AI Story – 3 –

แม่มีเนื้องอกในสมอง

แม่สารภาพกับผมตอนสิบสี่นาฬิกาสิบนาทีของวันที่หกสิบ เดือนสิบเอ็ด ศักราชโลกใหม่ที่ห้าร้อยห้าสิบห้า วันสิ้นเดือนพอดี

วันนั้น หลังจากผมเสร็จงานช่วงเที่ยง แม่ก็ชวนไปเดินเล่นที่สวนเบญจศรี แม่ชอบที่นี่ เพราะมีต้นไม้ใหญ่มาก สวนที่อื่นมักปลูกไม้ดอกกับไม้ประดับสวยงาม ไม่ค่อยมีต้นไม้สูงใหญ่ แม่ชอบนอนอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ บอกว่าทำให้สงบใจได้ สำหรับผมอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ผมไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับสถานที่ แต่จะรู้สึกวางใจเมื่ออยู่กับคนคุ้นเคยอย่าง แม่ โอนเนอร์ มาสเตอร์ เชฟ พี่รัตน์ พวกป้ารักษ์ ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย ผมจะระมัดระวังมากขึ้น งัดเอาวิธีปฎิบัติตัวกับมารยาททางสังคมขึ้นมาใช้ตามโปแกรมที่ใส่ไว้ในหัว

ทว่า ขณะที่ผมนั่งเหยียดขาปล่อยตัวตามสบายอยู่ใต้ร่มเงาของต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ แม่ที่นั่งพิงโคนต้นไม้ โดยมีหนังสือนิยายวางอยู่บนตักก็มองหน้าผมอยู่นานเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะพูดหรือไม่ แม่มีนิสัยแบบนี้มานานแล้ว แต่ผมรู้ว่าสุดท้ายแม่ก็จะพูดออกมาอยู่ดี ผมจึงเฝ้ารอ หกนาทีผ่านไป แม่ก็เอ่ยปากออกมา บอกกับผมว่า ตัวเองมีเนื้องอกในสมอง บอกว่ารู้ตัวเมื่อประมาณสองเดือนก่อน ตอนที่ปวดหัวมาก ๆ และอาเจียนออกมา ตอนนั้นแม่โกหกว่าแพ้อะไรบางอย่างในต้มยำทะเลที่แม่กินไป

ผมเองก็เชื่อตามนั้นมาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ ผมเพิ่งเข้าใจเหตุผลที่แม่คะยั้นคะยอให้ผมทำงานที่ร้านอุ่นละมุน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่อยากให้ผมไปทำงานที่ไหนเลย

หมอบอกแม่ไว้ว่า กรณีของแม่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เสี่ยงเกินไป แต่ว่าเนื้องอกเล็กมาก ขนาดแค่สองเซนติเมตร หมอแนะนำให้ฉายรังสี แต่แม่รู้ตัวดีว่าตัวเองไม่แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ การฉายรังสีอาจจะมีอาการแทรกซ้อนได้ แม่ไม่คิดจะตัวเองจะอดทนต่อความเจ็บป่วยทรมานขนาดนั้นได้ จึงตัดสินใจเฝ้าดูอาการต่อไป เพราะเนื้องอกในสมองแบบที่แม่มี ส่วนใหญ่จะโตช้ามาก แม่จะตรวจทุก ๆ ครึ่งปี ถ้ามันโตขึ้นอีกสักเซนติเมตร อาจจะต้องฉายรังสี แต่ถ้ามันไม่โตขึ้น ก็คงไม่เป็นไร

แม่ว่าผมอาจจะไม่อยากฟังว่า หลังจากแม่จากไป ผมจะเป็นอย่างไร แต่แม่ต้องบอกผมไว้ หลังจากแม่ตายไป ทรัพย์สินของแม่ทั้งหมด ทั้งบ้าน ที่ดิน เงินในบัญชี จะตกเป็นของผม ตามกฎหมาย เอไอมีสิทธิ์รับมรดกได้ แต่ต้องมีคนดูแล แม่ตัดสินใจให้โอนเนอร์เป็นผู้ดูแลผม ขอให้โอนเนอร์รับผมเป็นบุตรบุญธรรม แม่ขอโทษด้วยที่ไม่ถามผมก่อนว่าผมอยากอยู่กับใคร แต่แม่ไว้ใจโอนเนอร์ที่สุด อยู่กับโอนเนอร์ ผมจะมีอิสระ อยากทำอะไรก็ได้ที่ผมอยากทำ แม่จะหายห่วง

หลังจากฟังแม่ระบายทุกสิ่งที่อยากพูดจนหมดแล้ว ผมก็ประมวลผลได้ว่า แม่เตรียมตัวตายเรียบร้อยแล้ว

ผมไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกอย่างไร หรือควรพูดตอบไปอย่างไร ในระบบของผม ไม่มีตัวอย่างสถานการณ์แบบนี้ สถานการณ์ที่อีกคนบอกอย่างชัดเจนว่า ตัวเองกำลังจะตายนะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้ผมแล้ว หลังจากตัวเองตาย ผมจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ

ผมควรจะร้องไห้หรือเปล่า ในตัวผมมีระบบขับน้ำตาเพื่อแสดงความเสียใจอยู่ด้วย เอไอส่วนใหญ่มีระบบนี้ในตัว เพื่อแสดงปฎิกิริยาตอบสนองแบบที่มนุษย์ต้องการ แต่สถานการณ์นี้ ไม่เหมือนเหตุการณ์ที่ควรหลั่งน้ำตาเลย

อันที่จริง ในหัวผมกำลังปั่นป่วน ถ้าจะให้ระบุความรู้สึก ก็คงเป็นร้อนรน แม่ผมป่วย และอาจจะตายได้ทุกวินาที โดยที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย แม้กระทั่งคำพูดปลอบใจ ก็ไม่อาจยกขึ้นมาพูดได้ ผมคิดว่า ต่อให้พูดอะไรไป ก็จะกลายเป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอยไร้ความหมาย

ผมจึงได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น มองสีหน้าของแม่เพื่อหาคำบอกใบ้ว่าผมควรจะรู้สึกอย่างไร ควรจะตอบสนองอย่างไร

ผมควรทำอย่างไรดี

หลังจากนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนาน แม่ก็เขยิบตัวเข้ามาใกล้ โอบกอดผมไว้ทั้งที่อยู่ในท่านั่ง ก่อนจะพูดว่า ไม่เป็นไร แม่ยังไม่เป็นอะไร ไม่แน่ว่าอาจจะไม่เป็นอะไรต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งแก่เฒ่ากว่านี้ บางทีแม่อาจจะแก่ตายก่อนที่เนื้องอกจะทันทำอะไรแม่ได้ กว่าจะถึงตอนนั้น ผมอาจจะเจอคนสำคัญของผมแล้วก็ได้

แล้วแม่ก็ชวนผมไปเที่ยว ไม่ต้องไปไกลนักก็ได้ แค่ที่ใกล้ ๆ อาจจะไปทะเลหรือภูเขาสักแห่ง ลางานสักสองสามวัน โอนเนอร์คงอนุญาต เพราะผมก็ทำงานให้เขาไม่ได้หยุดเลยตั้งสองเดือนแล้ว

แม่พยายามหาเรื่องมาพูดให้ผมลืมเรื่องที่แม่ป่วย เห็นแม่พยายามขนาดนี้แล้ว ก็มีแต่ต้องคล้อยตามเท่านั้น ผมจึงเปิดโทรแกรมขึ้นมาเสิร์ทหาสถานที่น่าเที่ยวใกล้ ๆ ที่ใช้เวลาเที่ยวแค่สองถึงสามวันได้ แล้วช่วยกันเลือกกับแม่ แม่อยากไปทุกที่เลย นั่งเลือกกันอยู่เป็นชั่วโมง สุดท้ายก็ยังเลือกไม่ได้ แม่ก็ว่า ลูกต้องกลับไปทำงานแล้วใช่ไหม ไว้ค่อยมาเลือกอีกทีก็แล้วกัน

เราจึงกลับไปที่คาเฟ่ แม่อยู่กินข้าวเย็นที่ร้าน บอกอยากกินเกี๊ยวไส้ผักโขมกับชีสสูตรของเชฟ เชฟทำให้อย่างยินดี บอกว่าชอบดูตอนแม่กิน แม่กินอะไรก็ดูน่าอร่อยไปหมด แม้จะเป็นของที่จริง ๆ แล้วไม่อร่อยก็ตาม เชฟยังทำขนมทอดของชินโอกินาวะให้แม่ลองชิมด้วย บอกว่าปรับสูตร นิดหน่อยให้แป้งเบาขึ้น นุ่มฟูขึ้น แม่กินไปก้อนหนึ่ง ก่อนจะกินอีกหลายก้อน บอกว่าอร่อย แม่ชอบสูตรที่เชฟทำมากกว่าแบบดั้งเดิมเสียอีก รู้สึกเหมือนจะกินได้เรื่อย ๆ ยิ่งเชฟเอาไอศกรีมช็อกโกแลตมาให้กินคู่กันยิ่งอร่อย จนผมต้องปรามว่ากินมากเกินไปเดี๋ยวจะปวดท้อง แม่จึงวางมืออย่างเสียดาย

ความจริงผมอยากพูดอะไรมากกว่านี้ อยากบอกว่าแม่มีเนื้องอกสองเซนติเมตรอยู่ในสมอง ดังนั้นจึงสมควรดูแลร่างกายตัวเองให้ดีกว่านี้ อย่าตามใจปากมากเกินไป แต่ก็รู้ดีว่าแม่ไม่อยากให้ใครมาย้ำเตือนว่าตัวเองป่วย แม่พยายามทำตัวเหมือนปกติ ผมจึงทำตัวปกติ

ผมบอกแม่ว่าต้องไปทำงานที่คาเฟ่บนโลกเสมือนแล้ว ต้องขอตัวก่อน แม่บอกว่าอยากไปเล่นกับเจ้าชา จึงเดินตามผมขึ้นมาบนห้องพัก

ห้องพักของผมเป็นห้องสำหรับอยู่คนเดียว จึงขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ดูกว้างกว่าขนาดจริง เพราะโอนเนอร์ติดวอลเปเปอร์ลายท้องฟ้าสีคราม มีปุยเมฆสีขาวอยู่ครึ่งล่าง ส่วนพื้นห้องก็ปูกระเบื้องแผ่นใหญ่สีขาว โอนเนอร์คงอยากให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนก้อนเมฆ ด้านตรงข้ามประตูเป็นหน้าต่างไม้สี่บาน ยาวตั้งแต่พื้นจรดเพดานและเรียงติดกันจนสุดผนังห้อง ขอบหน้าต่างทาสีฟ้ากลืนกับวอลเปเปอร์ โดยมีผ้าม่านลูกไม้บางเบาสีครีมกลั่นกรองแสงจากภายนอกให้เข้ามาแต่เพียงเบาบาง มองจากประตูเข้าไปจะเห็นตู้ไม้สีอ่อนสูงเท่าหน้าอกวางชิดผนังฝั่งซ้าย ประตูตู้เป็นกระจกใส ภายในมีเสื้อผ้าพับไว้อย่างเป็นระเบียบวางอยู่บนชั้นที่หนึ่งถึงสาม นับจากด้านล่าง ส่วนสองชั้นบนที่เหลืออัดแน่นไปด้วยหนังสือ

ถัดจากตู้ไป มีโต๊ะไม้กับเก้าอี้ไม้สีอ่อนเข้าชุดกัน บนโต๊ะยังมีหนังสือวางซ้อนกันอิงผนังอยู่สี่กอง กลางโต๊ะมีกองกระดาษวางไว้ เป็นกระดาษที่ผมใช้เขียนจดหมายถึงแม่ บนกองกระดาษมีปากกาลูกลื่นสีดำหนึ่งด้าม ถัดจากกองกระดาษ มีเครื่องเอ็นดับบลิววางอยู่

เครื่องเอ็นดับบลิว เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับโลกเสมือน ตัวเครื่องหุ้มด้วยพลาสติกสีดำ ลักษณะคล้ายกับเม้าส์ที่มนุษย์เคยใช้กับคอมพิวเตอร์เมื่อหลายร้อยปีก่อน มีปุ่มกดสองปุ่มซึ่งเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง และตัวเลื่อนปรับระดับเสียงอยู่ขั้นกลาง เครื่องนี้มาพร้อมหูฟังไร้สาย

ผมเดินไปหยิบหูฟังขึ้นมาสวม ก่อนจะอุ้มเจ้าชาที่นอนอุตุอยู่บนหมอน ส่งให้แม่ที่รอรับอย่างยินดี ผมนอนลงที่เตียงซึ่งตั้งอยู่มุมซ้ายของห้อง คั้นกลางระหว่างหน้าต่างกับโต๊ะเขียนหนังสือ เอื้อมมือไปเปิดสวิตช์เครื่องเอ็นดับบลิวบนโต๊ะ เจ้าเครื่องนี้ต้องเปิดสวิตช์ทิ้งไว้ห้านาที ถึงจะเชื่อมต่อสู่โลกเสมือนได้

แม่นั่งลงบนเก้าอี้ซึ่งอยู่ใกล้เตียง มีเจ้าชานอนอยู่บนตัก มันพริ้มตาอย่างมีความสุขเมื่อแม่เกาคางให้มัน แต่ดวงตาของแม่กลับจับจ้องมาที่ผม เห็นแบบนี้แล้ว ผมก็นึกถึงตอนที่ตัวเองลืมตาตื่นขึ้นมาครั้งแรก แม่ก็นั่งอยู่ข้างเตียงแบบนี้ มองผมด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใด เหมือนตอนนี้เลย

แม่เคยว่าตัวเองไว้ บอกว่าเป็นคนไร้ความรู้สึก แต่ผมว่าไม่จริงหรอก แม่เป็นคนมีความรู้สึกมาก แต่ไม่แสดงออกมาทางสีหน้าท่าทาง คงเป็นกลไกของแม่เอง ถ้าแม่แสดงออกมาว่าเจ็บปวดหรือเศร้าใจ คนที่เกลียดแม่ก็จะดีใจ คนที่รักแม่ก็จะเสียใจ แม่จึงปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองอัตโนมัติ ไม่แสดงสีหน้าให้ใครเห็นว่าเจ็บปวดหรือเศร้า ไม่อยากให้คนที่เกลียดตัวเองดีใจ และไม่อยากให้คนที่รักตัวเองเสียใจ

บางทีอาจจะเป็นกลไกของมนุษย์เกือบทุกคน ผมเห็นบางคน ถึงเสียใจก็ยังยิ้ม ถึงเศร้าก็ยังหัวเราะ แม่ผมถือว่าซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองมากแล้ว แม่ไม่ค่อยฝืนยิ้มตอนที่ไม่อยากยิ้ม แม่จะทำหน้านิ่ง เหมือนไม่มีอารมณ์ใดใด ราวกับไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น

‘ราวกับเป็นหุ่นยนต์’ แม่เคยบรรยายตัวเองไว้อย่างนั้น ‘หุ่นยนต์บางคนยังดูมีความรู้สึกมากกว่าแม่เลย’

ผมก็ว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หุ่นยนต์หรือเอไออย่างผม มีระบบแสดงสีหน้าได้หลากหลายเพื่อตอบสนองอารมณ์ของมนุษย์ แต่เอไอไม่ค่อยซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองหรอก เอไอจะตอบสนองอย่างที่ประมวลผลแล้วว่าคนตรงหน้าจะพึงพอใจ มีอยู่เพื่อทำให้คนยินดี เพื่อให้คนมีความสุข และเมื่อคนมีความสุข เอไออย่างผมก็จะมีความสุข

บางทีการทำแบบนี้ อาจจะเป็นการซื่อตรงต่อความคิดที่อยากให้คนตรงหน้าทีความสุขก็ได้

แต่ตอนนี้ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจะทำอย่างไรให้แม่มีความสุข

ผมต้องทำอะไรสักอย่าง

ผมเอื้อมมือไปกุมข้อมือแม่ที่กำลังลูบขนฟูฟ่องของเจ้าชา แม่หยุดมือ ก่อนจะถามผมว่า มีอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงของแม่ห้วนสั้น แต่ยังมีอารมณ์แฝงอยู่ ผมจับความกลัวในน้ำเสียงนั้นได้

ไม่มีอะไร แค่อยากให้แม่นั่งอยู่ด้วยจนกว่าผมจะเข้าไปในโลกเสมือนแล้ว ผมตอบแม่ไปแบบนั้น และส่งยิ้มอ้อนให้ แม่ยิ้มกลับมา ก่อนจะเอ็ดว่า โตขนาดนี้แล้วยังจะอ้อนอีกหรือ

ผมเห็นแม่หัวเราะ ก่อนที่ภาพแม่จะค่อย ๆ จางหายไป กลายเป็นมืดสนิท จากนั้นผมก็พบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าร้านอุ่นละมุนในโลกเสมือน

หน้าร้านตอนนี้ว่างเปล่า เพราะยังไม่ถึงช่วงที่คนจะเชื่อมต่อเข้ามา เวลาที่มีจำกัดบนโลกเสมือน ทำให้คนเลือกช่วงเวลาเชื่อมต่อเข้าพร้อม ๆ กันหลังเลิกงาน

การเข้ามาในโลกเสมือนทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า แม่อาจจะมีเนื้องอกในสมองเพราะเชื่อมต่อเข้ามาในโลกเสมือนทุกวัน

แม่ชอบไปสถานที่ใหม่ ๆ แต่ตัวเองเป็นคนติดบ้าน จึงท่องเที่ยวในโลกเสมือนทุกวันแทนที่จะออกเดินทางจริง ๆ แม่เริ่มห่างหายจากโลกเสมือนตอนที่รู้ตัวว่ามีเนื้องอกนี่เอง

ที่แม่ชอบเข้าโลกเสมือนทุกวัน สาเหตุส่วนหนึ่ง… หรืออาจจะเป็นสาเหตุหลักเลยก็ได้ เพราะผมไม่สามารถกินอาหารในโลกจริงได้ แม่จึงชอบพาผมไปร้านอาหารในโลกเสมือน อยากให้ผมได้รู้ว่าอาหารที่แม่ชอบรสชาติเป็นอย่างไร อร่อยขนาดไหน

แม้จะไม่มีการพิสูจน์แน่ชัดว่าการเชื่อมต่อเข้าโลกเสมือนเป็นประจำจะทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในสมอง เพราะโรคนี้มีมาตั้งหลายร้อยปีแล้ว และยังไม่มีใครหาสาเหตุเจอ แต่หลังจากมีโลกเสมือน อัตราคนป่วยเพราะเนื้องอกในสมองก็เพิ่มขึ้น

สาเหตุที่ทำให้แม่ป่วย อาจจะเป็นเพราะผมเองก็ได้

Advertisements

One thought on “AI Story – 3 –

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s