MarvelHero

Don’t Be Greedy

Don’t Be Greedy

One Shot Fan Fiction

Sam Willson and Steve Rogers

เรื่องนี้แต่งขึ้นในหัวข้อ “หึงหวง” ของ Week 12 #Heroอาทิตย์ละครั้ง

ขอบคุณทาง @_heroweeklyth ที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาด้วยค่ะ

 

 

“ขอบคุณครับ คุณหมอ”

 

เด็กหนุ่มผิวเข้มซึ่งเป็นนายทหารฝึกหัดของวากันดากล่าวขอบคุณเขาเป็นภาษาอังกฤษ ขณะเปิดประตูห้องทำงานของแซมออกไป

 

“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่หมอ!”

 

ชายหนุ่มเจ้าของห้องตะโกนตามหลังไปขณะที่ประตูนั้นค่อย ๆ ปิดลง ร่างกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแรงสีช็อกโกแลตนมนั้นสวมเสื้อยืดสีเทาโปร่งสบายกับกางเกงวอร์มขายาวสีดำ ดูอย่างไรก็ไม่คล้ายแพทย์เลยสักนิด แต่สำหรับเหล่าทหารที่เข้ามาบำบัดกับเขา แซม วิลสันก็ยังเป็นเป็นคุณหมอผู้ช่วยเยียวยาจิตใจ เป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้อยู่ดี

 

แซมมาทำงานในสถานบำบัดสำหรับทหารของวากันดามาสักพักใหญ่แล้ว หลังจากที่สตีฟช่วยพวกเขาออกมาจากที่คุมขังกลางทะเลนั่น พวกเขาทุกคนก็มากบดานอยู่ที่วากันดา นึกไม่ถึงว่าเจ้าแมว… เจ้าชายแห่งวากันดาจะมีน้ำใจกว้างขวางขนาดให้ที่อยู่พวกเขา แลกกับการที่พวกเขาจะต้องทำงานให้กับวากันดาจนกว่าจะสามารถกลับบ้านตัวเองได้โดยไม่ถูกจับ

 

แวนด้าได้ทำงานเป็นลูกมือแม่ครัวในวัง… เจ้าตัวขอทำเอง บอกว่าอยากเรียนรู้งานครัวไว้ แซมถูกส่งมาทำงานที่สถานบำบัดทหารเพราะเคยทำงานด้านนี้มาก่อน และตำแหน่งนี้กำลังขาดคนอยู่พอดี ส่วนคลินท์ สก๊อตต์ และสตีฟได้เป็นครูฝึกสอนในโรงเรียนทหาร บางครั้งสตีฟก็ต้องออกไปกับแบล็คแพนเธอร์บ้างเพื่อช่วยยตามเก็บไวเบรเนี่ยมที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา เรียกได้ว่าพวกเขามีงานให้ทำทุกวัน โดยเฉพาะสตีฟแทบจะไม่มีวันหยุดเลย

 

ซึ่งแซมคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว สำหรับสตีฟ การมีเวลามากเกินไปรังแต่จะทำให้ฟุ้งซ่าน

 

เสียงเคาะประตูเบา ๆ สองครั้งปลุกให้ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสบตากับผู้ช่วยสาวชาววากันดาซึ่งโผล่หน้ามาทางประตูที่เปิดแง้มออก ก่อนจะพูดกับเขาด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

 

“แซมคะ คนไข้ของวันนี้หมดแล้วค่ะ”

 

แซมเอ่ยขอบคุณที่เธอมารายงาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา แล้วบอกให้เธอกลับบ้านได้ เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว เมื่อหญิงสาวบอกลาและปิดประตูตามหลัง ชายหนุ่มก็เดินไปปิดม่านหน้าต่าง ปิดเครื่องปรับอากาศ ก่อนจะปิดไฟแล้วเดินออกจากห้องเพื่อกลับบ้าน
บ้านที่ชัลลาจัดให้พวกเขา เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นก่อด้วยอิฐ มีทั้งหมดสามห้องนอน เนื่องจากแวนด้าเป็นผู้หญิง เธอจึงได้ครองห้องคนเดียว ชายหนุ่มสี่คนที่เหลือนั้นใช้วิธีจับสลากเพื่อนร่วมห้อง ผลปรากฎว่าคลินท์ได้แชร์ห้องกับสก็อตต์ ส่วนเขาแชร์ห้องกับสตีฟ

 

ทว่าแซมก็เหมือนได้ครอบครองห้องคนเดียว เพราะสตีฟมักจะไม่อยู่ที่ห้อง เมื่อใดก็ตามที่ชายหนุ่มว่าง เขาจะไปคลุกอยู่ในห้องทดลองของชัลลา ห้องที่มีร่างของบัคกี้ บาร์นแช่แข็งอยู่ในแคปซูล ตัดขาดจากกาลเวลาและโลกภายนอกทั้งปวง

 

เมื่อแซมมาถึงบ้านซึ่งว่างเปล่าเพราะคนอื่นยังไม่เลิกงาน ชายหนุ่มผิวเข้มตรงไปยังห้องของเขากับสตีฟบนชั้นสอง ทิ้งตัวลงบนเตียงของตน นอนแผ่อย่างนั้นอยู่ครู่หนึ่งเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ก่อนจะค่อย ๆ หันไปทางเตียงข้าง ๆ ซึ่งพับผ้าห่มไว้อย่างเรียบร้อย และว่างเปล่า

 

เจ้าของตียงนั้น ตอนนี้คงจะอยู่ประจำที่ของตัวเองเช่นเคย บนเก้าอี้ข้างแคปซูลที่บรรจุร่างของบัคกี้ เพื่อนที่สตีฟรักและผูกพันมากที่สุด

 

แซมไม่แปลกใจในสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งคู่ ทั้งสองเกิดปีเดียวกัน เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก สมัยที่สตีฟยังเป็นแค่เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ และมักจะโดนรังแกโดยอันธพาลเสมอ บัคกี้เป็นเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดปกป้องเด็กน้อยคนนั้น เป็นเพียงคนเดียวที่ยื่นมือมาหาเมื่อสตีฟสูญเสียครอบครัว เป็นเพียงคนเดียวที่เห็นคุณค่าของเขาในยามที่เขายังเป็น สตีฟ โรเจอร์ เด็กหนุ่มตัวเล็กอ่อนแอจากบรู๊คลิน ไม่ใช่กัปตันอเมริกา ชายหนุ่มยังสู้เคียงบ่าเคียงไหล่สตีฟในสงคราม และคงจะยอมตายหากการทำอย่างนั้นจะทำให้สตีฟมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

สตีฟเองก็คงจะทำอย่างเดียวกัน

 

การคิดถึงสายสัมพันธ์ของสตีฟและบัคกี้ ทำให้แซมรู้สึกโหวงเหวงในอก… ถึงเขาเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับสตีฟ ยอมตายแทนสตีฟได้ และคิดว่าสตีฟก็คงจะทำอย่างเดียวกัน… แต่ว่า… ไม่ว่าอย่างไร ความผูกพันระหว่างเขากับสตีฟก็เทียบไม่ได้เลยกับความผูกพันของสตีฟกับบัคกี้

 

ไม่ว่าอย่างไร ในใจของสตีฟ บัคกี้ก็สำคัญที่สุด สำคัญกว่าใคร ๆ …สำคัญกว่าเขา

 

แซมพ่นลมออกทางจมูกเสียงดังอย่างเย้ยหยันตัวเอง สำหรับสตีฟ ยังไงบัคกี้ก็ต้องสำคัญกว่าเขาอยู่แล้ว เขาคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน

 

ตอนนี้สตีฟก็คงกำลังพูดคุยกับเพื่อนรักซึ่งหลับใหลอยู่ในแคปซูล แซมได้แต่หวังว่าวันนี้ชายหนุ่มจะเจอเรื่องสนุก ๆ ในโรงเรียนฝึกทหารมาเล่าให้บัคกี้ฟัง เพราะหากวันไหนไม่มีเรื่องอะไรให้เล่ามากนัก สตีฟจะเหม่อมองใบหน้าของเพื่อนอย่างเลื่อนลอย แม้จะไม่เคยร้องไห้ออกมา แต่ใจของชายหนุ่มคงเศร้ามากแน่นอน

 

แซมหลับตาลง พยายามไล่ความรู้สึกหม่นหมองออกไปจากใจ…. บางทีเขาอาจจะต้องหาอะไรทำเพิ่มเพื่อไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้

 

ไปวิ่งดีกว่า

 

คิดแล้วชายหนุ่มก็ลุกจากเตียง หาผ้าขนหนูผืนเล็กมาพาดคอ ก่อนจะรีบเร่งออกจากบ้านซึ่งไร้ผู้คน

 

สายลมที่ปะทะหน้า ทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วเหงื่อเย็นที่ไหลอาบทั่วร่าง ลมหายใจที่ร้อนผ่าว หน้าอกที่ไหวขึ้นลงอย่างหนัก การวิ่งทำให้แซมรู้สึกดีขึ้นเสมอ ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ราวกับได้ทิ้งความคับข้องใจทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระจากความคิดแง่ลบทั้งหลาย

 

แต่มีอยู่คนหนึ่งซึ่งไม่ว่าวิ่งไปไกลสักแค่ไหนก็หนีไม่พ้น ต้องวนกลับเข้ามาในหัวของแซมอยู่เรื่อย

 

เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริง ๆ เพราะเขาพบกับสตีฟครั้งแรกตอนกำลังวิ่งออกกำลังยามเช้า ชายหนุ่มยังจำได้ถึงคำแรกที่ได้ยินเมื่อพบกัน

 

“On your left”

 

เสียงนั้นยังคงดังชัดเจนในหัวของเขา… ไม่สิ นี่มันขัดเจนเกินไปแล้ว…

 

เมื่อแซมหันไปมองทางซ้ายมือ ก็เห็นชายหนุ่มที่เขากำลังนึกถึงมองกลับมาพร้อมส่งรอยยิ้มกว้าง

 

เมื่อเห็นสีหน้าตื่น ๆ ของเพื่อน สตีฟก็อดเอ่ยปากล้อไม่ได้

 

“ใจลอยไปถึงไหนแล้ว คุณหมอ”

 

ถึงนายไง

 

“ฉันไม่ใช่หมอนะ”

 

แซมโวยกลับไป ก่อนจะเร่งเท้าวิ่งขึ้นนำ ซึ่งแน่นอนว่าชายหนุ่มผมทองร่างสูงใหญ่กว่าเขาวิ่งตามมาตีคู่ได้อย่างสบาย ๆ ไม่มีอาการเหนื่อยหอบเลยสักนิด

 

“ทหารทุกคนเรียกนายว่าหมอ ฉันก็เลยเรียกตามน่ะ”

 

“ไม่ต้องเลย… ลมอะไรหอบนายมาวิ่งได้ล่ะ ปกตินายไม่เคยวิ่งตอนเย็นนี่”

 

“ลมเดียวกับนายล่ะมั้ง นายก็ไม่วิ่งตอนเย็นเหมือนกัน”

 

เมื่อเจอคนที่ไม่ค่อยต่อปากต่อคำกับเขาย้อนกลับมาแบบนั้น แซมจึงขมวดคิ้วแล้วหันไปมองคนข้างกายขึ้น ๆ ลง ๆ เส้นผมสีทอง ดวงตาสีท้องฟ้าในฤดูร้อน ร่างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ความสูงในระดับที่ริมฝีปากบางนั้นอยู่เหนือปลายจมูกของเขานิดหน่อย… สตีฟ โรเจอรส์ ไม่ผิดตัวแน่นอน

 

“ฉันเห็นนายวิ่งอยู่คนเดียว ก็เลยอยากมาวิ่งด้วย รบกวนนายรึเปล่า”

 

รบกวนมาก

 

แซมมาวิ่งเพราะอยากสลัดสตีฟออกจากความคิด แต่กลับกลายเป็นเรียกให้ชายหนุ่มที่เขายังไม่อยากเจอตอนนี้ให้เข้ามาหาเสียอย่างนั้น

 

แต่กระนั้นแซมก็ดีใจที่สตีฟมาหาเขา

 

“ไม่หรอก แค่อย่างวิ่งแซงฉันไปก็พอ”

 

อยู่ข้าง ๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ได้ไหม

 

“รับทราบ”

 

สตีฟยกมือขึ้นทำวันทยาหัตถ์พร้อมส่งยิ้มกว้างให้เขา แล้วทั้งคู่ก็วิ่งเคียงกันไปเงียบ ๆ อยู่หลายนาที แต่ในที่สุด แซมก็ทนไม่ไหว อดเอ่ยถามออกมาไม่ได้

 

“แล้วบัคกี้ล่ะ”

 

คำถามนั้นเรียกให้สตีฟหันมามองใบหน้าด้านข้างของเขาด้วยสายตางุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ถึงถามถึงบัคกี้ขึ้นมา แซมจึงขยายความว่า ปกติตอนนี้สตีฟจะไปนั่งคุยกับบัคกี้ไม่ใช่เหรอ มาวิ่งกับเขาแบบนี้จะดีเหรอ

 

สตีฟฟังดังนั้นก็เผยรอยยิ้มเศร้าสร้อยออกมา ก่อนจะบอกว่า เขาคิดว่าควรให้บัคกี้ได้พักผ่อนอย่างสงบสุขเสียที เขาเอาแต่กวนใจเพื่อนมานานหลายเดือนแล้ว คิดไปเองว่าบัคกี้อยู่ในแคปซูลคนเดียวแบบนั้นคงจะเหงา

 

“แต่ที่จริงแล้ว ฉันต่างหากที่เหงา ก็เลยเข้าไปคุยกับบัคกี้ทุกวัน… บ้าใช่ไหม”

 

แซมมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชตัวเองของเพื่อนแล้ว ก็พยักหน้ารับ

 

“ใช่ นายมันบ้า”

 

เขาสบดวงตาที่มีแววหม่นหมองราวกับท้องฟ้าที่มีเมฆมาบดบัง ก่อนจะส่งยิ้มให้

 

“แต่ฉันรักความบ้าของนายนะ”

 

และทุกอย่างที่นายเป็น สตีฟ

 

คำที่ไม่ได้เอ่ยถูกกลืนลงคอ ขณะที่มองรอยยิ้มซึ่งส่งมาให้เป็นเชิงขอบคุณของเพื่อน แล้วทั้งสองก็วิ่งต่อไป

 

แซมเหลือบมองคนที่วิ่งเคียงข้างเขา พลางนึกต่อว่าตัวเองที่หึงหวงอะไรไม่เข้าท่า ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกเดียวดายของสตีฟเลยแม้แต่น้อย คนอย่างเขาไม่มีสิทธิ์แม้จะนึกน้อยใจด้วยซ้ำ เพราะถึงอย่างไรสตีฟก็มีแต่มิตรภาพที่ดีให้เขา ซึ่งเขาก็ควรจะขอบคุณมากแล้ว

 

อย่าโลภมากนักเลยแซม

 

ชายหนุ่มบอกกับตัวเอง

 

แค่ได้อยู่เคียงข้างสตีฟในฐานะเพื่อนที่ดีก็เพียงพอแล้ว

 

“หิวแล้วละ กลับบ้านกันเถอะ ไม่รู้วันนี้แวนด้าจะทำอะไรเป็นมื้อเย็นนะ”

 

แซมเอ่ยขึ้นพลางวิ่งนำสตีฟตรงไปยังทางกลับบ้าน

 

“ได้ยินมาว่าจะทำสตูว์เนื้อนะ”

 

“เยี่ยม! ฉันชอบเนื้อ”

 

ว่าแล้วแซมก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก พร้อมส่งเสียงเร่งสตีฟให้ตามมาโดยเร็ว สตีฟหัวเราะขำท่าทางเหมือนเด็ก ๆ ของเพื่อน ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นตามไปอย่างสบาย ๆ

 

~.~.~.~.~.~

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

เราเพิ่งรู้จักมาร์เวลฮีโร่เมื่ิไม่นานมานี้เอง ถ้าคาแรคเตอร์หลุดไปก็ขออภัยด้วยนะคะ

เราแต่งหัวข้อนี้ในมุมมองของแซม เพราะคิดว่าพี่แกน่าจะมีรู้สึกแบบนี้บ้าง แม้เจ้าตัวจะเข้าใจดีว่าบัคกี้สำคัญกับสตีฟมาก แต่ก็คงจะอดน้อยใจไม่ได้เนอะ

ขอบคุณอีกครั้งที่เข้ามาอ่านค่ะ ^^

 

 

Advertisements

3 thoughts on “Don’t Be Greedy”

  1. ชอบแซมที่แอบรักสตีฟแบบนี้จังค่ะ
    แต่แซมอย่าเศร้าไปเลยสตีฟก็รักนายเหมือนกันอยู่ที่นายจะตีความคำว่ารักแบบไหน☺

    1. นั่นสิคะ สตีฟก็รักแซมเนอะ แต่ว่ารักอีกแบบหนึ่งสินะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะที่เข้ามาอ่าน มีกำลังใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ^ ^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s