้ชายหนุ่มอธิษฐานและเป่าเทียน

 

เจมส์ยิ้มกว้างให้หนุ่มน้อย ก่อนจะทำตามที่ปีเตอร์บอกอย่างว่าง่าย เมื่อเทียนทุกเล่มดับลงแล้ว ปีเตอร์ก็จัดแจงดึงเทียนออกจนหมดอย่างรวดเร็ว เปิดโคมไฟเหนือศีรษะให้ส่องสว่างอีกครั้ง  แล้วคนที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ขยับตัวหยิบมีดตัดเค้กที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะยื่นส่วนด้ามที่หุ้มไม้ส่งให้เขา

 

“เอ้า ตัดเค้กสิ”

 

เสียงทุ้มเอ่ยเสียงห้วนเหมือนเคย เจมส์มองหน้าแซมแล้วก้มมองมีดในมือของเชฟหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรับมาอย่างเกร็ง ๆ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับวนรอบ ๆ โต๊ะกลมขณะมองไปที่เค้กวันเกิดของตัวเองอย่างลังเล ไม่แน่ใจว่าจะวางมีดลงตรงไหนดี

 

“ตัดเลยครับพี่บัคกี้ ผมอยากเห็น!”

 

เสียงเร่งอย่างร่าเริงของปีเตอร์ ทำให้ชายหนุ่มเจ้าของวันเกิดค่อย ๆ กดมีดลงไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แซมทนดูท่าทางเงอะงะแบบนั้นไม่ไหว กลัวว่าเค้กที่ตัวเองอุตส่าห์บรรจงสรรสร้างขึ้นมาจะพังทลายด้วยน้ำมือของเจมส์เสียก่อน เชฟหนุ่มจึงลุกขึ้นไปฉวยมือที่ถือมีดตัดเค้กนั้น ก่อนจะจับให้มั่นคง แล้วกดลงไปช้า ๆ ในที่สุดก็ได้เค้กชิ้นสามเหลี่ยมสวยงาม

 

“เอ้า หลีก เดี๋ยวฉันทำเอง”

 

หลังจากตัดเค้กชิ้นแรกเสร็จ แซมก็ออกปากไล่เจ้าของวันเกิดให้หลีกทางให้เขา เจมส์จึงค่อย ๆ เลื่อนมือออกจากมีดแล้วถอยออกมา มือใหญ่ที่กุมมือเขาไว้ก็คลายออกแล้วเลื่อนมากุมด้ามมีดแทน เชฟหนุ่มรับช้อนมาจากปีเตอร์แล้วใช้มีดกับช้อนค่อย ๆ พยุงเค้กชิ้นนั้นขึ้นมาจัดใส่จานเซรามิคสีขาว ก่อนจะส่งจานให้เจ้าของวันเกิด

 

“เอ้า รับไปสิ”

 

เสียงดุ ๆ นั่นไม่ได้ทำให้เจมส์ลดความประทับใจที่มีต่อเค้กที่เจ้าของเสียงนั้นส่งให้ ชายหนุ่มเบิกตากว้างขณะรับเค้กชิ้นนั้นมาถือไว้

 

ภายในเค้กสีขาวดูเรียบ ๆ นั้น มีสายรุ้งซ่อนอยู่

 

ครีมสีขาวที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก ซ่อนเนื้อเค้กสีสันสดใสดั่งสายรุ้งเอาไว้ภายใน เค้กเนื้อบางเบาซ้อนกันเป็นชั้น ไล่ตั้งแต่ สีม่วง สีฟ้า สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ขั้นแต่ละชั้นด้วยครีมขาว ดูนุ่มละมุน สดใส และน่าถนอมไว้ให้คงอยู่แบบนี้ตลอดไป

 

น่าถนอมจนเจมส์ไม่กล้าแตะต้อง

 

“สวยจริง ๆ เลยนะครับ!”

 

เสียงชื่นชมของปีเตอร์เรียกให้เจมส์เงยหน้าขึ้นจากชิ้นเค้ก ตอนนี้แซมจัดการตัดแบ่งเค้กให้ปีเตอร์แล้ว และเด็กหนุ่มก็มองเค้กด้วยตาแวววาวราวกับเด็กน้อย

 

“สวยจนผมไม่กล้ากินเลย เชฟ”

 

“ไม่กินเค้กก็เสียใจแย่สิ กินเถอะเจ้าหนู”

 

แซมบอกกับปีเตอร์ด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ก่อนจะหันมาทางเจ้าของวันเกิดที่ยืนนิ่งไม่ยอมกินเค้กที่เขาทำเสียที เชฟหนุ่มเดาะลิ้นอย่างรำคาญใจ ก่อนจะหยิบช้อนเงินคันเล็กยื่นให้

 

“เอ้า กินสิ”

 

เจมส์รับช้อนคันนั้นมาถือไว้ แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือ เขาเงยหน้ามองหน้าเชฟหนุ่มที่ยังคงยืนกอดอกจ้องเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยปากว่า

 

“จ้องกันแบบนี้ก็กินไม่ลงสิ”

 

มุมปากของแซมกระตุกเล็กน้อย ราวกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ก่อนที่จะตอบกลับมาว่า

 

“ฉันอยากเห็นว่านายชอบรึเปล่า… เช็คเรตติ้งในฐานะคนทำขนมไง เพราะงั้นรีบ ๆ กินได้แล้ว”

 

เจมส์บังคับตัวเองไม่ให้หลุดยิ้มออกมา ขณะตักเค้กคำแรกเข้าปาก สัมผัสครีมละมุน หอมหวาน และเนื้อเค้กที่ชุ่มช่ำด้วยครีมและนุ่มฟูอยู่ในปาก อดไม่ได้ที่จะตักคำที่สอง  และคำต่อ ๆ มาส่งเข้าปาก รู้ตัวอีกที เค้กชิ้นหนาก็หายวับไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว

 

เชฟหนุ่มยิ้มจาง ๆ ให้กับท่าทางกินอย่างเอร็ดอร่อยของเจ้าของวันเกิดและเจ้าหนูปีเตอร์ การได้มองผู้คนกินขนมที่ตัวเองทำอย่างเอร็ดอร่อย สำหรับแซม เขาถือเป็นคำชมสูงสุดในฐานะเชฟทำขนม คำชมที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมา

 

“ผมขออีกชิ้นได้ไหมครับ เชฟ”

 

“ขอผมด้วยนะ”

 

เด็กหนุ่มและชายหนุ่มเอ่ยขึ้นกับเขา ซึ่งแซมก็เต็มใจตัดเค้กชิ้นใหม่ใส่จานเปล่าเกลี้ยงเกลาของทั้งคู่ ก่อนจะกินส่วนของตัวเองบ้าง ทั้งสามกินเค้กกันเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง โดยมีเสียงของปีเตอร์พูดขมว่าอร่อย ๆ ดังขึ้นเป็นระยะ ในที่สุดเรนโบว์เค้กก้อนใหญ่ก็หมดเกลี้ยง ปีเตอร์อาสาเก็บล้างให้ ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนอยู่กับตามลำพัง

 

ความเงียบปกคลุมขณะที่ทั้งคู่ดื่มกาแฟของตนตบท้าย ปกติเวลาเจมส์อยู่กับแซมเขาจะรู้สึกอึดอัด เพราะแซมดูไม่จะไม่ชอบหน้าเขาเอาเสียเลย แต่คืนนี้ ณ เวลานี้ ความอึดอัดที่ว่าคลายลงจนเหลือเพียงบางเบา เจมส์เหลือบตามองเชฟหนุ่มที่กำลังเอนหลังพิงโซฟาพลางดื่มคาราเมลมัคคิอาโตอย่างผ่อนคลาย แล้วรวบรวมความกล้าถามถึงสิ่งที่สงสัยมาตลอด

 

“เชฟ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”

 

“ไม่ได้”

 

คำปฏิเสธทันควัน ทำเอาเจมส์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยต่อ

 

“ทำไมคุณถึงเกลียดผมนักล่ะ”

 

คำถามนั้นทำให้แซมต้องหันมองหน้าคนถาม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีแววประหลาดใจ ขณะจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าของเจมส์ราวกับจะถามกลับว่า ทำไมถึงถามเขาแบบนั้น

 

แต่ในที่สุดแล้ว เชฟหนุ่มก็ตอบกลับไป

 

“ฉันไม่ได้เกลียดนายสักหน่อย”

 

“ไม่เกลียดผมแล้วทำไมถึง… เย็นชากับผมตลอดเลยล่ะ”

 

“ก็ฉัน…”

 

ชายหนุ่มผิวเข้มตั้งท่าจะเถียงกลับ แต่แล้วก็ชะงักไป เขามองสบตาสีฟ้าที่มีแววสงสัยใครรู่ของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะเบือนหน้าหลบสายตาของงเจมส์

 

“เอาเป็นว่า ฉันไม่ได้เกลียดนายแล้วกัน”

 

ว่าแล้วเชฟหนุ่มก็ลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนจะเดินเร็ว ๆ หายลับเข้าไปในครัว ทิ้งให้เจมส์นั่งงุนงงอยู่ในร้านเพียงลำพัง

 

ปีเตอร์เงยหน้าขึ้นจากอ่างล้างจานตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่อเด็กหนุ่มเห็นแซมเดินถือแก้วกาแฟเข้ามาในครัว เขาก็รีบเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น

 

“เป็นไงครับเชฟ สารภาพไปหรือยัง”

 

ชายหนุ่มเดินเข้ามาวางแก้วไว้ตรงเคาท์เตอร์ล้างจาน ก่อนจะเดินหนีเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อของพนักงานโดยไม่ตอบคำถามของเขา แต่ปีเตอร์เห็นแบบนั้นก็สรุปคำตอบได้เองโดยไม่ต้องบอกแล้ว

 

“โธ่ เชฟ ยังไม่ได้บอกอีกเหรอครับ ถ้าไม่รีบบอกระวังมีใครมาคว้าไปก่อนนะครับ”

 

เด็กหนุ่มแกล้งพูดเสียงดังไล่หลังของแซมไป โดยไม่รู้ว่าคนที่เขาเกรงว่าจะ มีใครมาคว้าไป นั้น มายืนอยู่ตรงประตูครัวแล้ว

 

เจมส์ได้ยินสิ่งที่ปีเตอร์พูดอย่างชัดเจน เขาไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว จึงรู้ดีว่าปีเตอร์หมายความว่าอย่างไร ชายหนุ่มจึงชะงักเท้าอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะเคาะประตูแล้วส่งเสียงเรียกเด็กหนุ่ม

 

“พีท ฉันกลับก่อนนะ ยังมีงานต้องเคลียร์อีกเพียบเลย”

 

ปีเตอร์รีบล้างมือแล้วออกมาบอกลาเขา เจมส์บอกขอบคุณสำหรับคืนนี้  ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ

 

สิบนาทีต่อมา ชายหนุ่มพาตัวเองกลับมาถึงสำนักงานแล้ว แต่ใจยังคงวนเวียนอยู่ที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เขาถอดเสื้อโค้ตแขวนบนราวอย่างไร้สติ ก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะตัวเอง ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองหน้าจอว่างเปล่าอย่างใจลอย

 

เขารู้สึกตกใจที่แซม คนที่เขาคิดว่าเกลียดเขา แท้จริงแล้วรู้สึกกับเขาแบบนั้น

 

เจมส์ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบแซมไหม เจมส์ชอบขนมของแซม เขาว่าแซมเป็นเชฟทำขนมที่เก่งมาก และเขาคิดว่าภายใต้ท่าทางเย็นชานั้นซ่อนความอบอุ่นเอาไว้ เขาเคยได้ยินปีเตอร์เล่าให้ฟังว่าเชฟหนุ่มชอบขอขนมที่เหลือจากร้านไปแจกเด็ก ๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าด้วย

 

แซมก็เหมือนกับขนมที่เขาทำ… เหมือนกับเรนโบว์เค้ก… ภายใต้เนื้อครีมสีขาวเรียบ ๆ นั้น กลับซ่อนสีสันสดใสอันชวนให้รู้สึกสุขใจเอาไว้

 

เจมส์คิดว่าแซมเป็นอย่างนั้น  คิดว่าแซมเป็นคนดีมาก ๆ ทว่า หากแซมสารภาพกับเขาจริง ๆ ชายหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าเขาควรตอบรับดีไหม

 

เขายังลืมสตีฟไม่ได้

 

แม้จะเลิกกันมาสองปีกว่าแล้ว เขาก็ยังคงไม่ลืมคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและอดีตคนรัก เจมส์เคยพยายามเริ่มต้นกับคนใหม่อยู่สองสามครั้ง แต่สุดท้ายในใจของเขาก็ยังคงเก็บที่ไว้ให้สตีฟอยู่ดี

 

และเขาไม่อยากทำร้ายคนดี ๆ อย่างแซม เหมือนที่ไม่อยากกินเรนโบว์เค้กชิ้นนั้น เพราะอยากจะถนอมไว้ให้เป็นแบบนั้นตลอดไป ไม่อยากให้เสียหายเพราะตัวเอง

 

เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้นเรียกให้เจมส์หลุดจากห้วงความคิด เขาหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูข้อความเข้าใหม่ที่ปีเตอร์เป็นคนส่งมา

 

พี่บัคกี้ ผมมีความลับจะบอก
เขฟเคยพูดไว้ว่า ที่เขาเลือกทำเรนโบว์เค้ก เพราะมันเหมือนกับพี่บัคกี้เลย ภายนอกขาวบริสุทธิ์ แต่ภายในเปี่ยมไปด้วยสีสัน
อย่าบอกเชฟนะครับว่าผมบอกพี่

พีท

ปล. สุขสันต์วันอีกครั้งครับ!

 

 

~*~*~*~*~*~*~

ตัดจบไปหน่อย ขอให้ทุกท่าคิดต่อกันเองแล้วกันค่ะ ว่าทั้งคู่จะลงเอยกันไหม ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

Advertisements

3 thoughts on “Like The Rainbow Cake”

  1. โอ๊ยตบโต๊ะ น่ารักสุดๆ ฉันรักคุณเชฟแซม อ่านไปยิ้มไป ถึงจะมีเรื่องหม่นๆบ้างจากเรื่องที่บัคยังลืมแฟนเก่าไม่ได้ แต่ก็หวานน่ารักมากเลยค่ะ

    ชอบประโยคนี้มากเลย “ฉันอยากเห็นว่านายชอบรึเปล่า… เช็คเรตติ้งในฐานะคนทำขนมไง เพราะงั้นรีบ ๆ กินได้แล้ว” คือแบบกรี้ด เห็นภาพแซมพูดงี้ออกมาได้เลย มีความซึนแบบแซมๆ ❤ ❤ ❤

    1. ชอบแซมที่ซึน ๆ เหมือนกันค่ะ 55555 ยังเขียนออกมาได้ซึนไม่สุดเลย แต่อยากให้แซมดูอบอุ่นด้วย ก็เลยไม่ซึนมากเท่าไร
      ขอบคุณที่คอมเม้นท์ให้นะคะ ฮืออออ ดีใจมากเลย ^ ^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s