Uncategorized

สารบัญ Fiction

Fan Fiction

แฟนฟิค แฮร์รี่ พอตเตอร์

  • This Time I Will Never เซเวอรัส สเนป กับ ลิลี่ เอฟเวนส์ (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่า
    :: หลังจากที่ เซเวอรัส สเนป ตายแล้ว เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างตัวเองวัย 11 ปี ตอนที่ยังไมไ่ด้รับการคัดสรร เขาไม่รู้ว่านี่เป็นความฝันหรือความจริง แต่คราวนี้เขาจะไม่ยอมให้ลิลี่เป็นอะไรไปอีกแล้ว เขาจะปกป้องเธอเอง
    บทที่ 1
    บทที่ 2
    บทที่ 3
  • Winter’s Dream อัลบัส พอตเตอร์ x สกอร์เปียส มัลฟอย (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, สกอร์เปียสหญิง, ข้ามมิติ
    :: แม้จะถูกส่งไปโบซ์บาตง แต่ สกอร์เปียส มัลฟอยก็ยังคงโดดเดี่ยวจนกระทั่งถูกกระจกดูดข้ามมิติไปเจอ อัลบัส พอตเตอร์ในอีกมิติหนึ่ง
    ตอนที่ 1
    ตอนที่ 2
    ตอนที่ 3
    ตอนที่ 4
    ตอนที่ 5
  • Only Me อัลบัส พอตเตอร์ x สกอร์เปียส มัลฟอย (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: อัลบัสคิดว่าตนตกหลุมรักสกอร์เปียส แต่สกอร์เปียสคบกับโรสญาติของเขาอยู่แล้ว
    ตอนที่ 1
    ตอนที่ 2
  • Fluffy Issue อัลบัส x สกอร์เปียส (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, มุ้งมิ้ง, หางและหูแมว
    :: เมื่ออัลบัสกับสกอร์เปียสพยายามฝึกเป็นแอนิเมจัสเหมือนกับพวกปู่เจมส์ ซิเรียส

แฟนฟิค สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่

#NiffNewt เจ้านิฟเฟลอร์ตัวแสบกับนิวท์ สคามันเดอร์

  • [NiffNewt] His Name is? (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, โรแมนติก(?)
    :: สาเหตุที่นิวท์ไม่ตั้งชื่อให้นิฟเฟลอร์ของเขา
  • บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ Part 1-5 (ยังไม่จบ)
    :: เรื่อยเปื่อยและโรแมนติกนิด ๆ มั้ง ฮา
    :: นิฟเฟลอร์เป็นพ่อมดแอนิเมจัสนักขุดทองตามเหมือง บังเอิญได้มาเจอกับนิวท์ผู้อยากได้นิฟเฟลอร์สักตัวมานานแล้ว จึงโดนซื้อตัวมาและท่องโลกไปด้วยกันอย่างมึน ๆ
  • Live Happily Ever After (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ซึ้งนิด ๆ
    :: นิฟเฟลอร์เปรียบตัวเองเสมือนตัวประกอบในนิทานที่คอยช่วยเจ้าหญิง(นิวท์)ให้สมหวัง

#JacobQueenie

  • Exception (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, โรแมนติก
    :: เจคอบเป็นความสงบใจของควีนนี่

#Gradence

  • Grave SenSei (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น(มั้ง), โรแมนติก(?)
    :: AU คุณเกรฟ์มาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ โรงเรียนมาโฮโทะโคะโระ โรงเรียนเวทมนตร์ของญี่ปุ่นที่ครีเดนซ์เรียนอยู่
    Graves Sensei [1]
    Graves Sensei [2]
    Graves Sensei [3]

แฟนฟิค แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์ กับ ทอม ฮอลแลนด์
#HarrisonTom

  • Happy Birthday, Haz 1 – 2 (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, มุ้งมิ้ง
    :: เมื่อแฮร์ริสันได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันจากทอมเป็นของขวัญ
  • Bad Mate  1  –  2  – 3  –  4  – 5  –  6  –  7  –  8  –  9  – 10  (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: แฮร์ริสันตัดสินใจจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางความรักของไรอันกับทอม
  • Luckiest Happiest (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ, โรแมนติก(มั้ง)
    :: แฮร์ริสันคิดว่าตนเป็นคนโชคดีที่สุดในโลกที่มีทอมอยู่ข้าง ๆ
  • Hold You Dear (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น. สบาย ๆ. โรแมนติก
    :: แฮร์ริสันผู้ดูแลทอมอย่างดี
  • The Fool เจ้าคนซื่อบื้อ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, มุ้งมิ้งมั้ง
    :: คนซื่อบื้อ ไม่รู้เลยว่าอีกคนเขาแอบรักอยู่

 

แฟนฟิค Dunkirk

  • Aftermath กิ๊บสัน และ ทอมมี่ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, หม่น
    :: ทอมมี่หลังจากสงครามจบลง

 

แฟนฟิค เฮตาเลีย

  • หนึ่งปีหกเดือน (อเมริกา x ญี่ปุ่น) 1 – 2 – 3 – 4 (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ, น่ารักมั้ง
    :: ฮอนดะ คิคุ นักเขียนญี่ปุ่นวัยสี่สิบได้รับอัลเฟรดหนุ่มอเมริกาวัยสิบเก้าปีมาอยู่ด้วยชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง

 

แฟนฟิค มาร์เวล ฮีโร่

  • Don’t Be Greedy แซม วิลสัน กับ สตีฟ โรเจอร์ส  (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: แซมเกิดความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นมา
  • Till The End of The Feeling ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ x โทนี่ สตาร์ค (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: โทนี่ขอปีเตอร์แต่งงาน แต่ว่าถูกปฏิเสธ
  • Never Answer ฮาเวิร์ด สตาร์ค กับ สตีฟ โรเจอร์ส (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่า
    :: ฮาเวิร์ดสงสัยว่าคนที่พร้อมจะสละตัวเองเพื่อช่วยผู้อื่นอย่างสตีฟจะมีจริง ๆ หรือ
  • After The Rainbow แซม วิลสัน กับ เจมส์ บาร์นส์ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ
    :: แซมกับเจมส์พักอยู่ในตึกเดียวกัน แต่ไม่เคยพบกันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง…
  • Keep Dancing On My Own เอ็ดวิน จาร์วิส กับ โทนี่ สตาร์ค (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่า
    :: โทนี่คิดถึงจาร์วิสของเขา
  • I (am) Like Bird แซม วิลสัน กับ เจมส์ บาร์นส์ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ
    :: แซมกับเจมส์แอบชอบนาตาชาแต่นกทั้งคู่
  • Like The Rainbow Cake แซม วิลสัน กับ เจมส์ บาร์นส์ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: วันเกิดเจมส์

 

 

Original

 

AI Story

นิยายไซไฟอบอุ่น เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ในโลกอนาคตกับแม่ของเขา

Advertisements
SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 4

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

เรื่องนี้เป็น Fan Fiction ของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

 

 

IV 

 

วันอาทิตย์ รีมัส ลูปินต้องลากลับบ้านเพราะแม่ไม่สบาย นั่นเป็นสิ่งที่ลูปินบอกคนอื่น แต่เซเวอรัสรู้สาเหตุที่แท้จริงของเด็กชายดี เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปยุ่งด้วย ไม่ใช่กงการอะไรของเขา ถึงเขาจะปรุงยาระงับหมาป่าและช่วยให้เด็กชายพ้นความทรมานได้ แต่ ณ ตอนนี้ น้ำยาระงับหมาป่ายังไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้น เขาซึ่งภายนอกเหมือนเด็กอายุสิบเอ็ด ไม่อาจเสนอหน้าปรุงยาอันซับซ้อนที่ยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าลูปินอาจจะไม่ยอมกินเพราะไม่ไว้ใจเขา 

 

ที่จริง หากเขาไปพูดเรื่องนี้กับดัมเบิลดอร์ บางทีดัมเบิลดอร์อาจจะยอมเชื่อ และยอมให้เขาปรุงยาให้ลูปินดื่ม ถ้าดัมเบิลดอร์รับประกัน ลูปินต้องยอมดื่มแน่นอน แต่เขาไม่กล้าเสี่ยงเปิดเผยความลับ ยังก่อน ยังไม่ใช่ตอนนี้ 

 

วิชาการบินมีขึ้นในบ่ายวันอังคาร เซเวอรัสไม่แปลกใจที่ไม้กวาดของเจมส์ พอตเตอร์ลอยขึ้นมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกคำสั่ง กลับเป็นพอตเตอร์เสียอีกที่แปลกใจเมื่อเห็นว่าไม้กวาดของเซเวอรัสลอยขึ้นมาตั้งแต่ครั้งแรกเหมือนกัน เจ้านั่นคงคาดว่าเขาจะอ่อนวิชาการบิน ก็ถูกที่เขาอ่อนวิชานี้จริง ๆ แต่เขาเคยบินบนไม้กวาดมาหลายครั้งแล้ว แม้ระยะหลัง ๆ เขาจะไม่ค่อยใช้ไม้กวาดเดินทางก็ตาม 

 

เซเวอรัสไม่สนใจเจมส์ที่มองทางเขาอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะหันไปมองลิลี่ที่ยืนอยู่ตรงข้ามเขา เธอไม่ได้ชำนาญเรื่องการบิน แต่เธอก็เรียกไม้กวาดให้ลอยขึ้นได้เมื่อพูด “ลอย” เป็นครั้งที่สาม เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นเมื่อไม้กวาดชูตติ้งสตาร์ลอยเข้ามือเธอพอดี เมื่อเห็นสายตาของเซเวอรัส เธอก็ส่งยิ้มให้เขาอย่างร่าเริง 

 

“เราทำได้!” ลิลี่กระซิบอย่างตื่นเต้น เธออยากลองขี่ไม้กวาดมาตั้งนานแล้ว 

 

เด็กชายยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าสดใสของเธอ รู้สึกเจ็บขึ้นมาที่หน้าอกข้างซ้าย เป็นความเจ็บปวดที่ทำให้ตระหนักว่า เขาคิดถึงเธอเหลือเกิน 

 

“ทุกคนขึ้นคร่อมไม้กวาด พอฉันนับถึงสาม ให้ทุกคนถีบตัวขึ้นนะ หนึ่ง สอง สาม!” 

 

เมื่อมาดามฮูชให้สัญญาณ เหล่าปีหนึ่งก็ถีบตัวขึ้นพร้อมกัน แน่นอนว่าเจมส์ชำนาญการบินที่สุด เด็กชายบังคับให้ไม้กวาดบินเป็นวงกลมรอบกลุ่มเพื่อนนักเรียนที่ลอยตัวอยู่เหนือพื้นราวสองสามเมตร ส่งยิ้มเยาะให้เซเวอรัสเมื่อบินเฉี่ยวเขาอย่างท้าทาย 

 

ใบหน้าของเซเวอรัสกระตุกด้วยความหงุดหงิด แต่เด็กชายบอกตัวเองให้นิ่งไว้ หากเขาไปบินแข่งกันเจ้านั่นตอนนี้ เขาอาจจะพอสู้ไหวก็จริง แต่จะลงเอยด้วยการต้องไปคัดตัวให้ทีมควิดดิชกริฟฟินดอร์ ซึ่งเขาไม่อยากลงเล่นให้ อีกอย่าง หากเขาอยู่ทีมกริฟฟินดอร์ โอกาสที่ลูเซียสจะเปิดให้เขาเข้าใกล้จะยิ่งน้อยลงไปด้วย 

 

เด็กชายอดทนให้เจมส์บินเฉี่ยวไปมาอยู่หลายรอบ เขาเห็นลิลี่ขมวดคิ้วใส่เจมส์ แต่เด็กหญิงไม่ได้พูดอะไรเพราะมาดามฮูชเห็นว่าเจมส์มีพรสวรรค์ในการบินมาก และแนะนำให้เจมส์เข้าทีมกริฟฟินดอร์ ดูเหมือนมาดามจะไม่สังเกตเห็นว่าเจมส์จงใจบินเฉี่ยวเซเวอรัส แต่เซเวอรัสเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนอกจากรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อยที่โดนท้าทาย เมื่อหมดคาบ ขณะที่พวกเขาเก็บไม้กวาดเสร็จแล้ว ลิลี่ก็เข้ามาหาเซเวอรัส 

 

“หมอนั่น! นิสัยเสียมากเลย เธอไม่เป็นไรใช่ไหมเซเวอรัส” 

 

เธอถามเขาอย่างเป็นห่วง เซเวอรัสรู้สึกว่าความหงุดหงิดทั้งหมดสลายไปทันที เขาพอใจมากที่ลิลี่ต่อว่าเจมส์และเป็นห่วงเขา เด็กชายจึงยิ้มให้เธอ 

 

“ฉันไม่เป็นไรหรอก” อีกครั้งที่เขาเกือบจะเผลอยกมือลูบหัวเด็กหญิง แต่ยังห้ามตัวเองได้ทัน ลิลี่เห็นแขนเขากระตุก จึงคิดว่าเขาบาดเจ็บแล้วปกปิดเธอไว้ จึงถามอีกครั้ง 

 

“แขนเธอเป็นอะไรรึเปล่า เธอบาดเจ็บเหรอ” 

 

เด็กหญิงถือวิสาสะจับแขนเขาเลิกแขนเสื้อขึ้น เด็กชายเกือบจะชักแขนออกเพราะมันเป็นข้างที่เคยมีตรามารอยู่ แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า เขาตอนอายุสิบเอ็ดยังไม่ได้ประทับตรามาร จึงปล่อยให้เธอทำตามใจ 

 

“ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ ลิลี่” 

 

เขาบอกซ้ำ แต่ลิลี่ก็สำรวจแขนของเขาอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว เธอจึงปล่อยมือ เด็กหญิงมีท่าทางเก้อเขินตอนพูดว่า “เห็นแขนเธอกระตุก ฉันก็นึกว่าเธอเป็นอะไรเสียอีก” 

 

เซเวอรัสรู้สึกอยากลูบหัวเด็กหญิงขึ้นมาอีกแล้ว แต่เขาอดทนนิ่งไว้ขณะที่เดินตามเธอไปยังปราสาท 

 

~*~*~*~ 

 

จนแล้วจนรอด เซเวอรัสก็ยังไม่ได้เข้าไปตีสนิทกับพวกเอเวอรี่และมัลซิเบอร์ เหตุเพราะเขากับกับลิลี่นั้นตัวติดกันตลอดเวลา เซเวอรัสไม่อาจปลีกตัวไปทำความรู้จักกับสองคนนั้นได้โดยที่ลิลี่ไม่เห็น แต่เขาไม่ว่าอะไรเรื่องนี้หรอก 

 

เขาชอบที่ได้อยู่กับลิลี่ ชอบที่ได้นั่งข้างหลังเธอในห้องเรียน ได้มองผมสีแดงเข้มของเธอ และยิ้มตอบตอนที่เธอหันมาส่งยิ้มและยกนิ้วให้เขา เมื่อเขาทำได้ดีเยี่ยมในชั้นเรียน (ซึ่งเขาทำได้ดีเยี่ยมเสมอ) ได้ช่วยเธอถือหนังสือและกระเป๋าในบางครั้งที่เธอต้องการ ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเธอทุกมื้อ ได้นั่งทำการบ้านข้าง ๆ เธอในห้องนั่งเล่นรวม ได้บอกอรุณสวัสดิ์กับเธอทุกเช้า และราตรีสวัสดิ์กับเธอทุกค่ำคืน

 

เซเวอรัสแทบจะไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แล้ว กระทั่งการอยู่ในบ้านกริฟฟินดอร์ที่เขาเกลียด ก็ไม่กวนใจเขาอย่างที่คิดไว้ พวกพอตเตอร์ไม่ค่อยมายุ่งกับเขาเท่าไร อาจจะเป็นเพราะพวกนั้นยุ่งกับการทำตัวเป็นจุดสนใจมากเกินไป หรือเพราะเขายังไม่ได้บอกว่า เขาต้องการอะไรในการชนะพนันครั้งนั้น จะเหตุผลอะไรก็ช่าง เขาไม่สนใจ ขอแค่พวกนั้นไม่มายุ่งกับเขาและลิลี่ เขาก็จะไม่ยุ่งกับพวกมัน 

 

เขาอยากจะหยุดช่วงเวลานี้ไว้ ให้เขากับลิลี่อยู่ด้วยกันที่ฮอกวอตส์ตลอดไป แต่เวลาไม่เคยฟังคำขอของเขา เวลาไม่เคยฟังคำขอของใครอยู่แล้ว มันเดินไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ คริสต์มาสมาเยือนพร้อมกับวันหยุดฤดูหนาว นักเรียนส่วนใหญ่เลือกกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว รวมถึงลิลี่ด้วย แม้ช่วงนี้ฮอกวอตส์จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม 

 

เนื่องจากฐานะทางบ้าน เซเวอรัสไม่ได้บอกรับเดลี่พรอเฟ็ต แต่เขายังได้ยินนักเรียนที่บอกรับหนังสือพิมพ์คุยกันถึงข่าวการทำร้ายมักเกิ้ล ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของผู้เสพความตาย 

 

ตอนนี้จอมมารยังไม่ได้เผยให้เห็นธาตุแท้ จึงมีผู้วิเศษสนับสนุนเขาเป็นจำนวนมาก พวกคลั่งเลือดบริสุทธิ์นั่นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่เห็นด้วยกับการที่จอมมารตั้งใจจะยกเลิกกฎหมายปกปิดความลับผู้วิเศษ เปิดเผยเรื่องเวทมนตร์ต่อมักเกิ้ล เพื่อที่ผู้วิเศษจะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยซ่อนเวทมนตร์ของตัวเองอีกต่อไป 

 

เซเวอรัสจำได้ว่า ดัมเบิลดอร์ก่อตั้งภาคีนกฟีนิกซ์ขึ้นเมื่อปีก่อน ก่อนที่เขาจะเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์ คราวที่แล้วเขาไมไ่ด้เข้าร่วม แต่คราวนี้ เขาจะเข้าร่วมภาคี และเขาจะเข้าร่วมกับผู้เสพความตายด้วย เขาจะเป็นสายลับให้ภาคี ให้ดัมเบิลดอร์ตั้งแต่ตอนนี้ 

 

ก่อนที่เขาจะเสียเธอไป 

 

~*~*~*~ 

 

เซเวอรัสไม่เคยกลับบ้านช่วงวันหยุดฤดูหนาว และแม่ก็ไม่เคยขอให้เขากลับไป เธอรู้ว่าเขาจะสบายกว่าหากอยู่ที่ฮอกวอตส์ เด็กชายรู้สึกดีเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาแล้วพบว่าหอพักว่างเปล่า มีกล่องของขวัญเล็ก ๆ สองกล่องอยู่ที่ปลายเตียง แม่ส่งเสื้อสเวตเตอร์สีดำมาให้เขา ซึ่งเป็นของมือสอง เขาเข้าใจดีว่าครอบครัวไม่มีเงินพอซื้อเสื้อใหม่ จึงไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ส่วนกล่องที่สองมาจากลิลี่ เธอให้ดาร์กช็อกโกแลตกล่องใหญ่ เธอรู้ว่าเขาไม่ชอบของหวานเท่าไร แต่ถ้าเป็นดาร์กช็อกโกแลต เขาชอบมาก เด็กชายยิ้มให้กล่องช็อกโกแลต วางมันไว้อย่างทะนุถนอมบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลอง แล้วลงไปกินอาหารเช้าที่ห้องโถง 

 

ต้นคริสต์มาสสิบสองต้นตั้งชิดริมผนังห้อง ห่างกันเป็นระยะ ประดับประดาด้วยของตกแต่ง เช่น สนิชสีทองและไม้กวาดจำลองอันจิ๋วบินวนรอบ ๆ ต้นไม้ ทิ้งประกายสีทองเป็นสายตามหลัง ตุ๊กตาขนมปังขิงที่เปลี่ยนสีหน้าไปมาได้ นางฟ้าบนยอดไม้โปรยปรายดวงดาวเล็ก ๆ สีเงินและสีทอง เพดานเวทมนตร์ยามนี้กระจ่างใสและมีแสงแดดอ่อน ๆ เกล็ดหิมะเล็กละเอียดร่วงลงมา ก่อนจะสลายไปเมื่อกระทบยอดไม้ โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ 

 

โต๊ะประจำบ้านถูกยกออกไปชิดผนัง เหลือเพียงโต๊ะยาวหนึ่งตัวตั้งอยู่กลางห้องโถง ดัมเบิลดอร์ในชุดตลุมสีฟ้าอ่อนนั่งอยู่หัวโต๊ะ ถัดจากเขาเป็นมักกอนนากัล สเปราต์ ฟลิตวิก แฮกริด และซลักฮอร์น ไม่มีนักเรียนคนอื่นที่โต๊ะ ดูเหมือนเขาจะเป็นคนเดียวที่อยู่โยงช่วงวันหยุด 

 

“สุขสันต์วันคริสต์มาส เซเวอรัส” 

 

ดัมเบิลดอร์เอ่ยทักทายเขาพร้อมส่งยิ้มนุ่มนวล ดวงตาสีฟ้ากระจ่างใสมองมาที่เขาอย่างอบอุ่น เด็กชายชะงักไปเมื่อสบตาอาจารย์ใหญ่ เซเวอรัสไม่คิดว่าเขาจะได้สบตากับดัมเบิลดอร์ตรง ๆ แบบนี้อีกแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขา… 

 

“มานั่งนี่สิ เซเวอรัส” 

 

ซลักฮอร์นเอ่ยเรียกเขา พลางตบที่นั่งข้างตัว เด็กชายจึงรู้สึกตัว เขาพึมพำ “สุขสันต์วันคริสต์มาสครับ” ก่อนจะนั่งลงข้างอาจารย์วิชาปรุงยา 

 

“เรามาเริ่มมื้อเช้ากันเถอะ” 

 

ทันทีที่ดัมเบิลดอร์พูดจบ จานทองที่ว่างเปล่าก็ปรากฏอาหารนานาชนิดขึ้นมา แม้จะมีผู้ร่วมโต๊ะน้อย แต่เอลฟ์ประจำบ้านของฮอกวอตส์แสดงฝีมือกันเต็มที่เช่นเคย ไก่งวงอบราดซอสเกรวี่ห้าตัว มันฝรั่งต้มชามใหญ่ ไส้กรอกย่างกองสูงเป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ มันฝรั่งอบหัวใหญ่ และที่ขาดไม่ได้คือพุดดิ้งคริสต์มาสประดับใบฮอลลี่ บนโต๊ะข้างจานทองยังมีประทัดคริสต์มาสของผู้วิเศษวางกระจัดกระจายตามพื้นที่ว่าง 

 

เกิดเสียงมีดส้อมกระทบจานทองเมื่อทุกคนลงมือกินอาหาร บทสนทนาดังขึ้นเป็นระยะ บรรดาอาจารย์รวมไปถึงแฮกริดคะยั้นคะยอให้เซเวอรัสกินเยอะ ๆ พลางตักอาหารให้เขาจนพูนจาน แฮกริดออกความเห็นว่าเขาผอมเกินไป สมควรกินให้เยอะกว่านี้ 

 

ดัมเบิลดอร์ประเดิมดึงประทัดคริสต์มาสเป็นคนแรก มีเสียงระเบิดกึกก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถง ควันสีเงินกับสีม่วงปกคลุมทั่วโต๊ะ ก่อนที่หมวกเบเร่ต์สีม่วงสดประดับด้วยกากเพชรสีเงินจะสวมลงบนศีรษะของอาจารย์ใหญ่พอดี ชายชราส่วยิ้มให้เมื่อเห็นเซเวอรัสมองมา ก่อนจะส่งประทัดคริสต์มาสให้เด็กชาย 

 

เซเวอรัสรับมาก่อนจะดึงออก เกิดเสียงระเบิดขึ้นอีกครั้ง แล้วเด็กชายก็พบว่าตัวเองสวมหมวกทรงสูงสีแดงใบใหญ่ประดับด้วยดาวสีทองสะท้อนแสง มีหนูขาวสองตัวลอดออกมาจากใต้หมวก ก่อนจะไต่ตัวเขาลงมานั่งจุมปุ๊กบนโต๊ะ และเริ่มเล็มเศษถั่วลันเตาที่กระเด็นจากจาน 

 

พวกผู้ใหญ่ดื่มไวน์แดงพลางคุยเรื่องสัพเพเหระกัน เซเวอรัสนั่งเงียบ กินพุดดิ้งอย่างเชื่องช้า ระหว่างที่เงี่ยหูฟังบทสนทนาอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก จนกระทั่งหัวข้อสนทนาวกมาที่เขา 

 

“ฉันแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยตอนที่เธอใช้คาถาวิงการ์เดียมทำให้ขนนกสิบเส้นลอยอยู่กลางอากาศได้!” 

 

ฟลิตวิกเอ่ยขณะมองมาที่เซเวอรัสด้วยสายตาชื่นชม เด็กชายยิ้มให้อาจารย์ร่างเล็กด้วยท่าทีถ่อมตัว ซลักฮอร์นเสริมขึ้นอีกว่า 

 

“ไม่ใช่แค่วิชาคาถานะฟีเลียส เซเวอรัสเชี่ยวชาญทุกวิชา แม้แต่วิชาที่เน้นปฏิบัติอย่างวิชาปรุงยา เขาก็ทำได้ยอดเยี่ยม พรสวรรค์ขนานแท้!” 

 

อาจารย์ปรุงยายิ้มแล้วมองเขาอย่างรักใคร่เอ็นดู ศาสตราจารย์มักกอนนากัลที่นั่งอยู่ถัดจากซลักฮอร์น ก็มองมาที่เซเวอรัสด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเขาเป็นเด็กในบ้านของเธอ 

 

เซเวอรัสเพียงยิ้มรับพลางแสร้งถ่อมตัว “ผมยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ” 

 

“ศาสตราจารย์อันนาชมเธอใหญ่เลยว่า เธอรู้คาถาป้องกันตัวดีมาก ดีกว่าเด็กชั้นปีโต ๆ บางคนเสียอีก” 

 

แฮกริดที่ดื่มไวน์เข้าไปเยอะและหน้าแดงก่ำ เอ่ยถึงศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดของปีนี้ ซึ่งเป็นหญิงสาววัยสามสิบปีผู้เก่งกาจและเฉลียวฉลาดมาก ลิลี่ปลื้มเธอมาก แต่น่าเสียดายที่เซเวอรัสรู้ดีว่า เธอจะสอนถึงแค่สิ้นปีการศึกษานี้เท่านั้น เพราะคำสาปของจอมมาร 

 

“ถ้าเธอโตกว่านี้นะ เธอน่าจะเข้าร่วมภาคีนก-“ 

 

“แฮกริด!” 

 

มักกอนนากัลเอ็ดแฮกริด เมื่อชายหนุ่มเมาจนเผลอหลุดปากบอกเรื่องภาคีนกฟีนิกซ์กับเด็กชาย เซเวอรัสตัดสินใจคว้าโอกาสนี้ไว้ 

 

“ผมอยากเข้าร่วมครับ” 

 

สายตาทุกคนที่โต๊ะหันมาจ้องเขาอย่างตกตะลึง แต่สายตาของเซเวอรัสมองตรงไปที่ดวงตาสีฟ้าคมกริบของอาจารย์ใหญ่ เงียบงันกันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดัมเบิลดอร์จะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรื่อย ๆ รางกับถามเรื่องดินฟ้าอากาศ 

 

“เธอรู้หรือว่า ภาคีนกฟีนิกซ์คืออะไร” 

 

“รู้ครับ เป็นกองกำลังต่อต้านจอมมารและผู้เสพความตายของเขา” 

 

คำตอบชัดถ้อยชัดคำของเซเวอรัสทำให้คิ้วขาวของดัมเบิลดอร์เลิกขึ้น ก่อนที่ชายชราจะถามต่อ 

 

“เธอรู้ได้อย่างไร” 

 

เด็กชายอึกอัก เขาไม่กล้าบอกความจริงต่อหน้าคนทั้งโต๊ะ เพราะจะเกิดคำถามตามมาอีกมากมาย เขาจึงปั้นเรื่องขึ้นมา 

 

“ผมแอบได้ยินลองบัตท่อมคุยกับเพื่อนเขาว่า แม่ของเขาเป็นสมาชิกภาคี” 

 

ดวงตาสีฟ้าของดัมเบิลดอร์มองตาเขาราวกับจะอ่านใจ แต่เด็กชายไม่หลบตา ในที่สุดอาจารย์ใหญ่ก็พูดขึ้นมาว่า 

 

“และเธออยากเข้าร่วมภาคีงั้นหรือ” 

 

“ครับ” 

 

“ไม่ได้หรอก เธอยังเด็กเกินไป” 

 

มักกอนนากัลขัดขึ้น เซเวอรัสหันไปมองเธอ เธอขมวดคิ้วมองเขาและมองไปทางดัมเบิลดอร์  เซเวอรัสเห็นดัมเบิลดอร์ยิ้มบางให้มักกอนนากัล ก่อนจะหันมาบอกเขาว่า 

 

“ใช่ เธอยังเด็ก ไว้อีกสักหกปี ถ้าเธอยังอยากเข้าร่วม ค่อยมาว่ากัน” 

 

ดัมเบิลดอร์ยิ้มให้เขา เซเวอรัสยกยิ้มตอบกลับ อย่างน้อยเขาก็ได้รับอนุญาตให้สมัครอีกครั้งตอนที่เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว 

 

“ตกลงครับ” 

 

~*~*~*~ 

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ ^^

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 3

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

เรื่องนี้เป็น Fan Fiction ของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่ค่ะ

บทที่ 1

บทที่ 2

 

III

 

 

เมื่อสิ้นสุดวันแรกของการเรียน ข่าวเรื่องอัจฉริยะปีหนึ่งแห่งบ้านกริฟฟินดอร์ก็กลายเป็นหัวข้อที่ทุกคนพูดถึงมากที่สุด เซเวอรัสกลายเป็นที่จับตามองของคนเกือบทั้งโรงเรียน สายตาที่มองมายังเขามีทั้งชื่นชม อิจฉาริษยา และส่วนใหญ่คือสงสัยใคร่รู้ แต่เด็กชายไม่ได้รู้สึกยินดีกับสายตาพวกนั้นเท่าไร เพราะเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าตัวเองมีประสบการณ์มากกว่าเด็กนักเรียนทุกคนในโรงเรียนนี้ จึงไม่แปลกที่เขาจะทำได้ยอดเยี่ยมในทุกวิชา แต่เซเวอรัสก็ยังรู้สึกดีเมื่อเห็นสายตาทึ่งและชื่นชมของลิลี่ และสะใจทุกครั้งที่เห็นพวกพอตเตอร์มองมาที่เขาอย่างไม่อยากเชื่อ

 

เซเวอรัสยังไม่ได้ไปทวงสัญญาที่พนันกับพวกนั้นไว้ ที่จริงเขาก็ยังนึกไม่ออกว่าจะสั่งพวกนั้นให้ทำอะไรบ้าง ตอนแรกเขานึกจะสั่งให้พอตเตอร์ห้ามยุ่งกับลิลี่ แต่ถ้าสั่งแบบนั้น จะทำให้เจ้านั่นยิ่งอยากยุ่งกับลิลี่มากกว่า สำหรับแบล็ก ถ้าห้ามมันกับพอตเตอร์สนิทสนมกัน เจ้านั่นคงสิ้นหวังมากแน่นอน เพราะพอตเตอร์เป็นเพื่อนที่มันรักที่สุด ชีวิตของมันจะมีแต่ความสิ้นหวัง ไม่มีความสุข

 

เด็กชายเหยียดยิ้มเมื่อนึกว่าแบล็กจะเป็นอย่างไรหากขาดพอตเตอร์ไปสักคน พอตเตอร์ก็คงจะทรมานไม่แพ้กัน เพราะแบล็กเป็นเพื่อนที่มันรักและไว้ใจมากที่สุด

 

แต่สุดท้ายแล้วเพื่อนที่มันรักและไว้ใจมากที่สุดกลับกลายเป็นไอ้ขี้ขลาด ปฏิเสธจะเป็นผู้รักษาความลับ และโยนงานอันตรายให้หางหนอนทำแทน หางหนอนผู้ทรยศเพื่อนได้อย่างง่ายดายเพราะหวาดกลัวจอมมาร ทำให้ลิลี่ต้อง…

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กชายเลื่อนหลุด เขาจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก ไม่มีวัน ไม่ว่าโลกที่อยู่ตรงหน้าเขานี้จะเป็นแค่ความฝันหรืออะไรก็ตาม เขาจะไม่มีวันอยู่เฉย เขาจะไม่ทำผิดพลาดแบบนั้นอีกแล้ว

 

เขาจะปกป้องลิลี่เอง

 

~*~*~*~

 

 

“นายต้องการอะไร”

 

เจมส์ พอตเตอร์เอ่ยถามเมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพังบนหอพักด้วยน้ำเสียงหาเรื่อง เซเวอรัสพยายามไม่ใส่ใจกับน้ำเสียงนั้น เขาชนะพนันแล้ว พอตเตอร์อยู่ในกำมือเขา แบล็กก็ด้วย เขาต้องใจเย็นไว้เพื่อแผนการใหญ่

 

“ไว้ฉันนึกออกแล้วจะบอก”

 

เด็กชายตอบเสียงเรียบแต่แฝงแววออกคำสั่งอย่างผู้ที่เหนือกว่า ขณะที่รื้อหีบเพื่อหาม้วนกระดาษสำหรับเขียนเรียงความประวัติศาสตร์เวทมนตร์ เซเวอรัสได้ยินเสียงเจมส์เดาะลิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เด็กชายจึงปิดฝาหีบ ก่อนจะหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับพอตเตอร์

 

“พวกนายเป็นคนเริ่มเรื่องนี้เองนะ”

 

เสียงเยียบเย็นของเซเวอรัสแทบจะไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่ดวงตาสีดำคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยความชิงชังจนเจมส์ถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความตกใจกับบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากสเนป แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ตั้งตัวได้ ตอบกลับอย่าง

 

กล้าหาญ

 

“นะ…นายต้องการอะไรก็บอกมาสิ พวกฉันรักษาสัญญาเสมอ”

 

เซเวอรัสสบตาสีเฮเซลที่จ้องเขากลับอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกมาพร้อมพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นว่า

 

“ดี จำคำของตัวเองไว้นะ พอตเตอร์ แล้วฉันจะมาทวงสัญญาแน่นอน”

 

~*~*~*~

 

 

แม้ลิลี่จะเก่งรอบด้าน แต่วิชาปรุงยาเป็นวิชาโปรดของลิลี่เสมอ คาบแรกซลักฮอร์นให้พวกเขาปรุงน้ำยารักษาฝี ซึ่งลิลี่ทำได้ดีมากจนศาสตราจารย์ออกปากชวนเธอมาร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งจะจัดขึ้นวันเสาร์นี้ แน่นอนว่าาเซเวอรัสเองก็ได้รับเชิญอย่างกระตือรือร้นในฐานะ “อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในรอบทศวรรษ”

 

เด็กชายตอบรับคำเชิญอย่างถ่อมตัวแต่ลอบยินดีอยู่ลึก ๆ เหตุเพราะ หนึ่ง พวกพอตเตอร์ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย และสอง เขาต้องการคุยกับลูเซียส มัลฟอย

 

เซเวอรัสต้องการเข้าร่วมกลุ่มผู้เสพความตายอีกครั้ง เขาไม่ได้ชอบเป็น ไม่ได้อยากเป็นซ้ำอีกครั้งด้วย แค่หนเดียวก็ให้บทเรียนเขามากเกินพอแล้ว แต่หากเขาอยากจะปกป้องลิลี่ เขาต้องเข้าร่วมกับผู้เสพความตาย

 

เขาหวนคิดถึงครั้งก่อน ตอนที่เขากับลิลี่ทะเลาะกันเรื่องที่เขาคบกับพวกเอเวอรี่และมัลซิเบอร์ ซึ่งเธอคิดว่าพวกนั้นเลวร้ายมาก เพราะพวกนั้นชอบแกล้งนักเรียนบ้านอื่นแรง ๆ รวมถึงแมรี่ แมคโดนัลด์ เพื่อนของลิลี่ด้วย คราวนี้เขาจะระวัง เขาจะไม่ทำให้ลิลี่โกรธอีก เขาจะไม่ให้เธอเห็นเวลาเขาอยู่กับพวกนั้น เธอไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร เธอไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเขาจะเข้าร่วมกับผู้เสพความตาย แม้เขาจะทำเพื่อเธอก็ตาม

 

ไม่สิ ทำเพื่อตัวเขาเองมากกว่า

 

เขาไม่อยากเสียเธอไปอีกแล้ว

 

~*~*~*~

 

 

สัปดาห์แรกของการเรียนผ่านไปอย่างรวดเร็ว เย็นวันเสาร์ เซเวอรัสนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างในห้องนั่งเล่นรวมของกริฟฟินดอร์ เรียงความวิชาคาถาที่เสร็จเรียบร้อยแล้ววางอยู่บนโต๊ะ ข้างกายเขา ลิลี่กำลังเขียนสรุปเรียงความของเธอที่ยาวกว่าเรียงความของเขาสักสามนิ้วได้

 

เด็กชายลอบมองใบหน้าด้านข้างของเธอ ผมสีน้ำตาลแดงถูกทัดไว้ที่ใบหูเพื่อไม่ให้ปรกหน้า ปอยผมกลุ่มเล็ก ๆ หล่นลงมาเรี่ยข้างแก้ม ดวงตาสีเขียวจดจ่ออยู่กับตัวหนังสือที่เธอกำลังเขียนด้วยปากกาขนนก ขนตาของเธอยาวน่ามอง ริมฝีปากที่เม้มอย่างไม่รู้ตัวขณะตั้งอกตั้งใจเขียน มุมปากของเธอยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะยิ้ม

 

เซเวอรัสชอบเวลาที่ลิลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว และชอบมากเป็นพิเศษถ้ารอยยิ้มนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา รอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตาสีเขียวสดใสคู่นั้น รอยยิ้มที่เห็นเมื่อไรก็ทำให้รู้สึกว่า เพียงแค่มีเธออยู่เคียงข้าง เขาจะไม่เป็นไร

 

และเขาจะไม่ยอมให้เธอเป็นอะไร เขาจะไม่ยอมห่างจากเธออีกแล้ว ต่อให้เธอเป็นฝ่ายถอยห่างจากเขา เขาก็จะตามติดเธอให้ยิ่งกว่าที่แบล็กตามติดพอตเตอร์เลย

 

“เซฟ มีอะไรเหรอ”

 

ลิลี่เรียกให้เขาหลุดจากห้วงความคิด เด็กหญิงเขียนเรียงความเสร็จแล้ว และกำลังเลิกคิ้วจ้องหน้าเขาอย่างสงสัย เซเวอรัสยิ้มบางให้เธอ ก่อนจะบอกว่า “ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่คิดอะไรเพลิน ๆ”

 

“คิดอะไรเหรอ บอกได้ไหม”

 

เด็กหญิงเอ่ยถามอย่างสบาย ๆ ไม่มีแววคาดคั้นในน้ำเสียงของเธอ เซเวอรัสอยากบอกเธอใจจะขาดว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่เขาไม่อาจบอกเธอได้ ยังไม่ใช่ตอนนี้ เด็กชายจึงย้ำว่า “ไม่มีอะไรหรอก”

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองนาฬิากาในห้องนั่งเล่นรวม

 

“จะทุ่มหนึ่งแล้ว เราคงต้องไปงานเลี้ยงอาหารค่ำได้แล้วล่ะ”

 

ลิลี่ตอบรับ พวกเขาเก็บอุปกรณ์การเรียน จากนั้นจึงออกจากหอกริฟฟินดอร์ ตรงไปยังห้องทำงานของซลักฮอร์นด้วยกัน

 

งานเลี้ยงอาหารค่ำของซลักฮอร์นเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนที่เป็นที่มีพรสวรรค์ เซเวอรัสคุ้นหน้าพวกเขาทุกคน เช่น แฟรงก์ ลองบัตท่อม ปีสามจากบ้านกริฟฟินดอร์ และอลิซจากบ้านฮัฟเฟิลพัฟ ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นภรรยาของลองบัตท่อม

 

เซเวอรัสหยุดคิดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าชะตากรรมของทั้งสองในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาหันไปสนใจนักเรียนจากบ้านสลิธีริน ลูเซียส มัลฟอย ผู้มีเข็มกลัดพรีเฟ็คติดอยู่ตรงอกเสื้อนั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ข้างซลักฮอร์น ถัดจากเขาคือน็อตต์กับนาร์ซิสซาร์

 

ที่นั่งอีกฝั่งของซลักฮอร์นเว้นว่างไว้ ซลักฮอร์นส่งยิ้มกว้างให้เมื่อเซเวอรัสกับลิลี่เดินเข้าไปในห้อง อาจารย์ปรุงยาจัดแจงให้เซเวอรัสนั่งข้างเขา และลิลี่นั่งถัดจากเด็กชาย

 

“ทุกคน ขอแนะนำให้รู้จัก เซเวอรัส สเนป และลิลี่ เอฟเวนส์ ปีหนึ่งจากบ้านกริฟฟินดอร์ ผู้มีพรสวรรค์ทางด้านปรุงยาอย่างเหลือเชื่อ! อันที่จริง มีพรสวรรค์ทางด้านเวทมนตร์ทุกวิชาเลยนะ เท่าที่ฉันได้ยินมา”

 

ซลักฮอร์นส่งยิ้มอย่างรักใคร่ให้พวกเขาทั้งสอง ลิลี่ยิ้มเขิน ๆ แก้มของเธอขึ้นสีชมพูแต่ดวงตาของเธอเป็นประกายอย่างภาคภูมิใจ ส่วนเซเวอรัสปั้นยิ้มแข็ง ๆ ขึ้นมา เขาสังเกตเห็นสายตารอบโต๊ะที่มองมาอย่างสนใจ ตำแหน่งที่นั่งข้างซลักฮอร์น เป็นที่สำหรับคนโปรดที่สุด ซึ่งหมายถึงคนที่ซลักฮอร์นเห็นว่าเก่งกาจและมีพรสวรรค์ที่สุดในบรรดานักเรียนที่เขาคัดเลือกมา เดิมทีตำแหน่งตรงนี้เป็นของลิลี่ ลิลี่มีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ทุกแขนงอย่างแท้จริง แต่คราวนี้กลับเป็นเซเวอรัส เพราะเขามีประสบการณ์ด้านเวทมนตร์มากกว่าเธอในตอนนี้

 

เขาไม่ได้รู้สึกภูมิใจ แต่การเป็นคนโปรดที่สุดของ
ซลักฮอร์นจะเป็นประโยชน์กับเขา อย่างน้อย ลูเซียสก็มองเขาอย่างพิจารณา ได้รับความสนใจจากคนที่จะเป็นผู้เสพความตายแถวหน้า เพิ่มโอกาสให้เขาแทรกซึมเข้าไปได้ง่ายขึ้น

 

งานเลี้ยงอาหารค่ำเริ่มขึ้นอย่างเงียบเฉียบ แต่
ซลักฮอร์นชวนทุกคนคุยอย่างทั่วถึง ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะผ่อนคลายลง และแล้วโอกาสที่เซเวอรัสรอก็มาถึง

 

“ลูเซียส เธอน่าจะได้เห็นลิลี่กับเซเวอรัสปรุงน้ำยาแก้ฝีเป็นครั้งแรกนะ ทำฉันทึ่งไปเลย! ฉันไม่เคยเห็นเด็กปีหนึ่งคนไหนปรุงยาได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ครั้งแรกมาก่อนเลย แต่สองคนนี้ ทำได้เยี่ยมมาก!”

 

ซลักฮอร์นส่งยิ้มและมองเซเวอรัสกับลิลี่ด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู ลิลี่รีบพูดขึ้นมาอย่างถ่อมตัวว่า

 

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ยังต้องฝึกอีกเยอะ” แต่เธอก็ยิ้มหน้าบานอย่างยินดี ขณะที่ซลักฮอร์นหัวเราะเอ็นดูเด็กหญิง เซเวอรัสก็สบตาสีเทาของลูเซียส ที่กำลังมองเขาอย่างประเมินค่า ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับเด็กหนุ่มโดยตรงว่า

 

“ผมได้ยินมาว่าคุณเก่งปรุงยามาก”

 

ลูเซียสเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เขาเก่งทางด้านปรุงยาก็จริง แต่ไม่น่าถึงขนาดที่จะมีใครชมเขาให้เด็กปีหนึ่งฟัง โดยเฉพาะเด็กปีหนึ่งอัจฉริยะแห่งบ้านกริฟฟินดอร์ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ถามว่าเด็กชายได้ยินมาจากไหน ซลักฮอร์นก็พูดเสริมอย่างกระตือรือร้น

 

“ใช่แล้ว เซเวอรัส ลูเซียสเก่งเรื่องการปรุงยามาก เธอขอคำแนะนำจากเขาได้นะ”

 

อาจารย์วิชาปรุงยาชอบให้นักเรียนในสโมสรของเขาสนิทสนมกันไว้ เขาดีใจเมื่อเห็นเซเวอรัสกล่าวชื่มชมลูเซียส ซึ่งเป็นเด็กบ้านสลิธีริน กริฟฟินดอร์น้อยคนนักที่จะชื่นชมคนจากบ้านสลิธีริน ซลักฮอร์นคิดว่าเซเวอรัสคนนี้ไม่ธรรมดา สมเป็นเด็กอัจฉริยะ

 

“งั้น ถ้าผมอยากปรึกษาคุณมัลฟอย…”

 

เซเวอรัสมองไปทางลูเซียส พยายามปั้นหน้าใสซื่อให้เหมือนเด็กสิบเอ็ดที่ไม่มีลับลมคมใน และต้องการปรึกษารุ่นพี่เรื่องเรียนจริง ๆ ลูเซียสมองเขาอย่างพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงแววถือตัว

 

“ได้สิ มาปรึกษาได้ทุกเมื่อ”

 

“ขอบคุณครับ”

 

เด็กชายยิ้ม ยินดีที่งานของตัวเองสำเร็จไปขั้นหนึ่ง ก่อนจะตักไอศกรีมช็อกโกแลตราดคาราเมลใส่ปาก ลิ้มรสชาติหวานจัดที่เขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน

 

เขาไม่ใช่คอของหวานเหมือนดัมเบิลดอร์ ตั้งแต่เริ่มทำงาน เขาก็แทบจะไม่แตะของหวานเลย แต่เมื่ออยู่ในร่างเด็กแบบนี้ รสสัมผัสของขนมหวานอร่อยกว่าตอนที่อยู่ในร่างผู้ใหญ่ เซเวอรัสจึงกินได้โดยไม่หนักใจนัก เด็กชายลอบมอง
ลิลี่ที่นั่งกินไอศกรีมอยู่ข้างกายอย่างมีความสุข เธอเองก็ชอบของหวานมากเช่นกัน ถึงจะไม่คลั่งขนาดดัมเบิลดอร์ก็ตาม

 

ชั่วขณะนั้น เซเวอรัสอยากยกมือขึ้นลูบหัวของเด็กหญิง แต่เขายั้งตัวเองไว้ได้ทัน มันคงแปลกที่เด็กอายุสิบเอ็ดเท่ากันจะอยากลูบหัวอีกคน เขาจึงกินไอศกรีมต่อไปอย่างเงียบเชียบ

 

~*~*~*~

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ ^^

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 2

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

เรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่นของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

 

อ่านตอนแรกได้ที่ บทที่ 1

 

บทที่ 2

 

เซเวอรัส สเนป กำลังเจอปัญหา เขารู้ว่าตัวเองตายแล้ว และหลังจากนั้น เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกที่อาจจะเป็นแค่ความฝันหรือความทรงจำ แต่มันผิดเพี้ยนไปจากความทรงจำของเขามาก เขากลับมาอยู่ในร่างของตัวเองในวัยสิบเอ็ดปี แต่แทนที่จะถูกคัดสรรไปบ้านสลิธีรินอย่างที่ควรจะเป็น หมวกเก่าคร่ำครึนั่นกลับส่งเขาไปอยู่บ้านกริฟฟินดอร์

 

แม้เขาปรารถนาจะอยู่บ้านเดียวกับลิลี่มาตลอด แต่ไม่ใช่รูปแบบนี้ เขาอยากให้ลิลี่อยู่บ้านสลิธีรินกับเขา ไม่ใช่เขาอยู่บ้านกริฟฟินดอร์กับเธอ บ้านนี้ไม่เหมาะกับเขา เขาเป็นคนของบ้านสลิธีริน และไม่เคยนึกเสียใจที่อยู่บ้านนี้ แม้ดัมเบิลดอร์จะเคยพูดว่า หมวกคัดสรรคัดแยกบ้านเร็วเกินไปหน่อยก็ตาม

 

หากนี่เป็นความฝันของเขา สิ่งต่าง ๆ ก็ควรจะเป็นไปอย่างที่เขาอยากจะให้เป็น ไม่ใช่แบบนี้

 

แบบที่เขาต้องมาอยู่ร่วมห้องกับพวกหยิ่ง จองหอง อวดเก่ง ขี้ขลาด และน่าสมเพช พวกนี้

 

เซเวอรัสยืนนิ่งอยู่ปลายเตียงสี่เสาในหอกริฟฟินดอร์ที่มีหีบสัมภาระของเขาวางไว้อยู่ โดยมีเจ้าลูกหมาป่ากำลังก้มหน้าก้มตารื้อของออกจากหีบอยู่ที่เตียงฝั่งซ้าย หางหนอนนั่งอยู่บนเตียงฝั่งขวามองเขาสลับกับเพื่อนมันอีกสองคนอย่างหวาดหวั่นระคนตื่นเต้น และฝั่งตรงข้าม จอมอวดดีสองคน แบล็กกับพอตเตอร์ คนหนึ่งเอนหลังลงบนเตียง ปลายเท้าชี้มาทางเขา คนหนึ่งยืนพิงเสาเตียง ทั้งสองมองมาที่เขา

 

เซเวอรัสจ้องกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ความเกลียดชังฉายในตาของเด็กชายชัดเจน สองคนที่ถูกจ้องขมวดคิ้ว ไม่ชอบใจกับสายตานั้น

 

“ทำไมนายถึงจ้องพวกเราแบบนั้น ไม่พอใจที่ซิเรียสพูดความจริง่ว่า นายไม่มีทั้งกล้ามเนื้อและสมองรึไง”

 

เจมส์ถาม แล้วหันไปยิ้มกับซิเรียสที่นั่งเอนหลังอยู่บนเตียงของตัวเอง

 

“ฉันอาจจะไม่มีกล้ามเนื้อ แต่สมอง ฉันมั่นใจว่า มีมากกว่าพวกนายรวมกันแน่นอน”

 

คำโต้กลับของเซเวอรัสลบรอยยิ้มจากใบหน้าของเด็กชายทั้งสองได้เพียงครู่เดียว ก่อนที่ซิเรียสจะยิ้มเยาะออกมา

 

“มั่นใจจริงนะ พรุ่งนี้เราจะได้รู้กันว่านายเก่งจริงอย่างที่คุยไหม”

 

เด็กชายหยิบตารางเรียนขึ้นมาดู ก่อนจะพูดต่อว่า

 

“พรุ่งนี้คาบแรกมีเรียนวิชาแปลงร่าง มาพนันกันไหมว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน”

 

ใจของเซเวอรัสหล่นวูบ วิชาแปลงร่างเป็นวิชาที่เขาไม่ค่อยถนัด ขณะที่เจมส์กับซิเรียสเก่งด้านนี้มากจนถึงขั้นแปลงเป็นอนิเมจัสได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ หากเป็นเขาในวัยสิบเอ็ดปีที่ยังไม่มีประสบการณ์ใด คงไม่อาจเอาชนะได้แน่ แต่เขาซึ่งตายไปแล้วในวัยสามสิบแปดปี มีประสบการณ์ทางเวทมนตร์มากว่าเจมส์และซิเรียสในตอนนี้หลายสิบปี หากเป็นตัวเขาตอนนี้ ต้องชนะได้แน่

 

“ได้ ถ้าฉันชนะ พวกนายจะต้องทำตามคำสั่งฉัน”

 

เด็กชายรับคำ ความมั่นใจในน้ำเสียงทำให้ซิเรียสกับเจมส์แปลกใจ แต่ทั้งสองก็มั่นใจในตัวเองมากเช่นกัน จึงฉีกยิ้มท้าทายอย่างชอบใจ

 

“ไม่มีปัญหา ถ้าพวกฉันชนะ นายก็ต้องทำตามคำสั่งพวกฉัน”

 

เจมส์พูดบ้าง ดวงตาสีน้ำตาลของเขาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น เซเวอรัสเห็นท่าทีแบบนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปเปิดหีบออก รื้อชุดนอนมาสวม เป็นชุดนอนลายทางที่ซักจนสีซีดของพ่อเขา แน่นอนว่าหลวมโพรกเสียจนเสื้อนอนแทบจะกลายเป็นกระโปรงนอน เขาเกลียดที่ต้องใส่ชุดต่อจากพ่อที่สุด แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น

 

“นั่นนายสวมกระโปรงนอนเหรอ ไม่ยักรู้ว่านายมีรสนิยมแบบนี้”

 

เซเวอรัสพยายามไม่ใส่ใจคำแขวะของเจมส์ และเสียงหัวเราะของซิเรียส เขาเปลี่ยนชุดเสร็จก็ปีนขึ้นเตียง รูดม่านปิดกั้นทุกคนออกไปจากสายตา แต่เสียงหัวเราะของทั้งสองก็ยังดังทะลุม่านได้อยู่ดี

 

เด็กชายพยายามข่มตาหลับ บางทีถ้าเขาหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาอาจจะหลุดจากความฝันหรืออะไรก็ตามที่เผชิญอยู่ตอนนี้ และได้ไปต่อเสียที ไปยังสวรรค์ นรก หรือภพหน้า เสียงพูดคุยแนะนำตัวกันของพวกตัวกวนลอยมาเข้าหู ก่อนที่เสียงพวกนั้นจะค่อย ๆ ลอยห่างออกไป และเซเวอรัสก็จมเข้าสู่ห้วงนิทราได้ในที่สุด

 

~*~*~*~

 

 

เซเวอรัสตื่นขึ้นอีกครั้ง เพียงเพื่อจะพบว่า ตัวเองยังคงอยู่บนเตียงสี่เสาหลังเดิมกับที่ล้มตัวนอนเมื่อคืน เมื่อเลิกม่านขึ้น ก็เห็นแสงอ่อน ๆ ของแดดยามเช้าตรู่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ม่านของเตียงอีกสี่หลังยังคงปิดไว้ บ่งบอกว่าเจ้าของเตียงที่เหลือคงยังไม่ตื่น เซเวอรัสไม่แปลกใจ สำหรับเด็กพวกนี้ พวกที่ทางบ้านมีพร้อมทุกอย่าง พกความมั่นใจเต็มเปี่ยม และเป็นที่ชื่นชมของพวกสมองนิ่มส่วนใหญ่ในโรงเรียน พวกนี้ไม่มีเรื่องใดต้องกังวลนอกจากเรื่องเรียนกับควิดดิช ส่วนตัวเขาเอง ติดนิสัยตื่นเร็วมาตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะจะได้แอบหลบออกไปนอกบ้านแต่เช้าโดยไม่ต้องเจอหน้าพ่อที่โต๊ะอาหาร

 

ขณะที่เด็กชายกำลังเปิดหีบเพื่อเปลี่ยนชุด ม่านจากเตียงทางซ้ายมือของเขาก็เลิกขึ้น รีมัสชะงักไปเมื่อเห็นเซเวอรัสตื่นอยู่ก่อนแล้ว เด็กชายมองเขาอย่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับเหตุการณ์เมื่อคืน แต่ก็ส่งยิ้มให้ขณะเอ่ยทักทายด้วยเสียงที่แทบจะไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ

 

“อรุณสวัสดิ์”

 

“อรุณสวัสดิ์” เซเวอรัสตอบกลับไปอย่างเสียไม่ได้ เขารีบเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อคลุมของฮอกวอตส์ซึ่งซื้อมาจากร้านมือสอง ก่อนจะเริ่มจัดหนังสือตามตารางเรียนใส่กระเป๋า แน่นอนว่าเป็นของเก่าของแม่เขา ปกติแล้วเขาจะทำตั้งแต่ก่อนนอน แต่ด้วยความที่เหม็นน้ำหน้าพอตเตอร์กับแบล็ก เขาจึงเข้านอนโดยที่ไม่ได้จัดกระเป๋า

 

รีมัสมองเด็กชายนั่งจัดหนังสือ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง เขาสังเกตเห็นว่าเซเวอรัส สเนปใช้แต่ตำรามือสอง และกระเป๋าที่ดูผ่านการใช้งานมาหลายปี เสื้อคลุมก็ดูเก่าโทรม ความรู้สึกเห็นใจปรากฎขึ้นบนใบหน้าของรีมัส แม้บ้านเขาจะลำบากไม่น้อยจากการต้องย้ายที่อยู่บ่อย ๆ เพราะเจ้าสิ่งที่อยู่ในตัวเขา แต่เขาก็ยังได้เสื้อคลุมใหม่

 

แม้จะอยากผูกมิตรด้วย แต่รีมัสก็ไม่รู้ต้องเข้าหาอย่างไร เซเวอรัสไม่เหมือนเจมส์กับซิเรียส สองคนนั้นแม้จะหยอกเล่นแรงไปบ้าง แต่ก็ร่าเริงและเข้าหาง่าย ส่วนเซเวอรัสนั้นตรงกันข้าม บูดบึ้งและปิดกั้นตัวเอง เมื่อคืนรีมัสเห็นแววตาของเด็กชายที่มองเจมส์กับซิเรียสแล้ว หากเขาไม่ได้รู้จากทั้งสองคนว่า พวกเขาเจอเซเวอรัสครั้งแรกบนรถไฟ รีมัสคงคิดว่า พวกเขาต้องเคยทำอะไรร้ายแรงต่อเซเวอรัสเป็นแน่ เพราะแววตาเกลียดชังนั่นไม่เหมือนคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกเลย

 

ขณะที่รีมัสเปลี่ยนเสื้อคลุมพลางคิดหาเรื่องคุยเพื่อทำลายบรรยากาศน่าอึดอัด เซเวอรัสก็จัดกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย และพุ่งตัวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

 

เด็กชายลงไปยังห้องนั่งเล่นรวมที่ว่างเปล่า ผ่านรูปภาพสุภาพสตรีอ้วนที่สะดุ้งตื่นเพราะเขา ไม่สนใจเสียงบ่นตามหลังของเธอ ขณะที่เดินขึ้นไปตามระเบียงชั้นเจ็ด และเดินผ่านกำแพงว่างเปล่าตรงข้ามรูปปั้นของบาร์นาบัสจอมเพี้ยนสามรอบ โดยนึกในใจว่าขอห้องสำหรับใช้ฝึกซ้อมวิชาแปลงร่าง

 

เซเวอรัสเปิดประตูเข้าไปในห้องที่ดูเหมือนห้องเรียนขนาดเล็ก มีชั้นหนังสือเกี่ยวกับการแปลงร่างอยู่ที่มุมหนึ่ง บนโต๊ะไม้กลางห้องมีกล่องไม้ขีดไฟอยู่หนึ่งกล่อง บทเรียนแรกของปีหนึ่งเป็นการเปลี่ยนไม้ขีดไฟเป็นเข็มเย็บผ้า เซเวอรัสมาที่นี่เพื่อฝึกซ้อมแปลงร่างก่อนจะเริ่มเรียนในคาบแรก เพื่อให้แน่ใจว่าเขาทำได้ เขาจะต้องไม่แพ้สองคนนั่น ไม่มีวันแพ้

 

เด็กชายวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ หยิบไม้ขีดไฟออกจากกล่องมาหนึ่งก้าน ก่อนจะยกกายสิทธิ์ขึ้นมา เพ่งสมาธิเพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นเข็มเย็บผ้า

 

เพียงพริบตา ก้านไม้ขีดไฟก็เปลี่ยนเป็นเข็มเย็บผ้าทันที เซเวอรัสมองมันแล้วยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ตอนแรกเขาก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่าตัวเองจะยังมีพลังเวทมนตร์เหมือนกับตอนอายุสามสิบแปดรึเปล่า แต่เมื่อเขาเสกก้านไม้ขีดไฟให้กลายเป็นเข็มเย็บผ้าได้ภายในพริบตา แสดงว่าเวทมนตร์ของเขายังเหมือนตอนที่ตนตาย

 

เซเวอรัสเปลี่ยนไม้ขีดไฟอีกหลายก้านให้กลายเป็นเข็มเพื่อยืนยันว่าเขาทำได้จริง ๆ เมื่อมั่นใจแล้วว่าตนเองจะชนะสองคนนั้นได้แน่นอน เขาก็เก็บกระเป๋าออกจากห้องต้องประสงค์ ก่อนจะลงไปยังห้องโถงใหญ่

 

“อรุณสวัสดิ์”

 

ลิลี่ที่กำลังคุยกับแมรี่ แมคโดนัลด์เอ่ยทักเมื่อเห็นเขานั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเธอ เซเวอรัสทักเธอตอบ ก่อนจะหยิบขนมปังปิ้งขึ้นมาปาดเนย เด็กหญิงมองเขานิดนึง เธออยากถามว่าเขาไปไหนมาแต่เช้า เพราะเธอถามรีมัสตอนเจอกันที่ห้องนั่งเล่นรวม เด็กชายบอกว่า เซเวอรัสออกจากหอแล้ว แต่เขากลับมาถึงโต๊ะอาหารหลังเธอ ทว่าเธอยังคงลังเล เกรงว่าเขาจะไม่อยากตอบ

 

เซเวอรัสเงยหน้าขึ้นมองเพราะรู้สึกถึงสายตาของลิลี่ เขาเลิกคิ้วมองเธออย่างสงสัย เด็กหญิงจึงเอ่ยปาก

 

“เธอไปไหนมาเหรอ ลูปินบอกว่าเธอออกจากหอแต่เช้า”

 

เด็กชายนิ่งไปครู่ ก่อนจะตอบว่า “ฉันไปเตรียมบทเรียนมาน่ะ”

 

คราวนี้ลิลี่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจบ้าง “เธอไปฝึกคาถามาเหรอ แล้วเป็นไงบ้าง” ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความอยากรู้ เซเวอรัสมองดวงตาคู่นั้นที่เขาแสนจะคิดถึง แววโหยหาปรากฏขึ้นในตาสีดำแวบหนึ่ง ขณะตอบเธอว่า “ก็ดี ฉันคิดว่าทำได้ดีทีเดียว”

 

“เยี่ยมเลย” ลิลี่พูดด้วยเสียงตื่นเต้น ก่อนที่สีหน้ายินดีจะเปลี่ยนเป็นกังวล “ฉันน่าจะฝึกซ้อมบ้าง”

 

เธอกลัวว่าตัวเองที่อยู่ในครอบครัวมักเกิ้ลจะเสกคาถาได้ช้ากว่าเพื่อน ๆ ที่อยู่ในครอบครัวผู้วิเศษ แต่เซเวอรัสกลับบอกเธออย่างมั่นใจ “เธอไม่เป็นไรหรอก ลิลี่ เธอจะทำได้ดี ดีมากด้วย”

 

“เธอรู้ได้ไงน่ะ”

 

เซเวอรัสชะงักไปเมื่อเห็นเด็กหญิงเลิกคิ้วมองเขาอย่างสงสัย เด็กชายนิ่งเพียงครู่ก่อนจะว่า

 

“ฉันเคยเห็นเธอใช้เวทมนตร์แล้วไง เชื่อฉันสิ เธอมีพรสวรรค์ด้านนี้”

 

คำพูดหนักแน่นของเซเวอรัสทำให้ลิลี่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น เธอยิ้มให้เขา “ขอบคุณนะ” เด็กหญิงบอกก่อนจะกินซีเรียลอย่างมีความสุข

 

 

เมื่อถึงเวลาเรียนคาบแรกซึ่งเป็นวิชาแปลงร่าง เซเวอรัสเลือกนั่งข้างหลังลิลี่กับเพื่อน ๆ เด็กหญิงของเธอซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุด พวกตัวกวนนั่งหลังห้อง เด็กปีหนึ่งบ้านอื่นทยอยกันมาที่ชั้นเรียน ไม่มีใครนั่งข้างเขา แต่เซเวอรัสไม่ใส่ใจ เขาภาวนาให้มักกอนนากัลเริ่มชั้นเร็ว ๆ เพื่อที่จะได้เอาชนะพวกนั้นต่อหน้าลิลี่

 

ในที่สุดศาสตราจารย์มักกอนนากัลก็ปรากฏตัวในห้องในร่างอนิเมจัสของเธอซึ่งเป็นแมวลายสีเทา มีวงกลมรอบดวงตาเป็นสัญลักษณ์เหมือนกรอบแว่นของเธอ ตอนแรกเด็ก ๆ มองมันอย่างประหลาดใจว่าแมวมาจากไหน เมื่ออาจารย์แปลงร่างคืนเป็นคน ทุกคนก็ส่งเสียงอุทานอย่างทึ่ง ๆ แล้วมักกอนนากัลก็เริ่มบทเรียน เธอให้พวกเขาอ่านและคัดลอกใจความสำคัญของทฤษฎีการแปลงร่างขั้นพื้นฐาน และหลังจากนั้นจึงแจกไม้ขีดไฟให้ทุกคนคนละสองสามก้านเพื่อแปลงมันให้เป็นเข็มเย็บผ้า

 

เซเวอรัสรอช่วงเวลานี้อย่างใจจดใจจ่อ แต่เขาต้องอดทนไว้ก่อน เพราะหากเขาแปลงก้านไม้ขีดสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกจะดูน่าสงสัยเกินไป เด็กชายหันไปมองเจมส์กับซิเรียสที่นั่งอยู่หลังห้อง พวกนั้นกำลังทุ่มสมาธิไปที่ก้านไม้ขีดไฟ แต่ก็ยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง เซเวอรัสลอบยิ้มอย่างมีชัย แต่เมื่อหันกลับมา เขากลับเจอศาสตราจารย์มักกอนนากัลจ้องเขาอย่างตำหนิที่เขาไม่มีสมาธิอยู่กับการเรียน

 

“ดูเหมือนคุณจะชำนาญการแปลงร่างจนไม่จำเป็นต้องฝึกแล้วสินะ คุณสเนป ไหนลองทำให้พวกเราดูหน่อยสิ”

 

เซเวอรัสมองหน้ามักกอนนากัลซึ่งมองลงมาอย่างมั่นใจมากว่าเขาคงทำไม่สำเร็จ ที่จริงก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นตัวเขาในวัยสิบเอ็ดปี เด็กชายรู้สึกถึงสายตาของทุกคนในห้องจ้องมาที่เขาอย่างรอคอย รอคอยที่จะได้เห็นความล้มเหลวของเขา ยกเว้นสายตาของลิลี่ที่หันมามองเขาอย่างคาดหวัง

 

เขาจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง

 

เด็กชายทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่ก้านไม้ขีด เพียงไม่กี่วินาที มันก็กลายเป็นเข็มเย็บผ้าสีเงิน ปลายแหลมอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน

 

มักกอนนากัลหยิบอดีตก้านไม้ขีดซึ่งกลายเป็นเข็มเย็บผ้าขึ้นมาพิจารณาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะก้มมองเด็กชายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แม้แต่เธอเองที่มั่นใจในวิชาแปลงร่างมาก ก็ยังไม่สามารถเสกได้เร็วขนาดนี้ในคาบเรียนแรก

 

“สมบูรณ์แบบมาก คุณสเนป” เธอเอ่ยชมพลางชูเข็มเย็บผ้าของเซเวอรัสขึ้นให้ทุกคนในชั้นได้เห็น สายตาที่เพื่อนร่วมชั้นมองมายังเขาแปรเปลี่ยนไปเป็นชื่นชมระคนอิจฉา

 

“สิบแต้มให้กริฟฟินดอร์ คราวนี้เธอรอดตัวไปนะคุณสเนป แต่อย่าให้มีคราวหน้านะ” มักกอนนากัลคาดโทษเขา แต่ริมฝีปากของเธอมีรอยยิ้มบาง เธอไม่เคยเห็นใครมีพรสวรรค์ขนาดนี้มาก่อน

 

เด็กชายยิ้มตอบเธอนิดนึง ก่อนจะมองไปที่ลิลี่ เด็กหญิงยกนิ้วให้เขา มีสีหน้ายินดีกับความสำเร็จของเขา เซเวอรัสยิ้มให้เธอ

 

เมื่อลิลี่หันไปสนใจก้านไม้ขีดของตัวเองบ้าง เด็กชายก็เหลือบมองมักกอนนากัลที่กำลังช่วยแนะนำแมรี่ เมื่อมั่นใจว่าศาสตราจารย์ไม่เห็น เขาก็หันไปมองทางเจมส์กับซิเรียสที่ถลึงตามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

 

เซเวอรัสส่งยิ้มเยาะให้ทั้งสองอย่างผู้ชนะ ก่อนจะหันกลับไปอย่างรวดเร็ว แกล้งตั้งสมาธิเปลี่ยนก้านไม้ขีดที่เหลือให้กลายเป็นเข็ม ความรู้สึกอิ่มเอิบอาบไปทั่วร่าง

 

เขาชนะแล้ว

 

~*~*~*~

 ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ ^^

อ่านตอนต่อไปได้ที่ บทที่ 3

 

 

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 1

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

เรื่องนี้เป็น Fan Fiction ของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

 

 

บทที่ 1

 

สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็น คือ ดวงตาสีเขียวคู่นั้น

 

“เซฟ เซฟ! ตื่นเร็ว!”

 

เสียงใสที่เขาโหยหามาตลอดร้องเรียกชื่อเขา ชื่อเล่นที่ไม่มีใครเรียกขานมาเนิ่นนาน ชื่อเล่นที่เขาสงวนไว้ให้เธอเรียกเพียงคนเดียวเท่านั้น เซเวอรัส สเนป มั่นใจว่านั่นคือเสียงของเธอ ลิลี่ เอฟเวนส์

 

เธอคงมารับเขา เซเวอรัสคิด หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่เสียงในหัวของเขาเอง หากนี่คือความตาย เขาก็รู้สึกยินดีอย่างมาก เพราะเขาจะได้เจอเธออีกครั้ง

 

เซเวอรัสลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นคือ ดวงตาสีเขียวเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นยินดีของลิลี่ เอฟเวนส์ในวัยเด็ก เด็กหญิงสวมชุดเสื้อคลุมสีดำของฮอกวอตส์ ผมสีน้ำตาลแดงปล่อยยาวสยายตัดกับสีของเสื้อคลุม เธอนั่งอยู่บนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเขาในรถไฟด่วนฮอกวอตส์

 

นี่คือความฝันสินะ

 

ลิลี่ส่งยิ้มสดใส ขณะบุ้ยใบ้ไปทางนอกหน้าต่างที่ตอนนี้มืดสลัว เขามองตามสายตาเธอไป เห็นแสงไฟเป็นจุด ๆ จากหน้าต่างปราสาทหลังใหญ่ที่เขาคุ้นเคย ฮอกวอตส์ ที่ซึ่งเขาไม่คิดว่าจะเห็นมันอีกครั้ง แต่เขารู้สึกได้ว่ารถไฟคันนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังปราสาท

 

“นั่นฮอกวอตส์ใช่ไหม เธอคิดว่าไง”

 

ลิลี่เอ่ยถามเขาด้วยความตื่นเต้นมากกว่าอยากจะรู้คำตอบ แต่เขาก็ตอบคำถามของเธออยู่ดี “ใช่ ฮอกวอตส์”

 

เมื่อรถไฟแล่นผ่านป่า บดบังแสงไฟจากปราสาทออกไปพ้นสายตา ตอนนั้นเองที่เซเวอรัสสังเกตเห็นเงาของตัวเองซึ่งสะท้อนบนกระจกหน้าต่าง เด็กชายผู้มีใบหน้าซูบตอบ ผมสีดำเป็นมัน และดวงตาสีดำสนิทที่มีแววประหลาดใจจ้องตอบเขากลับมา เซเวอรัสยกมือขึ้นแตะแก้มตัวตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ เขากลับกลายเป็นตัวเองในวัยเด็กอีกครั้ง

 

บางที นี่อาจจะเป็นความฝันจากความทรงจำ ความฝันครั้งสุดท้ายก่อนจะตาย เขาได้แต่คาดเดา กระนั้น ฝันนี้ก็สมจริงมาก เขารู้สึกว่าตัวเองมีร่่างกายที่จับต้องได้ เขาเห็นเส้นเลือดบนข้อมือผอม รู้สึกถึงหัวใจที่เต้นสูบฉีด และลมหายใจที่ปลายจมูก เมื่อเงยหน้ามองลิลี่ ซึ่งจ้องตอบกลับมาอย่างสงสัย เด็กหญิงก็ดูมีตัวตนเกินกว่าจะเป็นแค่ภาพฝันของเขา

 

“เซฟ เธอดูแปลก ๆ นะ เป็นอะไรรึเปล่า”

 

เด็กสาวเลิกคิ้วมองเขาด้วยแววตาสงสัยระคนเป็นห่วง ความห่วงใยในแววตานั้นทำให้เขาเผยยิ้มบางออกมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตอบเธอว่า เขาไม่เป็นไร

 

“เธอว่าเราจะได้อยู่บ้านเดียวกันไหม”

 

ลิลี่เอ่ยถามเขา สีหน้าเธอมีแววกังวลใจ ตอนนั้นเองที่เซเวอรัสตระหนักได้ว่า พวกเขาคงอายุสิบเอ็ดปี และยังไม่ได้รับการคัดสรรเข้าบ้านในฮอกวอตส์

 

ไม่ พวกเราจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน คือคำตอบที่เขารู้อยู่แก่ใจดี แต่ไม่อาจเอ่ยออกไป มีชั่วขณะหนึ่ง เขาอยากให้เธอบอกกับหมวกคัดสรรว่า เธอจะอยู่บ้านสลิธีริน ขอให้เธอยืนยันหนักแน่นว่า เธอจะอยู่สลิธีริน ไม่ว่าหมวกเก่าแก่นั่นจะบอกว่าเธอเหมาะกับบ้านกริฟฟินดอร์แค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อเขาสบตาที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของลิลี่ ความคิดนั้นก็พลันหายไป

 

“ไม่สำคัญหรอกว่าเราจะได้อยู่บ้านเดียวกันหรือไม่” เขาบอกขณะสบตาเธอ “ยังไงเราก็เป็นเพื่อนกันเสมอ…ใช่ไหม

 

เขาถามเธอกลับในตอนท้ายด้วยเสียงแผ่วเบาอย่างไม่มั่นใจ กลัวเหลือเกินว่าเธอจะตอบปฏิเสธ เพราะเธอเคยตัดขาดกับเขาไปแล้วครั้งหนึ่ง และนั่นเป็นความผิดของเขาเอง เพราะเขาเองที่เรียกเธอด้วยคำนั้น เพราะเขาเองที่ห่วงแต่ศักดิ์ศรีบ้าบอ จนเผลอเรียกเธอแบบนั้นเพียงเพื่อจะกลบความอับอายของตัวเอง เป็นเพราะเขาเองที่หลงใหลในอำนาจ หลงใหลการเป็นคนสำคัญ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร เขาเลือกอำนาจแทนที่จะเลือกเธอ เซเวอรัสจึงไม่เคยคิดโทษเธอเลยที่ไม่ต้องการเป็นเพื่อนเขาอีกต่อไป และจะไม่โทษเธอ หากภาพฝันหรือวิญญาณของเธอหรือความทรงจำที่อยู่ตรงหน้าจะปฏิเสธเขา จะด่าทอให้สมกับที่เขาทรยศเธอ

 

แต่เด็กหญิงส่งยิ้มให้เขา เธอเอื้อมมาแตะหลังมือของเขาขณะบอกอย่างหนักแน่นว่า

 

“ใช่สิ! เราเป็นเพื่อนกัน และจะเป็นตลอดไปแน่นอน!”

 

เซเวอรัสมองลิลี่ที่ยิ้มละไม เขาพูดอะไรไม่ออกขณะข่มความรู้สึกที่ท่วมท้นขึ้นมาในอก เขาไม่สมควรได้รับเลย ไม่ว่านี่จะเป็นความจริงหรือความฝันก็ตาม

 

“ลิลี่ ฉัน…”

 

“เราจะถึงฮอกวอตส์ในอีกห้านาที กรุณาทิ้งหีบสัมภาระไว้บนรถไฟ เจ้าหน้าที่จะขนไปให้ทีหลัง”

 

เสียงประกาศดังขึ้นทั่วรถไฟ เด็กหญิงถอนมือของเธอกลับไป ก่อนจะชะโงกออกไปนอกหน้าต่าง หวังจะได้เห็นปราสาท แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อรถไฟค่อย ๆ ชะลอและหยุดลง โดยที่ยังไม่ได้เห็นปราสาท แต่เธอก็ผุดลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้นและเดินนำเขาลงไปยังชานชาลาที่มีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงไม่กี่ดวง

 

“พวกปีหนึ่ง! มาทางนี้! พวกปีหนึ่ง!”

 

เซเวอรัสจำร่างสูงใหญ่ที่ตะโกนเรียกเด็ก ๆ ปีหนึ่งได้ทันที แฮกริด ผู้รักษากุญแจและแผ่นดินของฮอกวอตส์ ผมสีดำฟูฟ่อง ดวงตาสีเดียวกันที่ดูเป็นมิตรกับทุกคน แทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย ยกเว้นที่หนวดเคราซึ่งสั้นกว่าที่เขาจำได้

 

เด็กปีหนึ่งเดินไปรวมตัวกันตามคำเรียก เซเวอรัสได้ยินเสียงที่คุ้นเคยร้อง “ว้าว!” เมื่อเห็นแฮกริด แน่นอนว่าเมื่อเขาหันไปมองต้นเสียง ก็เห็นผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิงที่เขาแสนจะเกลียดชัง เจมส์ พอตเตอร์ เจ้าเด็กที่พ่อแม่และคนรอบข้างต่างยกยอตามใจจนเสียคน คนที่ทำให้เขาต้องอับอายจนเผลอเรียกลิลี่ด้วยคำนั้น คนที่ทำให้เขาต้องเสียเธอไป คนที่ลิลี่มอบหัวใจให้ แต่กลับไม่สามารถจะปกป้องเธอได้

 

ความเกลียดชังแล่นขึ้นมาในอกจนเขารู้สึกได้ว่ามือสั่น เขากำมือแน่น ขณะพยายามคุมตัวเองไม่ให้ชักไม้กายสิทธิ์ในกระเป๋าเสื้อคลุมออกมาสาปมัน ไม่มีประโยชน์ เขาบอกกับตัวเอง ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นแค่ความฝันจากความทรงจำของเขา ถึงจะสาปมันไป ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง เขาหันเหความสนใจไปที่เด็กชายผมดำซึ่งมีสีหน้าไม่ยี่หระต่อสิ่งใด ราวกับไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเยือนฮอกวอตส์ ซิเรียส แบล็ก เจ้านั่นคงคิดว่าตัวเองเจ๋งเสียเต็มประดา คิดว่าตัวเองกล้าหาญพร้อมเสี่ยงภัยอันตราย พร้อมตายเพื่อเพื่อนรัก แต่กลับไม่ยอมเป็นผู้รักษาความลับให้เธอ หากว่ามันพร้อมเสี่ยงตายเพื่อเพื่อนจริง ๆ มันคงไม่ปัดให้เพ็ตติกรูว์น่าสมเพชนั่นเป็นคนรักษาความลับแทน ไอ้ขี้ขลาด 

 

เซเวอรัสรู้สึกถึงความโกรธที่เพิ่มมากขึ้น จนเขาแทบจะคุมไม่ไหว เขากวาดตาดูรอบ ๆ เบื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเอง และเขาก็เห็น รีมัส ลูปิน มนุษย์หมาป่าซึ่งยืนห่อไหล่อย่างไม่มั่นใจ ใบหน้าเซื่องซึมของเด็กชายทำให้เขานึกถึงลูกหมาเชื่อง ๆ และไอ้คนทรยศ ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ ที่กำลังกัดเล็บตัวเองอย่างน่ารังเกียจ สำหรับเซเวอรัสแล้ว สองคนนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาเขา เป็นพวกน่าสมเพช ที่ไม่มีค่าพอจะให้ความสนใจ แม้ไอ้หนูทรยศนั่นจะเป็นคนขายเธอให้กับจอมมาร แต่น่าแปลกที่เขาไม่เคยโทษมันเลย ความเกลียดชังของเขาทุ่มไปที่ไอ้เวรนั่นที่ปกป้องลิลี่ไม่ได้ ไอ้ขี้ขลาดนั่นที่ผลักภาระไปให้คนอื่น และตัวเขาเองที่เป็นคนส่งคำพยากรณ์นั้นให้จอมมารเพื่อแลกกับอำนาจอันจอมปลอมไร้ค่า

 

ความรู้สึกผิดและรังเกียจตัวเองขับไล่ความรู้สึกเกลียดชังผู้อื่นออกไป เขามีสิทธิ์อะไรไปเกลียดสองคนนั้น ในเมื่อตัวเขาเองที่ทำให้ลิลี่ต้องตาย ความผิดของเขาเอง

 

แรงดึงเบา ๆ ที่แขนเสื้อทำให้เซเวอรัสหลุดจากภวังค์ ลิลี่นั่นเอง เธอกำลังมองเขาด้วยแววตาห่วงใยอีกครั้ง

 

“เซฟ เป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าเธอดูไม่ดีเลยนะ”

 

“ฉัน…” ครู่หนึ่ง เซเวอรัสคิดจะเล่าทุกอย่างให้เธอฟัง แต่เขาไม่อาจทำได้ เขาไม่อยากให้เธอมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากตอนนี้ ตอนที่เธอมองเขาอย่างห่วงใยแบบนี้ “ฉันไม่เป็นไร”

 

“งั้นไปกันเถอะ เราต้องนั่งเรือนะ” ว่าแล้วเธอก็ดึงแขนเขาไปยังท่าน้ำที่เรือเล็ก ๆ หลายลำจอดรออยู่

 

แฮกริดให้พวกเขาลงเรือลำเล็กซึ่งจะพาพวกเขาข้ามทะเลสาบไปยังปราสาท เซเวอรัสกับลิลี่เลือกลงเรือลำหนึ่งซึ่งแมรี่ แมคโดนัลด์นั่งอยู่ตามลำพัง ลิลี่ยิ้มให้เด็กหญิงและชวนเธอคุย เซเวอรัสรู้ว่าต่อไปทั้งสองจะกลายป็นเพื่อนร่วมบ้านกัน แมรี่ไม่เคยปลื้มที่ลิลี่นับเขาเป็นเพื่อน เธอมักจะมองเขาและเพื่อนร่วมบ้านของเขาด้วยสายตารังเกียจและหวาดกลัวในบางครั้ง เหมือนกับพวกเด็กกริฟฟินดอร์คนอื่น ๆ เหมือนกับพวกเด็กบ้านอื่น ๆ ทุกคน ซึ่งมองเด็กบ้านสลิธีรินเป็นสิ่งชั่วร้าย และในเมื่อพวกเขาคิดแบบนั้น ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะผูกมิตรกับพวกพวกนั้น เพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็เปลี่ยนความคิดที่ตีตราลงไปแล้วของคนพวกนั้นไม่ได้ อีกอย่างเขาก็ไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะคิดอย่างไรกับเขา ตราบเท่าที่ลิลี่ยังคงนับเขาเป็นเพื่อน

 

เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในห้องโถงของฮอกวอตส์ พิธีการคัดสรรก็เริ่มขึ้น เซเวอรัสมองลิลี่ถูกคัดสรรไปยังบ้านกริฟฟินดอร์ด้วยสายตาผิดหวัง ถึงเขาจะรู้อยู่แล้วว่า ถึงอย่างไรเธอก็เป็นพวกกริฟฟินดอร์ เขามองตามเธอไป ลิลี่ส่งยิ้มเศร้า ๆ ให้เขา เขาบังคับตัวเองให้ยิ้มตอบกลับไป เขาเห็นเธอนั่งลงข้างซิเรียสที่โต๊ะกริฟฟินดอร์ รู้สึกดีที่เธอเชิดหน้า กอดอก และหันหลังใส่เจ้านั่น เขายิ้มกับตัวเองขณะหันไปสนใจการคัดสรรต่อ แน่นอนว่า เจ้าลูกหมาป่า หางหนอน และไอ้เจ้านั่นถูกคัดสรรไปกริฟฟินดอร์ เป็นเรื่องที่เขารู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ชอบใจที่เห็นไอ้เจ้านั่นแทรกตัวนั่งลงข้างลิลี่และพยายามชวนเธอคุย และรู้สึกพอใจที่เห็นเธอไม่ยอมคุยด้วย

 

“สเนป, เซเวอรัส”

 

มักกอนนากัลขานชื่อเขา เซเวอรัสก้าวออกไป สวมหมวกคัดสรรลงบนศีรษะ แล้วนั่งลงบนที่เก้าอี้ เฝ้ารอให้ตัวเองถูกส่งไปยังบ้านสลิธีริน เขาได้ยินเสียงมันพึมพำอยู่ข้างหูของเขาว่า  อืม… ยังไงดีนะ

 

ไม่เหมือนกับที่เขาจำได้ ในความทรงจำของเขาหมวกคัดสรรใช้เวลาครุ่นคิดอยู่เพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นก่อนจะส่งเขาไปยังสลิธีริน แต่คราวนี้่ มันใช้เวลาอยู่เป็นนาที เซเวอรัสเหลือบมองหมวกที่สวมอยู่บนศีรษะพลางสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตอนนั้นเองที่หมวกคัดสรรเพยอรอยขาดที่หมวก ก่อนจะประกาศก้อง

 

“กริฟฟินดอร์!”

 

เซเวอรัสนั่งนิ่งอย่างตกตะลึง จนมักกอนนากัลเร่งให้เขาลุกจากที่นั่งไปได้แล้ว เขาจึงค่อยรู้สึกตัว เมื่อครู่หมวกคัดสรรส่งให้เขาไปอยู่่กริฟฟินดอร์รึ เป็นไปไม่ได้! ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่

 

“ศาสตราจารย์ ต้องมีอะไรผิดพลาด…”

 

“หมวกคัดสรรไม่เคยผิดพลาด คุณสเนป ทีนี้เธอจะลุกได้รึยัง เธอทำให้เราเสียเวลานะ”

 

เมื่อไม่มีทางเลือก เด็กชายจึงเดินไปที่โต๊ะกริฟฟินดอร์ ซึ่งลิลี่ยิ้มกว้างให้เขาอย่างยินดีพลางขยับที่ให้เขานั่งข้างเธอ

 

“ทีนี้เราก็ได้อยู่บ้านเดียวกันแล้ว!”

 

เธอบอกเสียงสดใส เซเวอรัสนั่งลงข้างเธอด้วยท่าทางเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง เขายังคงสับสน ทำไมเขาถึงถูกคัดไปกริฟฟินดอร์ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ ถ้านี่คือความฝันหรือความทรงจำของเขา เขาก็ต้องได้ไปอยู่บ้านสลิธีริน ไม่ใช่กริฟฟินดอร์

 

“ไหนนายบอกว่าจะอยู่สลิธีรินไง ทำไมมาอยู่นี่ล่ะ สนิฟเวลลัส”

 

เจมส์ชะโงกข้ามลิลี่มาทางเขา ดวงตาสีน้ำตาลของเด็กชายมีแววไม่ต้อนรับ พอ ๆ กับที่เขาไม่ได้อยากมาอยู่ที่นี่ เซเวอรัสมองเด็กชายด้วยแววตาเกลียดชัง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร ลิลี่ก็กันเจมส์ออกไปจากสายตา เธอสบตาเขาพลางพูดอย่างหนักแน่น

 

“อย่าไปสนใจเลย ฉันดีใจนะที่เราได้อยู่บ้านเดียวกัน เธอไม่ดีใจเหรอ” ท้ายประโยคของเธอมีแววไม่มั่นใจ ลิลี่รู้ดีว่าเขาอยากอยู่บ้านสลิธีรินมากแค่ไหน และดูจากสีหน้าตื่นตระหนกของเขา เธอก็รู้ว่าเขาไม่ได้ดีใจเลยที่ได้อยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ถึงจะได้อยู่บ้านเดียวกับเธอก็ตาม

 

แม้เซเวอรัสจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมาอยู่บ้านที่เขาเกลียด แต่เมื่อเห็นสีหน้าหงอยของลิลี่แล้ว เขาก็ฝืนตัวเอง ยิ้มให้เธอ เธอยิ้มตอบเขา ก่อนจะหันไปสนใจดัมเบิลดอร์ที่กำลังยืนขึ้นเพื่อพูดเปิดงานเลี้ยง

 

“ขอต้อนรับ!”

 

เสียงทุ้มอันอบอุ่น รอยยิ้มกว้าง ร่างผอมสูงในเสื้อคลุมสีม่วงตัวโปรด สองแขนที่กางออกราวกับจะโอบกอดนักเรียนทุกคนในห้องโถงไว้ เคราสีขาวยาว และดวงตาสีฟ้ากระจ่างที่เปี่ยมด้วยประกายแห่งความยินดีภายใต้กรอบแว่นครึ่งวงพระจันทร์กวาดตามองทั่วห้องโถง เซเวอรัสมอง อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขายังจำได้ถึงตอนที่ตนปลิดชีวิตของคนตรงหน้าตามคำสัญญาที่เขาให้ไว้ แม้เขาจะไม่เต็มใจก็ตาม พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ เปี่ยมด้วยปัญญาและความไว้วางใจที่พร้อมจะมอบให้กับทุกคน แม้กระทั่งคนน่ารังเกียจอย่างเขา พ่อมดผู้ที่อ้าแขนรับจุดจบของตัวเองอย่างสงบและเต็มใจ บัดนี้ยืนอยู่หน้าห้องโถง และกล่าวคำตลก ๆ ต้อนรับนักเรียนเหมือนอย่างเคย

 

เซเวอรัสไม่ทันฟังว่าดัมเบิลดอร์พูดว่าอะไรบ้าง รู้ตัวอีกทีอาหารก็ปรากฎขึ้นมาบนจานทองอย่างน่าประทับใจ ทุกคนวุ่นวายอยู่กับอาหารจนไม่มีใครสนใจเขา เด็กชายมองอาหารในจานทอง ก่อนจะตักเนื้อย่างขึ้นมาพิจารณา กลิ่นหอมของเนื้อย่างชัดเจน และเมื่อเขาส่งมันเข้าปาก รสและสัมผัสก็ดูสมจริงมาก มากเกินกว่าจะเป็นแค่ความฝัน

 

แต่หากไม่ใช่ความฝันหรือความทรงจำ แล้วทั้งหมดนี้คืออะไรล่ะ

 

~*~*~*~

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ ^^

อ่านต่อได้ที่ บทที่ 2

AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: V

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter

Albus Potter and Scorpius Malfoy

อ่านตอนก่อนหน้าได้ตามนี้ค่ะ

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

ตอนที่ 4

 

V

 
หลังจากที่สกอร์เปียสกินอาหารเช้าและเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นเสื้อไหมพรมกับกางเกงยีนส์เรียบร้อย และกำลังเริ่มสำรวจชั้นหนังสือของเจ้าของห้อง อัลบัสก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมหีบไม้ใบใหญ่ลอยตามหลัง ชายหนุ่มโบกไม้กายสิทธิ์วางหีบใบนั้นลงบนรถเข็นซึ่งมีหีบไม้อีกใบวางไว้อยู่แล้ว ก่อนจะหันมาพูดกับเด็กหนุ่มอย่างเร่งรีบว่า

 

“โทษทีนะ ฉันควรจะอธิบายให้นายเข้าใจก่อน แต่ไม่มีเวลาแล้ว” อัลบัสล้วงเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม ชูขึ้นให้สกอร์เปียสเห็น มันคือเปลือกหอยสีขาวขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ

 

“กุญแจนำทาง แตะมันเร็วเข้า ใกล้จะได้เวลาแล้ว”

 

“เดี๋ยว เราจะไปไหน…”

 

“ไว้ฉันจะอธิบายให้ฟังทีหลัง เร็วเข้า”

 

ขณะที่ชายหนุ่มพูดเร่งอยู่นั้น เปลือกหอยก็เริ่มเปล่งแสง สกอร์เปียสที่ยังคงลังเลอยู่ เห็นแบบนั้นก็รีบเอื้อมมือแตะมันทันที

 

ความรู้สึกเหมือนถูกกระชาก ร่างทั้งร่างลอยขึ้นเหนือพื้น นิ้วที่แตะอยู่กับเปลือกหอยนั้นติดแน่นราวกับมีแม่เหล็กดูดเขาไว้ ร่างของเขาเหวี่ยงไปมาราวกับกำลังพุ่งผ่านลมกรรโชก ขณะที่สกอร์เปียสเริ่มรู้สึกวิงเวียนขึ้นมา มันก็สิ้นสุดลง เด็กหนุ่มพบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนพื้นทรายสีขาว อัลบัสยืนอยู่ข้าง ๆ เขา มือหนึ่งถือเปลือกหอยไว้ อีกมือจับรถเข็นสัมภาระ เมื่อยันตัวเองลุกขึ้นยืนได้ สกอร์เปียสก็มองไปรอบ ๆ พวกเขาอยู่ที่หาดทรายแห่งหนึ่ง ซึ่งทอดยาว มองออกไปจากฝั่งก็เห็นผืนน้ำสีฟ้าใสกระจ่างแผ่ไพศาลสุดสายตา รอบด้านมีเพียงเสียงคลื่นซัดสาด และเสียงลมทะเลปะทะกับต้นมะพร้าวและต้นปาล์ม ไม่มีวี่แววสิ่งมีชีวิตใดนอกจากพวกเขาสองคน

 

สกอร์เปียสมองหน้าอัลบัสอย่างมีคำถาม แต่อัลบัสไม่สนใจเขา ชายหนุ่มกำลังมองขึ้นไปยังฝั่งซึ่งปกคลุมด้วยต้นไม้ ราวกับมองหาอะไรบางอย่าง

 

ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังต้นมะพร้าว หญิงสาวผิวแทนเดินตัดชายหาดตรงมายังพวกเขา ร่างผอมบางสวมเสื้อผ้าฝ้ายบางเบาสีขาวกับกระโปรงยาวลายดอกไม้สีชมพูสดใส ผมสีน้ำตาลเข้มของเธอหยักศกยาวถึงเอว ดวงตาสีคาราเมลมองพวกเขาอย่างเป็นมิตรขณะแย้มรอยยิ้มกว้าง พลางจับชายกระโปรงย่อตัวลงอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยว่า

 

“สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออันนาค่ะ เป็นพนักงานต้อนรับของรีสอร์ต พวกคุณคงเป็นอัลบัสกับสกอร์เปียส พอตเตอร์”

 

สกอร์เปียสเลิกคิ้วให้กับคำเรียกของหญิงสาว สกอร์เปียส พอตเตอร์ แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถาม อัลบัสก็รีบพูดขึ้นมาก่อน

 

“ใช่ครับ พวกเราจองบ้านพักสำหรับเจ็ดวันไว้”
ชายหนุ่มส่งเปลือกหอยที่เป็นกุญแจนำทางให้เธอ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม หยิบม้วนกระดาษสีน้ำตาลซึ่งเป็นเอกสารยืนยันการสำรองที่พักออกมายื่นให้หญิงสาวตรวจสอบ เธอรับม้วนกระดาษไปเปิดดู ก่อนจะยิ้มหวาน แล้วบอกพวกเขาว่า

 

“ยินดีต้อนรับสู่รีสอร์ตแสงจันทร์ต้องมนตร์ของเรา กรุณาตามฉันมาค่ะ ฉันจะพาพวกคุณไปดูบ้านพัก”

 

เธอโบกไม้กายสิทธิ์หนึ่งครั้ง หีบและรถเข็นข้างตัวอัลบัสลอยขึ้นตามหลังหญิงสาวขณะที่เธอเดินนำพวกเขาไปกลับเข้าไปยังดงต้นไม้ ทั้งสามเดินผ่านป่าโปร่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะโผล่ออกมายังหาดทรายโล่งกว้าง ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านสองชั้นก่อจากหินสีขาว ที่ข้างตัวบ้านมีบ่อน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเมตร หินไร้เหลี่ยมขนาดกำปั้นวางล้อมรอบขอบบ่อ น้ำใสจนเห็นก้นบึงซึ่งเต็มไปด้วยหินหลากสีสัน

 

อันนาล้วงกุญแจออกมาไขประตูไม้สีเข้ม ก่อนจะเปิดประตูกว้าง ผายมือเชิญทั้งสองเข้าไปด้านใน

 

สกอร์เปียสเดินตามอัลบัสเข้าไปด้านใน ชั้นหนึ่งเป็นห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างขวางและไร้กำแพงกั้นห้อง พื้นปูด้วยไม้ปาเก้มันวับ บนผนังหินสีขาวประดับด้วยปลาดาวและปะการังปลอมอันเล็ก ๆ น่ารัก ด้านขวาของห้องมีบันไดไม้ทอดยาวไปสู่ชั้นสอง ด้านซ้ายของห้องจัดวางตู้เก็บอาหาร เคาท์เตอร์ไม้สำหรับทำครัว โต๊ะไม้กับเก้าอี้สี่ตัวสำหรับทานอาหาร บนโต๊ะมีแก้วแชมเปญสองใบบรรจุเครื่องดื่มสีอำพันวางรอท่าอยู่ ถัดจากครัวมีเตาผิงก่ออิฐสะอาดเอี่ยมพร้อมกองไม้ฟืนผ่าเรียบร้อยกองใหญ่ เมื่อมองขึ้นไปยังเพดานจะเห็นตาข่ายจับปลาห้อยระย้าลงมา ตะเกียงอันเล็ก ๆ จำนวนหนึ่งแขวนอยู่ตามตาข่าย เว้นระยะห่างกระจายไปทั่วห้อง เปล่งแสงสีนวลสบายตา ใจกลางห้องปูด้วยพรมสีฟ้าน้ำทะเลผืนใหญ่ ทับด้วยโซฟายาวที่สามารถปรับให้เป็นเตียงนอนได้กับหมอนสี่ใบเข้าชุดกัน โซฟาหันออกไปยังหน้าต่างและประตูกระจกบานใหญ่สูงจรดเพดาน มองออกไปเห็นพื้นที่เปิดโล่งด้านหลัง ซึ่งมีชุดโต๊ะกับเก้าอี้ไม้ และเตาย่างบาร์บิคิว ที่ต้นมะพร้าวคู่หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวบ้านที่สุด ผูกด้วยเปลญวน หมอนสองใบวางอยู่บนเปล ดูน่าเอนหลังนอนพัก ถัดออกไปเป็นป่ามะพร้าวกับปาล์ม เห็นวี่แววของหาดทรายขาวและทะเลสีครามอยู่ลิบตา

 

ขณะที่สกอร์เปียสกำลังชื่นชมที่พัก อันนาก็ส่งกุญแจเงินของบ้านพักให้กับอัลบัส บอกเขาว่าหากต้องการอะไรเพิ่มสามารถเรียกชื่อเธอได้ ก่อนจะอวยพร

 

“หวังว่าพวกคุณจะมีความสุขกับการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ค่ะ”

 

เธอยิ้มหวานให้ทั้งสอง ก่อนจะจากไปพร้อมปิดประตูบ้านตามหลัง ทิ้งให้สกอร์เปียสยืนนิ่งหน้าตาตื่นกับคำอวยพรนั้น อัลบัสเห็นสีหน้าแบบนั้นของเด็กหนุ่มก็หลุดขำออกมาก่อนจะอธิบายว่า

 

“ฉันกับภรรยาจองบ้านหลังนี้ไว้สำหรับฮันนีมูนน่ะ ภรรยาของฉันชื่อ สกอร์เปียส นามสกุลเดิมคือ มัลฟอย เหมือนกับนายเลย แถมหน้าตายังเหมือนกันมาด้วย เพียงแต่ภรรยาของฉันเป็นผู้หญิง”

 

สกอร์เปียสหวนนึกถึงรูปถ่ายที่เขาเห็นในห้องนั้น เด็กผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายเขาในภาพก็คือ ภรรยาของชายหนุ่มตรงหน้าเขาสินะ แต่ทำไมถึงมีผู้หญิงหน้าตาและชื่อเหมือนเขา แถมมีครอบครัวเหมือนกับเขา แล้วยังมีชายหนุ่มตรงหน้าที่คล้ายอัลบัสเพื่อนของเขามาก แถมยังอ้างว่าชื่อเดียวกันอีกด้วย

 

เด็กหนุ่มรู้สึกหัวหมุน เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว คำถามต่อมาของอัลบัสก็ไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นเลย

 

“นายเชื่อเรื่องโลกต่างมิติไหม”

 

“อะไรนะ”

 

“โลกต่างมิติ” ชายหนุ่มพูดซ้ำ ก่อนจะเสริมว่า “โลกอีกโลกหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงโลกของนายมาก แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว”

 

สกอร์เปียสนึกถึงตอนที่เขาย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตจนทำให้ทุกอย่างในโลกเดิมเปลี่ยนไปหมด เขาต้องเชื่ออยู่แล้ว

 

“นายจะบอกว่า โลกนี้คือโลกอีกโลกหนึ่งอย่างนั้นเหรอ”

 

“ใช่” อัลบัสตอบรับ เขาเดินไปนั่งเอนหลังที่โซฟา ก่อนจะตบที่นั่งข้างตัวเป็นเชิงให้สกอร์เปียสนั่ง เด็กหนุ่มค่อย ๆ ทรุดตัวลงข้างเขา แต่ไม่มีท่าทางผ่อนคลาย อัลบัสเห็นแบบนั้นก็ลอบถอนใจเล็กน้อย ก่อนจะตั้งคำถามที่เขารู้ว่าอีกคนรู้ดีอยู่แล้ว

 

“รู้จักกระจกเงาแห่งแอริเซดไหม”

 

สกอร์เปียสแปลกใจกับคำถามนั้น แต่เด็กหนุ่มก็ตอบไปตามที่เขารู้

 

“กระจกที่จะสะท้อนความปรารถนาลึก ๆ ในจิตใจผู้ส่องใช่ไหม”

 

“ใช่” อัลบัสพยักหน้า “แล้วรู้ใช่ไหมว่า ไม่มีใครรู้ว่ากระจกนั้นมาจากไหนหรือใครเป็นคนประดิษฐ์มันขึ้นมา และประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่ออะไร”

 

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ เขาเคยอ่านเจอในหนังสือสักเล่มซึ่งยืมมาจากห้องสมุดของฮอกวอตส์

 

“ตอนที่นายโผล่มายังโลกนี้ นายเห็นกระจกโบราณใช่ไหม ก่อนที่มันจะหายไป”

 

สกอร์เปียสเบิกตากว้างมองหน้าอัลบัส เขารู้!

 

“ใช่ แต่นายรู้ได้ไง…”

 

“นายเคยมาหาฉันผ่านกระจกนั่นครั้งหนึ่งแล้วตอนที่ฉันอายุสิบห้า”

 

คำอธิบายของอัลบัสทำให้สกอร์เปียสยิ่งสับสนหนัก เขาจำไม่ได้เลยว่าเคยทะลุกระจกมาก่อน แต่อัลบัสไม่รอให้เขาถาม ชายหนุ่มเริ่มเล่าเรื่อง

 

“เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉันอายุสิบห้า ฉันเจอกับนาย ตอนที่นายอายุยี่สิบห้า นายทะลุกระจกมาเหมือนอย่างวันนี้แหละ

 

“อาจจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเวลาของโลกที่ฉันอยู่กับโลกที่นายอยู่ เพราะงั้นสำหรับฉัน ฉันเคยเจอนายมาก่อนครั้งหนึ่งตอนอายุสิบห้า สำหรับนาย นายยังไม่เคยเจอฉันมาก่อน แต่นายจะเจอฉันอีกครั้งเมื่อตอนที่นายอายุยี่สิบห้าแน่นอน

 

“กระจกที่พานายมานั้น ก็คล้ายกับกระจกเงาแห่งแอริเซด ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน ไม่รู้ว่าใครสร้างมันขึ้นมา เราเรียกมันว่า กระจกข้ามมิติ แต่มันไม่ได้ข้ามมิติได้ดังใจนึกหรอกนะ มันจะปรากฏขึ้นต่อเมื่อและต่อหน้าคนที่มันเลือกเท่านั้น มันปรากฏขึ้นต่อหน้าสกอร์เปียส—ภรรยาของฉัน—ครั้งแรกเมื่อวันคริสต์มาสอีฟตอนเธออายุสิบห้าปี เธอแตะกระจกนั่น แล้วเธอก็ไปโผล่ที่ฮอกวอตส์ในโลกของนาย ส่วนนายก็มายังโลกนี้ แทนที่เธอซึ่งหายไปจากโลกนี้”

 

อัลบัสหยุดพัก ชายหนุ่มมองหน้าสกอร์เปียสซึ่งนิ่งงันไปเพราะข้อมูลที่คาดไม่ถึง ชายหนุ่มจึงเสริมขึ้นว่า

 

“ฉันรู้มันฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วสำหรับภรรยาของฉันเมื่อสิบปีก่อน และกำลังเกิดขึ้นกับนายตอนนี้ แต่ไม่ต้องห่วงนะ กระจกจะปรากฏออกมาพานายกลับโลกเดิมเองเมื่อถึงเวลา”

 

ประโยคนั้นเรียกสติของสดอร์เปียสให้กลับมา เด็กหนุ่มเอ่ยถามว่า

 

“แล้วเวลานั้นคือเมื่อไร นายรู้ไหม”

 

“ตามที่ภรรยาฉันบอกก็วันที่สี่หลังจากเธอไปถึงโลกของนาย”

 

“สี่วันเหรอ…”

 

สกอร์เปียสครางออกมา เด็กหนุ่มกังวลว่าอัลบัสจะเป็นห่วงที่เขาหายตัวไป ดูเหมือนชายหนุ่มจะอ่านใจเขาออก เพราะเขาพูดขณะลุกขึ้นเดินไปทางห้องครัวว่า

 

“ไม่ต้องกลัวว่าอัลบัสของนายจะเป็นห่วงหรอก แน่ล่ะว่าหมอนั่นต้องห่วงนาย แต่ไม่เป็นไรหรอก หมอนั่นรู้ว่า นายจะกลับไปหลังจากสกอร์เปียสของฉันกลับมายังโลกเดิม”

 

ชายหนุ่มหยิบแก้วแชมเปญทั้งสองใบขึ้นมาจากโต๊ะทานอาหาร ก่อนจะเดินกลับมาส่งใบหนึ่งให้สกอร์เปียส เด็กหนุ่มรับมา มองของเหลวสีอำพันในแก้วอย่างไม่แน่ใจ พลางพึมพำว่า

 

“ฉันอายุยังไม่ถึงนะ ดื่มเหล้าไม่ได้”

 

อัลบัสดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะบอกว่า “นี่เหล้าน้ำผึ้ง ไม่แรงหรอก ดื่มได้”

 

สกอร์เปียสมองหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะยกแก้วขึ้นจิบ ของเหลวหอมหวานไหลผ่านลิ้นสู่ลำคอ ช่วยให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย

 

“ระหว่างที่รอกระจกปรากฏขึ้นมา นายก็อยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน ถือซะว่ามาเที่ยวพักผ่อนก็ได้”

 

ชายหนุ่มเหม่อมองออกไปยังทิวทิศน์ด้านนอก สกอร์เปียสมองตามสายตาเขาไป เห็นท้องฟ้ากระจ่างใสอยู่เหนือป่ามะพร้าว หาดทราย และทะเลสีครามซึ่งอยู่ไกลออกไป ไร้วี่แววของผู้คน ราวกับว่าละแวกนี้มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ดูสงบและเป็นส่วนตัว ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์จริง ๆ

 

นึกถึงตรงนี้เด็กหนุ่มก็รู้สึกผิด ชายหนุ่มควรจะได้อยู่สองต่อสองกับภรรยา แต่กลับต้องมาติดแหงกอยู่กับเขา

 

“ขอโทษนะ นายควรจะได้อยู่กับภรรยาของนาย…”

 

สกอร์เปียสเอ่ยขึ้นกับคนข้างกายเขา แต่ชายหนุ่มส่ายหน้า

 

“ไม่เป็นไรหรอก ได้เจอกับนายฉันก็ดีใจ”

 

ชายหนุ่มดื่มเหล้าน้ำผึ้งจนหมดแก้ว เขาพึมพำว่าจะเอาของไปเก็บ ก่อนจะลุกขึ้นชี้ไม้กายสิทธิ์ไปทางหีบใส่ของทั้งสองใบ และกำกับมันให้ลอยขึ้นไปยังชั้นสอง ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินตามขึ้นไป

 

สกอร์เปียสมองตามร่างสูงหายขึ้นไปยังชั้นบน ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามไปช่วย

 

~*~*~

 

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่า

AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: IV

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter

Albus Potter and Scorpius Malfoy

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

 

IV 

 

สกอร์เปียสอ้าปากค้าง จ้องมองชายหนุ่มผู้อ้างตัวเป็นอัลบัสเพื่อนของเขา ถึงเค้าหน้า ดวงตา และผมยุ่งเหยิงนั้นจะคล้ายเพื่อนเขามาก แต่เป็นไปไม่ได้ อัลบัสเพื่อนของเขาเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้า ไม่มีทางกลายเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่วัยยี่สิบกว่าอย่างคนตรงหน้าได้ 

 

 

“ลืมไปเลย นายคงยังไม่ได้เจอฉันในมิตินี้สินะ ตอนเราเจอกันนายอายุมากกว่านี้นี่นะ” 

 

 

ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ ขณะยืดตัวขึ้น เขาก้มมองสกอร์เปียสอย่างพิจารณาก่อนจะเสริมว่า “นายสูงกว่านี้ด้วย” 

 

 

“ขอโทษนะครับ เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอ ผมจำไม่ได้เลยว่าเราเคยเจอกันมาก่อนนะ” 

 

 

สกอร์เปียสรู้สึกเหมือนถูกสบประมาทเรื่องส่วนสูง ทำให้เขาหายอึ้งและโต้ตอบคนตรงหน้าได้ “อีกอย่างนะครับ ผมรู้จักอัลบัส พอตเตอร์ตัวจริง อย่าเอาชื่อเพื่อนผมมาอ้าง คุณเป็นใครกันแน่” 

 

 

คิ้วเข้มเลิกขึ้นอย่างแปลกใจกับท่าทางไม่เป็นมิตรของเด็กหนุ่ม เพราะสกอร์เปียสคนที่เขาเคยพบนั้นเป็นชายหนุ่มที่อัธยาศัยดีมาก…มากเกินไปจนน่ารำคาญ แต่อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นสกอร์เปียสเป็นผู้ใหญ่ ส่วนเขาเป็นเด็ก กลับกันกับสถานการณ์ตอนนี้ 

 

 

เมื่อนึกถึงอดีตอัลบัสก็หลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ท่าทีของสกอร์เปียสตอนนี้คล้ายกับท่าทางของเขาตอนเจอสกอร์เปียสครั้งแรกไม่มีผิด 

 

 

“ยิ้มอะไรครับ ผมไม่ได้พูดอะไรตลกเลยนะ” 

 

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วจ้องหน้าอัลบัสเขม็ง ทำให้อัลบัสนึกถึงลูกหมาที่กำลังแยกเขี้ยวขนพองด้วยความกลัว ตั้งท่าสู้ทั้งที่หางตก รอยยิ้มของเขายิ่งกว้างขึ้น แต่ชายหนุ่มก็แกล้งปิดปากไอเพื่อซ่อนรอยยิ้มนั้นไว้ ก่อนจะบอกว่า 

 

 

“ฉันคือ อัลบัส เซเวอรัส พอตเตอร์ ตัวจริงนะ แต่ฉันไม่ใช่อัลบัสเพื่อนนายคนนั้นหรอก” ชายหนุ่มเริ่มพูด “นายไม่สงสัยเลยเหรอว่า ที่นี่คือที่ไหน แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” 

 

 

“สงสัยสิ… ครับ” 

 

 

สกอร์เปียสเสริมคำลงท้ายไปเพื่อเพิ่มความสุภาพ แต่อัลบัสกลับหัวเราะแล้วบอกว่า “นายไม่ต้องสุภาพกับฉันหรอก เรียกฉันอัลบัสหรืออัลก็ได้ถ้านายต้องการ” 

 

 

“ตกลง… เ่อ่อ… อัล” สกอร์เปียสเรียกเขาว่า อัล เพราะไม่อยากเรียกชื่อซ้ำกับอัลบัสเพื่อนรักของเขา “ที่นี่คือที่ไหน ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วเรารู้จักกันมาก่อนด้วยเหรอ รู้จักกันได้ไง” 

 

 

“ใจเย็นก่อน ฉันจะเล่าให้ฟัง แต่ก่อนอื่น นายไม่หิวเหรอ ไปกินอาหารเช้ากันไหม แล้วฉันจะเล่าให้นายฟังหลังจากนั้น” 

 

 

สกอร์เปียสที่ตื่นตกใจจนลืมความหิวไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำว่า อาหารเช้า ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มลูบท้องปลอบให้มันสงบลง  ก่อนจะพูดกับอัลบัสพร้อมรอยยิ้มขัดเขินว่า “ฟังดูเข้าท่าดีนะ” 

 

 

ชายหนุ่มกลั้นหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางเหนียมอายนั้น สกอร์เปียสก็ยังคงเป็นสกอร์เปียส ชอบทำให้เขาหัวเราะอยู่เรื่อย ทันใดนั้นเอง อัลบัสก็คิดอะไรสนุก ๆ ขึ้นมาได้ เขาบอกให้เด็กหนุ่มรอก่อน ก่อนจะตรงเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าของเจ้าของห้องโดยพลการ ชายหนุ่มรื้อลิ้นชักตู้เสื้อผ้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเจอสิ่งที่หมายตาเอาไว้ 

 

 

“เจอแล้ว!” อัลบัสร้องออกมาอย่างยินดี ก่อนจะหันหลังกลับมาหาสกอร์เปียสที่ยืนรออยู่ แล้วส่งชุดสีฟ้าอ่อนซึ่งพับอย่างเรียบร้อยใส่มือเด็กหนุ่มพร้อมอธิบายว่า “ที่นี่คือโบซ์บาตง สวมนี่ซะ ฉันจะไปรอข้างนอก เปลี่ยนเสร็จแล้วตามมานะ” 

 

 

ว่าแล้วอัลบัสก็เดินออกจากห้องไปพร้อมปิดประตูตามหลังให้ สกอร์เปียสมองเครื่องแบบในมืออย่างงุนงง ก่อนจะค่อย ๆ คลี่ชุดออกมา เป็นเครื่องแบบของโบซ์บาตงอย่างที่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือ ผ้าซาตินสีฟ้าบางเบานุ่มมือ หรูหราอย่างที่คาดไว้ แต่มีปัญหาอยู่อย่างคือ เครื่องแบบนี้เป็นชุดกระโปรงของเด็กผู้หญิง 

 

 

“อัล! นี่มันชุดผู้หญิงนี่!” 

 

 

สกอร์เปียสเปิดประตูออกไปเพื่อโวยวายกับชายหนุ่ม ซึ่งยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่หน้าห้อง แต่อัลบัสตีหน้าเฉยขณะเอ่ยถามว่า 

 

 

“ใช่ มีปัญหาอะไรเหรอ” 

 

 

“ปัญหาก็คือ ฉันเป็นผู้ชายไง!” 

 

 

“ฉันรู้” ชายหนุ่มบอกขณะพยายามกลั้นยิ้มไว้สุดความสามารถ “แต่ภรรยาฉันมีแค่ชุดผู้หญิงนี่นา ยังไงนายก็ต้องใส่ เด็ก ๆ ที่โบซ์บาตงจะสวมเครื่องแบบกันตลอด แม้จะอยู่ในช่วงวันหยุดก็ตาม” 

 

 

“แล้วถ้าฉันไม่ใส่…” 

 

 

“นายก็อดกินอาหารเช้าไปแล้วกัน” 

 

 

อัลบัสตอบด้วยสีหน้าจริงจัง สกอร์เปียสกลืนน้ำลายอย่างอึดอัด เขาไม่อยากสวมชุดของเด็กผู้หญิงเลย แต่เขาก็หิวมากเช่นกัน เด็กหนุ่มมองหน้าอัลบัส แล้วก้มลงมองชุดในมือ ก่อนจะรู้สึกถึงกระเพาะที่ครวญครางอย่างน่าสงสาร 

 

 

สกอร์เปียสกลับเข้าไปในห้อง ก่อนจะถอดเสื้อไหมพรมสีเทาที่สวมอยู่ ตามด้วยกางเกงยีนส์ และสวมชุดกระโปรงที่ได้รับมาเข้าไป มันพอดีตัวอย่างน่าประหลาด แต่ชายกระโปรงสั้นไปนิด มันควรจะยาวคลุมเข่า แต่กลับสั้นมาเหนือเข่าเล็กน้อย สกอร์เปียสพาตัวเองไปยืนหน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่ติดกระจกไว้ มองเงาตัวเองในนั้นแล้วรู้สึกอายมากจนหน้าขาวซีดแดงเถือกไปหมด เด็กหนุ่มอยากกลั้นหายใจแล้วหายตัวไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย ไม่กินแล้วอาหารเช้า เขายอมทนหิว! 

 

 

ขณะที่เด็กหนุ่มตั้งท่าจะถอดชุดเพื่อเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมนั้น ประตูห้องก็เปิดออกโดยอัลบัสที่เข้ามาตามอย่างถูกจังหวะพอดี 

 

 

“เสร็จหรือยัง… โอ้! นายดู… น่ารักดีนะ” 

 

 

ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ขณะไล่สายตาสำรวจสกอร์เปียสตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดเก่าของภรรยาเขาพอดีตัวเด็กหนุ่มมากจนน่าทึ่ง แม้กระโปรงจะสั้นไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเลย ตรงกันข้าม มันทำให้เด็กหนุ่มดู… เย้ายวน…ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ช่วงขาที่พ้นชายกระโปรงนั้นเรียวยาว ขนหน้าแข้งสีอ่อนนั้นก็แทบจะกลืนไปกับผิวขาวซีด ถ้าไม่สังเกตดี ๆ ก็คงไม่เห็น สกอร์เปียสดูเหมือนเด็กสาวผมสั้นที่ยังไม่มีทรวดทรงมากกว่าหนุ่มน้อยในชุดกระโปรง ไปหลอกคนอื่นว่าเป็นลูกสาวญาติ ๆ ในตระกูลมัลฟอยก็ยังได้ 

 

 

สกอร์เปียสหน้าแดงก่ำไปกับคำหยอกล้อนั้น เขารีบโต้กลับไปว่า “ฉันดูน่าเกลียดออก! ฉันไม่ไปกินข้าวแล้ว นายไปกินคนเดียวได้เลย” ก่อนจะเสริมเมื่อเห็นรอยยิ้มและสายตาของอัล “แล้วก็รีบออกไปได้แล้ว ฉันจะเปลี่ยนชุด” 

 

 

“ตกลง ๆ แต่ก่อนอื่น…” อัลบัสเดินเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูตามหลัง ก่อนจะก้าวมาใกล้พร้อมรอยยิ้มที่ทำให้สกอร์เปียสใจเต้นด้วยความหวาดระแวง เด็กหนุ่มก้าวถอยหลังอัตโนมัติ สะดุดกับเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งจนนั่งจุ้มปุ๊กลงไปบนเก้าอี้ เขาเงยหน้ามองชายหนุ่มซึ่งโน้มตัวลงมา ก่อนจะวางบางอย่างลงบนตักของเขา เมื่อสกอร์เปียสก้มลงมอง ก็เห็นกระดาษห่อครัวซองก์สามชิ้นซึ่งปาดเนยกับแก้มแล้ววางอยู่ 

 

 

“อาหารเช้า” อัลบัสถอยหลัง เดินไปยังโต๊ะเล็กข้างโซฟา วางขวดแก้วใส่น้ำส้มไว้บนนั้น “ฉันรอไม่ไหวเลยไปเอามาให้ก่อน กินให้อร่อยนะ แล้วฉันจะมารับนายทีหลัง” 

 

 

ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้สกอร์เปียสมองครัวซองก์และน้ำส้มอย่างมึนงง กว่าจะรู้ตัวว่าโดนแกล้ง อัลบัสก็จากไปนานแล้ว เด็กหนุ่มจึงได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ หยิบครัวซองก์ขึ้นมากัดคำใหญ่ราวกับใช้มันต่างตัวแทนชายหนุ่ม พลางนึกอาฆาตว่า ฝากไว้ก่อนเถอะ! 

 

 

~*~*~ 

 

 

“เล่มนี้ก็ไม่มี” 

 

 

เสียงที่ฟังดูสิ้นหวังลงเรื่อย ๆ ของเด็กสาวดังขึ้นข้างตัวเขา เมื่ออัลบัสเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นสกอร์เปียสซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟาปิดหนังสือปกหนังเล่มหนา ก่อนจะวางมันไว้บนกองหนังสือซึ่งกองอยู่ที่พื้นข้างโซฟา แล้วหยิบหนังสืออีกเล่มซึ่งวางอยู่บนโซฟาข้างตัวเธอขึ้นมาอ่าน 

 

 

ทั้งสองอยู่ในห้องนั่งเล่นรวมของสลิธีริน อัลบัสยืมหนังสือที่น่าจะเกี่ยวข้องมาจากห้องสมุด เขากับสกอร์เปียสช่วยกันขนกลับมา ก่อนที่อัลบัสจะไปกินอาหารเย็น แล้วแอบนำอาหารออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เด็กสาวผู้หิวโซกิน หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขาก็พากันนั่งอ่านหนังสือที่ยืมมาเพื่อหาข้อมูลของกระจก อัลบัสมองกองหนังสือที่อ่านแล้วกองใหญ่ ก่อนจะมองกองหนังสือที่ยังไม่ได้แตะต้อง ซึ่งใหญ่กว่ากองที่อ่านแล้วหนึ่งเท่า เด็กหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาบนผนังซึ่งบอกเวลาเกือบตีสอง 

 

 

เด็กหนุ่มปิดหนังสือวางทิ้งไว้บนโซฟาข้างตัว ก่อนจะยืนขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเหนื่อยล้า เขาก้มมองสกอร์เปียสซึ่งยังคงพยายามตั้งสมาธิอ่านหนังสือ แม้ตาของเธอจะหรี่ปรือด้วยความง่วงแล้วก็ตาม อัลบัสเห็นเด็กสาวฝืนตัวเองขนาดนี้ก็เอ่ยขึ้นมาว่า 

 

 

“ง่วงก็ไปนอนเถอะ ฉันก็ง่วงแล้วเหมือนกัน” 

 

 

สกอร์เปียสค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ความง่วงงุนเกาะกินเธอจนสมองเชื่องช้าลง อัลบัสจึงเสริมว่า 

 

 

“เธอใช้ห้องอาบน้ำที่หอพักหญฺิงได้ ส่วนชุดนอนก็… เอ่อ ยืมของฉันไปใส่ก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันไปเอาลงมาให้” 

 

 

อัลบัสพูดแล้วก็เดินไปยังห้องนอน รื้อเอาชุดนอนซักสะอาดของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะเดินกลับไปยื่นส่งให้สกอร์เปียส ซึ่งรับไปพร้อมบอก ขอบคุณ เธอชะงักไปนิดนึงก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจว่า 

 

 

“แล้ว… ฉันต้องนอนที่ไหนเหรอ” 

 

 

“เอ่อ… ก็… ที่หอพักหญิงก็ได้ ห้องไหนก็ได้ที่เธอชอบ” 

 

 

สกอร์เปียสเม้มริมฝีปาก คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างลำบากใจ เธออ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่แล้วก็หุบปากลง อัลบัสเห็นแบบนั้นจึงถามออกไปว่า เธอมีปัญหาอะไรหรือ เด็กสาวจึงก้มหน้าพูดพึมพำว่า 

 

 

“คือว่า… ฉัน…ไม่กล้านอนคนเดียว” 

 

 

“หา…” อัลบัสอ้าปากค้างอย่างแปลกใจ 

 

 

“ก็… ก็ฉันไม่เคยนอนคนเดียวมาก่อนนี่นา แถมหอพักที่นี่ก็มืดด้วย มีแต่ไฟสีเขียวสลัว ๆ ฉันก็เลย…” 

 

 

เด็กสาวอุบอิบท้ายประโยคไว้ แต่อัลบัสเดาได้ว่าเธอจะพูดอะไร 

 

 

“เธอกลัวงั้นเหรอ” 

 

 

สกอร์เปียสพยักหน้าหงึกหนึ่งครั้ง ถ้าเขาไม่ได้มองเธออยู่ก็คงไม่สังเกตเห็น เด็กหนุ่มนึกอยากหัวเราะ แต่ก็พยายามกลั้นไว้เพื่อรักษาหน้าให้เธอ ขณะเสนอว่า 

 

 

“งั้นเธอมานอนที่ห้องฉันก็ได้ มีเตียงตั้งหลายเตียง นอนเตียงสกอร์เปียสเพื่อนฉันก็ได้” 

 

 

“อื้ม ตกลง” 

 

 

เด็กสาวมีสีหน้าโล่งใจขณะตอบรับอย่างรวดเร็ว เด็กสาวแยกเดินไปทางหอพักหญิงอย่างร่าเริง อัลบัสมองด้านหลังของเธอ แล้วเผยยิ้มออกมาอย่างขบขัน ไม่น่าเชื่อว่าเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าจะกลัวความมืด 

 

 

ว่าแต่… เธอจะอาบน้ำในห้องที่ไฟสลัว ๆ ได้ไหมนะ… 

 

 

อัลบัสไม่ต้องสงสัยนาน ห้านาทีหลังจากนั้น เด็กสาวก็รีบเดินกึ่งวิ่งมาจากฝั่งหอพักหญิง ร่างเล็กอยู่ในชุดนอนสีเขียวอ่อนของอัลบัสซึ่งหลวมโพรกจนแขนเสื้อยาวปิดถึงนิ้วมือ กางเกงก็หลวมจนเธอต้องถกมันขึ้นขณะรีบเดินมาหาเขา ผมสีอ่อนของเธอซึ่งเคยถักเป็นเปียปล่อยยาวสยายถึงกลางหลัง หน้าตาซีดขาวของเธอดูตื่นตัวขณะบอกเขาว่า 

 

 

“ฉันอาบเสร็จแล้ว” 

 

 

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วมองเธอ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอคงกลัวความมืดมากจริง ๆ ขนาดใช้เวลาอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงห้านาที เขารู้หรอกน่าว่าพวกผู้หญิงส่วนใหญ่อาบน้ำนานกว่านั้น อย่าง ลิลี่ น้องสาวของเขา บางทีก็อยู่ในห้องน้ำนานถึงครึ่งชั่วโมง 

 

 

“ขำอะไรของนาย” 

 

 

สกอร์เปียสขมวดคิ้ว สองข้างแก้มขึ้นสีชมพูด้วยความอาย เธอรู้หรอกว่าเขาคงขำที่เธอกลัวความมืด แต่เธอก็กลัวจริง ๆ นี่นา ช่วยไม่ได้ 

 

 

“โทษที ๆ” อัลบัสบอกหลังจากหยุดหัวเราะแล้ว “ตกลง เดี๋ยวฉันจะพาเธอขึ้นไปบนห้อง” 

 

 

เด็กหนุ่มเดินนำสกอร์เปียสไปยังห้องนอนของเขา ชี้ไปที่เตียงของสกอร์เปียสซึ่งผ้าปูตึงเรียบเป็นระเบียบแถมยังหอมกลิ่นไอแดด เอลฟ์ประจำบ้านคงมาเปลี่ยนผ้าปูเตียงให้แล้ว 

 

 

“เธอนอนเตียงนี้นะ เตียงของสกอร์เปียสเพื่อนฉันเอง” 

 

 

เมื่อเห็นเด็กสาวค่อย ๆ นั่งลงบนเตียงอย่างเกรงใจแล้ว อัลบัสจึงหันไปหยิบเสื้อนอนของตัวเองอีกตัว กับผ้าขนหนูเพื่อไปอาบน้ำบ้าง เมื่อสกอร์เปียสเห็นเขาทำท่าจะเดินออกจากห้องไป เด็กสาวก็เผลอเรียกชื่อเขาก่อนจะห้ามตัวเองได้ทัน 

 

 

“อัลบัส!” 

 

 

เด็กหนุ่มชะงัก ก่อนจะหันมามองเธออย่างสงสัย เด็กสาวก้มหน้างุด ก่อนจะพึมพำกับตัวเองว่า 

 

 

“ไม่มีอะไร… รีบกลับมานะ” 

 

 

ว่าแล้วเธอก็รีบนอนลงห่มผ้าคลุมโปงด้่วยความหวาดกลัว ทิ้งให้อัลบัสยืนนิ่งค้างอยู่ที่ประตู รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรน่าอายเลย อัลบัสสะบัดศีรษะไล่ความรู้สึกพิกลออกไป ก่อนจะเดินไปยังห้องอาบน้ำ 

 

 

~*~*~ 

 

ตายละ ตาหนูอัลบัสหวั่นไหวกับยายหนูสกอร์ปแล้วสิ

ขอบคุณทุกท่านมาก ๆ เลยค่ะที่เข้ามาอ่าน ขอบคุณท่านที่คอมเม้นท์ให้ด้วย ดีใจมากเลยที่รู้ว่ามีพวกท่านตามอ่านอยู่ ขอบคุณมากเลยค่ะ ^ ^

AlbusScorpius

[ScorBus] Winter’s Dream: III

Winter’s Dream

Fan Fiction of Harry Potter
Albus Potter and Scorpius Malfoy

Key Word: สกอร์เปียสหญิง, อัลบัสวัยยี่สิบห้า

อ่านตอนก่อนหน้าได้ตามลิงค์เลยค่ะ
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

 

III

 

สกอร์เปียสเดินนำอัลบัสกลับไปยังจุดที่กระจกส่งเธอมา คือ บริเวณหน้าภาพวาดชามผลไม้ซึ่งแท้จริงแล้ว คือ ประตูครัวของฮอกวอตส์ ทางเดินนั้นไร้ผู้คน เอลฟ์ประจำบ้านคงวุ่นวายอยู่ในครัวเพราะยังไม่หมดช่วงเวลาอาหารเช้า ส่วนเด็กฮัฟเฟิลพัฟที่ควรจะเดินผ่านแถวนี้ประจำ คงจะกลับบ้านช่วงปิดเทอมฤดูหนาวกันหมด

 

อันที่จริง อัลบัสกับสกอร์เปียสเองก็กลับบ้านช่วงวันหยุดทุกปี ยกเว้นปีนี้ซึ่งสกอร์เปียสออดอ้อนขออนุญาตพ่ออยู่โยงที่ฮอกวอตส์ เพราะเขาอยากมีประสบการณ์อยู่โรงเรียนช่วงคริสต์มาสสักครั้ง และอัลบัสตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนด้วยความยินดี พวกเขาวางแผนจะใช้ผ้าคลุมล่องหนซึ่งยืมมาจากเจมส์พี่ชายเขา สำรวจปราสาทในยามค่ำคืน สกอร์เปียสตั้งหน้าตั้งตารอสุด ๆ อัลบัสเองก็วางแผนจะใช้โอกาสนี้บอกกับความรู้สึกกับสกอร์เปียส แต่สกอร์เปียสกลับหายตัวไปตั้งแต่วันแรกของวันหยุด แถมมีเด็กผู้หญิงซึ่งหน้าตาและชื่อเหมือนเพื่อนเขาอย่างกับแกะโผล่มา อัลบัสจึงอดคิดไม่ได้ว่า เป็นความผิดของเธอที่ทำให้เพื่อนเขาหายไป

 

“เธอแน่ใจนะว่าเป็นที่นี่”

 

เด็กหนุ่มร้องถามเมื่อเขาและเธอช่วยกันมองหาทุกซอกทุกมุมของทางเดินแล้วแต่ไม่พบกระจกเลยสักบาน

 

“แน่ใจสิ แต่ก็อย่างที่ฉันเล่าไปแล้ว กระจกมันหายไป ฉันเดินหาแถวนี้จนทั่วแล้วก็ไม่เจอ”

 

เด็กสาวมีสีหน้าร้อนใจไม่แพ้เขา อัลบัสเห็นแบบนั้นแล้วก็เริ่มสงบลงบ้าง เด็กสาวไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ เธอคงอยากกลับไปยังที่ของเธอเหมือนกัน คิดได้ดังนั้นแล้ว เขาก็เสนอให้ช่วยกันหากระจกทั่วทั้งชั้นใต้ดิน ทั้งสองเดินค้นจนทั่วเท่าที่จะทำได้ ไปดูในครัว บริเวณหน้าทางเข้าหอพักฮัฟเฟิลพัฟ แอบเข้าไปค้นในห้องปรุงยาที่ถูกล็อกกุญแจไว้ แต่ไม่พบอะไร อัลบัสจึงพาเธอเข้ามาหากระจกในหอพักของสลิธีรินเป็นแห่งสุดท้าย เขารู้ว่าไม่มีเด็กบ้านเขาอยู่ในหอพักเลย จึงให้เด็กสาวไปค้นฝั่งหอพักหญิง ส่วนเขาค้นหอพักชาย แต่ก็ไม่พบกระจกเลย

 

อัลบัสกลับมาเจอเด็กสาวที่ห้องนั่งเล่นรวม เธอนั่งอยู่บนโซฟาอย่างเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มได้ยินเสียงท้องร้องดังโครกคราก ซึ่งไม่ได้ดังมาจากเขา

 

“โทษที”

 

สกอร์เปียสยิ้มแห้ง ทำให้อัลบัสนึกขึ้นได้ว่า เขาเองก็ยังไม่ได้กินอาหารเช้าเช่นกัน เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟา หันมาบอกเด็กสาวที่ทำท่าจะลุกขึ้นตามเขาว่า

 

“เธออยู่นี่แหละ เดี๋ยวฉันจะหยิบพวกพายกับขนมปังมาให้”

 

“….ตกลง ฉันนั่งรออยู่นี่นะ”

 

สกอร์เปียสนั่งลงที่เดิม เพราะเธอหมดแรงจะเดินไปที่อื่นแล้วมากกว่าจะยอมเชื่อฟังอัลบัส

 

เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องนั่งเล่นตรงไปยังห้องโถงใหญ่ เขาคิดว่าไม่ควรให้ใครเห็นเธอน่าจะดีกว่า เพราะไม่รู้จะอธิบายว่าเธอมาอยู่ในปราสาทได้อย่างไร อันที่จริงเขาควรจะขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ แต่อัลบัสไม่คิดว่าพวกอาจารย์จะช่วยอะไรได้ เท่าที่เขารู้ ไม่เคยมีใครเดินผ่านกระจกเข้ามาในปราสาทมาก่อน แล้วเขาก็มีความคิดบ้า ๆ ว่า เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องกลับไป กระจกเจ้าปัญหานั้นจะปรากฏขึ้นมาเอง เธอน่าจะไม่ใช่คนของโลกนี้ ฟังจากที่เธอเล่า เธอมีหน้าตาและชื่อเหมือนกับเพื่อนของเขาไม่มีผิด พ่อของเธอชื่อเดรโกเหมือนกันด้วย เธอจึงน่าจะมาจากอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นมิติที่สกอร์เปียสเป็นผู้หญิง

 

แล้วเขาในมิตินั้นจะเป็นผู้หญิงด้วยไหม อัลบัสนึกสงสัยขึ้นมา แต่เด็กสาวคงไม่รู้จักตัวเขาในโลกนั้น เพราะเธอไม่เห็นทักว่าเขาหน้าเหมือนเพื่อนเธอเลย

 

อัลบัสรีบจัดการขนมปังปิ้ง มันฝรั่งบด และไส้กรอกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจะใช้กระดาษทิชชู่ห่อขนมปังปิ้งทาเนย พายแฮมกับเห็ด ขาไก่อบ และทาร์ตน้ำตาลข้นใส่กระเป๋าเสื้อคลุมกลับมายังหอพัก สกอร์เปียสผู้หิวโซบอกขอบคุณแล้วจัดการอาหารเช้าทั้งหมดอย่างรวดเร็วจนอัลบัสทึ่ง ถ้าให้สกอร์เปียสเพื่อนของเขามาแข่งกินเร็วกับเธอ อัลบัสเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าใครจะชนะ

 

“เด็กผู้หญิงที่โบซ์บาตงกินเร็วแบบนี้กันทุกคนเลยเหรอ”

 

เด็กหนุ่มเอ่ยปากออกไปก่อนจะยั้งตัวเองได้ทัน ขณะมองสกอร์เปียสเคี้ยวทาร์ตน้ำตาลข้นชิ้นสุดท้ายอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย

 

เด็กสาวมองค้อนเขาขณะรีบกลืนขนมลงคอ ก่อนจะเถียงกลับ

 

“ก็ฉันหิวนี่นา ให้กินม้ามีปีกทั้งตัวยังได้เลย”

 

อัลบัสยิ้มให้กับประโยคคุ้นหู เด็กสาวตรงหน้าพูดคล้ายสกอร์เปียสเพื่อนเขาเลย

 

“ทีนี้ เราไปหากระจกที่ไหนต่อดีล่ะ”

 

เมื่อท้องอิ่ม สกอร์เปียสก็กลับมามีแรงอีกครั้ง เธอเริ่มกังวลว่าครอบครัวของเธอจะเป็นห่วง หากเธอไม่ได้กลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่เขียนจดหมายบอกแล้วว่าจะกลับ

 

อัลบัสมองเด็กสาวที่มองเขาอย่างคาดหวัง ก่อนจะบอกว่า

 

“ฉันว่า เราหาไปก็ไม่เจอหรอก กระจกน่าจะปรากฏออกมาเองเมื่อถึงเวลา…”

 

แล้วเขาก็บอกเธอถึงสิ่งที่เขาคิด เรื่องที่เธอน่าจะมาจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเธอเองก็ดูไม่แปลกใจเท่าไร เด็กสาวคงคิดเหมือนกับเขา แต่เธอไม่เห็นด้วยเรื่องให้รออยู่เฉย ๆ จนกว่ากระจกจะปรากฏขึ้นมาเอง

 

“นายว่า ฉันใช้ห้องสมุดโรงเรียนนายได้ไหม อาจจะมีเบาะแสเรื่องกระจกก็ได้นะ”

 

อัลบัสไม่คิดว่ามาดามพินซ์จะยินยอมให้คนนอก โดยเฉพาะคนนอกที่เป็นคนจากต่างโลกเข้าไปแตะต้องหนังสือสุดรักสุดหวงของเธอ แต่เขามีความคิดดี ๆ เด็กหนุ่มเดินไปยังห้องนอน คว้าผ้าคลุมล่องหนที่ซุกอยู่ใต้หมอนขึ้นมา ก่อนจะให้เด็กสาวซ่อนตัวอยู่ในผ้าคลุม ขณะที่เขาพาเธอเดินตัดปราสาทไปยังห้องสมุด

 

มาดามพินซ์ขมวดคิ้วอย่างสงสัยที่เห็นเขาเข้ามาใช้ห้องสมุดในวันปิดเทอมวันแรกอย่างนี้ เธอไม่เชื่อว่าเขาจะขยันทำการบ้านแต่เนิ่น ๆ ซึ่งอัลบัสก็ไม่โทษเธอที่คิดแบบนั้น หากไม่มีความจำเป็น เขาก็จะไม่มาเยือนที่นี่หรอก

 

เด็กหนุ่มเดินนำเข้าไปในหมวดหนังสือเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ของผู้วิเศษ แอบกระซิบบอกสกอร์เปียสว่าอย่าเพิ่งเลิกผ้าคลุมออก เพราะมาดามพินซ์ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาอย่างจ้องจับผิด อัลบัสจึงสุ่มเลือกหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะตรงไปนั่งที่โต๊ะ แกล้งทำเป็นเปิดอ่าน รอจนบรรณารักษ์เดินจากไปแล้ว จึงบอกให้สกอร์เปียสออกมาจากผ้าคลุมได้

 

“ที่นี่มหัศจรรย์มาก!” เด็กสาวกระซิบบอกอย่างตื่นเต้นขณะมองสำรวจไปตามชั้นหนังสือด้วยดวงตาเป็นประกาย “ห้องสมุดที่โบซ์บาตงใหญ่กว่า และดูทันสมัยกว่านี้ แต่ฉันชอบที่นี่มากกว่า ให้ความรู้สึกมีมนตร์ขลังเหมือนหนังสือเก่าแต่เก๋า!”

 

อัลบัสหลุดหัวเราะให้กับท่าทางร่าเริงของสกอร์เปียสผู้กำลังลูบไล้สันหนังสือบนชั้นอย่างหลงใหล ดูเหมือนจะลืมไปชั่วขณะว่า พวกเขามาที่ห้องสมุดเพื่อหาทางส่งเธอกลับบ้าน แต่เด็กหนุ่มไม่อยากขัดความสุขของเธอ เขาจึงปล่อยเธอไว้พลางนึกถึงสกอร์เปียสอีกคน เพื่อนของเขาตอนนี้อยู่ที่โบซ์บาตงในอีกมิติหนึ่งหรือเปล่า กำลังพยายามหาทางกลับมาเหมือนกันใช่ไหม อัลบัสหวังว่าสกอร์เปียสจะมีคนช่วย อย่างน้อยก็ช่วยหาอาหารเช้าให้กินก็ยังดี

 

~*~*~

 

อีกด้านหนึ่ง สกอร์เปียสผู้โผล่มาในห้องซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องนอนของหญิงสาว ที่เขารู้ว่าเป็นห้องนอนของผู้หญิง เพราะมีชุดกระโปรงสีมิ้นต์สำหรับงานเลี้ยงพาดไว้ที่โซฟาบุผ้ากำมะหยี่สีฟ้าอ่อน ที่โต๊ะเครื่องแป้งยังมีริบบิ้นหลากสีพร้อมเครื่องประทินโฉมวางเรียงกันเป็นระเบียบ ที่เตียงสีเสาคลุมด้วยผ้าซาตินสีมุกเรียบตึง หีบไม้ใบใหญ่ถูกจัดวางใส่รถเข็นไว้เรียบร้อย ราวกับเจ้าของห้องพร้อมจะออกเดินทางแล้ว

 

สกอร์เปียสหน้าตาตื่นขณะมองไปรอบ ๆ ห้อง ไม่รู้เลยว่าตัวเองมาที่นี่ได้อย่างไร เด็กหนุ่มจำได้ว่าเขาถูกอัลบัสแกล้งโยนผ้าห่มคลุมหัวแล้วกอดเขาไว้ไม่ให้หนีไป ตอนที่เขาดิ้นรนอยู่นั้น เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนถูกอะไรบางอย่างกระชากตัวอย่างรุนแรง รู้ตัวอีกทีเขาก็นอนกองอยู่บนพื้นพรมในห้องนี้เสียแล้ว เมื่อเขาลุกขึ้นและหันมองไปรอบ ๆ ก็เห็นกระจกบานใหญ่มหึมาซึ่งตั้งอยู่บนผนังด้านหลังเขา หายวับไปต่อหน้าต่อตา

 

เด็กหนุ่มคิดว่าการที่เขามาโผล่ที่นี่ต้องเกี่ยวข้องกับกระจกเจ้าปัญหาบานนั้นแน่นอน จึงไปยืนลูบคลำผนังตรงที่กระจกบานนั้นหายไป หวังว่าจะเจอกลไกบางอย่างที่ทำให้กระจกปรากฏขึ้น แต่ถึงลองใช้ไม้กายสิทธิ์แตะ ๆ ดูแล้ว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผนังที่ติดวอลเปเปอร์ลายกลุ่มดาวเพียงแค่เปล่งแสงวิบวับเท่านั้น อันที่จริงสกอร์เปียสคงจะหลงรักวอลเปเปอร์ลายกลุ่มดาวนี้ ถ้าเขาไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ประหลาดพิกลขนาดนี้

 

สกอร์เปียสมองไปที่โต๊ะทำงานซึ่งมีชั้นหนังสือตั้งอยู่ข้าง ๆ บนโต๊ะมีรูปถ่ายใส่่กรอบตั้งไว้สองรูป ซึ่งดึงดูดความสนใจของเขา เด็กหนุ่มจึงเดินไปดูใกล้ ๆ รูปหนึ่งเป็นรูปคู่บ่าวสาวในงานแต่งงาน หญิงสาวหน้าตางดงามสวมชุดเจ้าสาวลายลูกไม้สีขาวดูน่าทะนุถนอม เส้นผมสีบลอนด์ดัดเป็นลอนยาวสยายประดับด้วยมงกุฎดอกเดซี่สีขาวทำให้เธอดูเหมือนนางไม้ มือข้างหนึ่งถือช่อดอกเดซี่ไว้ อีกข้างโอบเอวของเจ้าบ่าว เธอยิ้มแย้มอย่างร่าเริงและเปี่ยมสุขเมื่อชายหนุ่มผมดำหน้าตาหล่อเหลาโอบเอวรั้งตัวเธอเข้ามาหอมแก้ม ทั้งคู่ดูมีความสุขมากตอนที่เริ่มหมุนตัวไปรอบ ๆ เต้นรำกัน

 

เด็กหนุ่มอดยิ้มให้กับภาพนั้นไม่ได้ เขาปล่อยให้ทั้งสองเต้นรำอยู่ในกรอบรูป ขณะเลื่อนสายตาไปยังอีกรูปซึ่งเป็นรูปถ่ายของครอบครัว ที่อยู่กลางภาพคือเด็กสาวผมบลอนด์วัยประมาณสิบขวบกำลังหมุนตัวอวดชุดเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนให้ครอบครัวของเธอดู เมื่อสกอร์เปียสก้มลงมองจนเห็นใบหน้าของพวกเขาชัดขึ้นเด็กหนุ่มก็อ้าปากค้าง เพราะครอบครัวของเด็กหญิงในภาพนั้นหน้าตาเหมือน ปู่ ย่า พ่อ และแม่ของเขาไม่มีผิด

 

สกอร์เปียสหยิบรูปภาพนั้นขึ้นมาดูใกล้ ๆ มองอย่างไรก็เป็นครอบครัวของเขา เพียงแต่เด็กหญิงในภาพที่หน้าตาเหมือนเขาตอนเด็ก ๆ มากนั้นเป็นใครกัน เขาจำไม่เคยได้ว่ามีพี่สาวหรือน้องสาว… พ่อกับแม่บอกว่าเขาเป็นลูกคนเดียว เพราะแม่ร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะมีน้องให้เขาได้ แล้วเด็กคนนี้มาจากไหนกัน

 

ขณะที่เด็กหนุ่มหัวหมุนด้วยความสับสน ก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น และไม่รอให้เจ้าของห้องขานรับ ประตูไม้เปิดออก ชายหนุ่มผู้ที่สกอร์เปียสจำได้ทันทีว่าเป็นเจ้าบ่าวในรูปแรกก้าวเข้ามาในห้องพร้อมร้องเรียก

 

“สกอร์เปียส แต่งตัวเสร็จหรือ…”

 

เสียงทุ้มสะดุดไปเมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปียืนอยู่ที่โต๊ะทำงานของภรรยาเขา ในมือเด็กหนุ่มยังถือกรอบรูปไว้ด้วย

 

สกอร์เปียสยืนตัวแข็ง ใบหน้าขาวของเด็กหนุ่มยิ่งซีดลงไปอีกเมื่อถูกจับได้ว่าบุกรุกเข้ามาในห้องโดยพลการ แม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่จะให้อธิบายอย่างไรได้ จะให้บอกว่าจู่ ๆ เขาก็หายตัวเข้ามาในห้องนี้ได้เอง โดยคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือกระจกบานหนึ่งซึ่งหายวับไปแล้วอย่างนั้นเหรอ ใครเขาจะไปเชื่อกัน!

 

“นาย… สกอร์เปียส? สกอร์เปียสใช่ไหม”

 

ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามาประชิดตัวเขา ก่อนจะย่อตัวลงจนใบหน้าอยู่ระดับเดียวกัน สกอร์เปียสตกใจกับการเคลื่อนไหวกะทันหันนั้นจนเผลอถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาสีเขียวที่เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดมองหน้าเขาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อและถ้าเด็กหนุ่มไม่ได้คิดไปเอง เขาเห็นแววดีใจในดวงตาคู่นั้นด้วย

 

“เอ่อ… ครับ แล้วคุณคือ…”

 

แม้ในใจสกอร์เปียสจะอยากรัวคำถามใส่ชายหนุ่มตรงหน้าเหลือเกินว่า ที่นี่ที่ไหน เรารู้จักกันด้วยหรือ ชายหนุ่มเป็นคนพาเขามาที่นี่ใช่ไหม แล้วเขาจะกลับไปฮอกวอตส์อย่างไร แต่ด้วยความตกใจ ทำให้เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เขาเห็นชายหนุ่มฉีกยิ้ม ก่อนจะพูดว่า

 

“ฉัน อัลบัส พอตเตอร์ ไง นายจำไม่ได้เหรอ”

 

“หา?!”

 

~*~*~

หนุ่มน้อยสกอร์เปียสวัยสิบห้ากับอัลบัสวัยยี่สิบห้านี่เกิดจากความอยากเห็นของคนเขียนล่้วน ๆ เลยค่ะ ฮา
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ ^ ^

 

ตอนต่อไปอ่านได้ที่นี่ค่ะ >> ตอนที่ 4