Uncategorized

สารบัญ Fiction

Fan Fiction

แฟนฟิคครอสโอเวอร์ Doctor Strange กับ Fantastic Beasts and Where to Find Them

This is Too Weird สตีเฟ่น สเตรนจ์ กับ เพอร์ซิวาล เกรฟส์ (ยังไม่จบ)
:: เรื่องสั้น, สบาย ๆ , ไร้พล็อต, ไร้แก่นสาร, ไร้โพซิชั่น
:: จู่ ๆ เพอร์ซิวาล เกรฟส์ ก็ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ต่างโลกต่างมิติ และมิตินั้นก็มีจอมขมังเวทย์ประหลาดคอยดูแลอยู่ด้วย
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

 

แฟนฟิค แฮร์รี่ พอตเตอร์

  • This Time I Will Never เซเวอรัส สเนป กับ ลิลี่ เอฟเวนส์ (จบแล้วค่า)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่า
    :: หลังจากที่ เซเวอรัส สเนป ตายแล้ว เขาก็ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างตัวเองวัย 11 ปี ตอนที่ยังไมไ่ด้รับการคัดสรร เขาไม่รู้ว่านี่เป็นความฝันหรือความจริง แต่คราวนี้เขาจะไม่ยอมให้ลิลี่เป็นอะไรไปอีกแล้ว เขาจะปกป้องเธอเอง
    บทที่ 1
    บทที่ 2
    บทที่ 3
    บทที่ 4
    บทที่ 5
    บทที่ 6
    บทที่ 7
    บทที่ 8
    บทที่ 9
    บทที่ 10
    บทที่ 11
    บทที่ 12
    บทที่ 13 (จบ)
  • Winter’s Dream อัลบัส พอตเตอร์ x สกอร์เปียส มัลฟอย (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, สกอร์เปียสหญิง, ข้ามมิติ
    :: แม้จะถูกส่งไปโบซ์บาตง แต่ สกอร์เปียส มัลฟอยก็ยังคงโดดเดี่ยวจนกระทั่งถูกกระจกดูดข้ามมิติไปเจอ อัลบัส พอตเตอร์ในอีกมิติหนึ่ง
    ตอนที่ 1
    ตอนที่ 2
    ตอนที่ 3
    ตอนที่ 4
    ตอนที่ 5 
  • Only Me อัลบัส พอตเตอร์ x สกอร์เปียส มัลฟอย (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: อัลบัสคิดว่าตนตกหลุมรักสกอร์เปียส แต่สกอร์เปียสคบกับโรสญาติของเขาอยู่แล้ว
    ตอนที่ 1
    ตอนที่ 2 
  • Fluffy Issue อัลบัส x สกอร์เปียส (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, มุ้งมิ้ง, หางและหูแมว
    :: เมื่ออัลบัสกับสกอร์เปียสพยายามฝึกเป็นแอนิเมจัสเหมือนกับพวกปู่เจมส์ ซิเรียส

แฟนฟิค สัตว์มหัศจรรย์และถิ่นที่อยู่

#NiffNewt เจ้านิฟเฟลอร์ตัวแสบกับนิวท์ สคามันเดอร์

  • [NiffNewt] His Name is? (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, โรแมนติก(?)
    :: สาเหตุที่นิวท์ไม่ตั้งชื่อให้นิฟเฟลอร์ของเขา
  • บันทึกของนิฟเฟลอร์นักล่าขุมทรัพย์ Part 1-5 (ยังไม่จบ)
    :: เรื่อยเปื่อยและโรแมนติกนิด ๆ มั้ง ฮา
    :: นิฟเฟลอร์เป็นพ่อมดแอนิเมจัสนักขุดทองตามเหมือง บังเอิญได้มาเจอกับนิวท์ผู้อยากได้นิฟเฟลอร์สักตัวมานานแล้ว จึงโดนซื้อตัวมาและท่องโลกไปด้วยกันอย่างมึน ๆ
  • Live Happily Ever After (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ซึ้งนิด ๆ
    :: นิฟเฟลอร์เปรียบตัวเองเสมือนตัวประกอบในนิทานที่คอยช่วยเจ้าหญิง(นิวท์)ให้สมหวัง

#JacobQueenie

  • Exception (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, โรแมนติก
    :: เจคอบเป็นความสงบใจของควีนนี่

#Gradence

  • Grave SenSei (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น(มั้ง), โรแมนติก(?)
    :: AU คุณเกรฟ์มาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับ โรงเรียนมาโฮโทะโคะโระ โรงเรียนเวทมนตร์ของญี่ปุ่นที่ครีเดนซ์เรียนอยู่
    Graves Sensei [1]
    Graves Sensei [2]
    Graves Sensei [3]

แฟนฟิค แฮร์ริสัน ออสเตอร์ฟิลด์ กับ ทอม ฮอลแลนด์
#HarrisonTom

  • Happy Birthday, Haz 1 – 2 (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, มุ้งมิ้ง
    :: เมื่อแฮร์ริสันได้รับสิ่งที่ไม่คาดฝันจากทอมเป็นของขวัญ
  • Bad Mate  1  –  2  – 3  –  4  – 5  –  6  –  7  –  8  –  9  – 10  (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: แฮร์ริสันตัดสินใจจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางความรักของไรอันกับทอม
  • Luckiest Happiest (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ, โรแมนติก(มั้ง)
    :: แฮร์ริสันคิดว่าตนเป็นคนโชคดีที่สุดในโลกที่มีทอมอยู่ข้าง ๆ
  • Hold You Dear (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น. สบาย ๆ. โรแมนติก
    :: แฮร์ริสันผู้ดูแลทอมอย่างดี
  • The Fool เจ้าคนซื่อบื้อ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, มุ้งมิ้งมั้ง
    :: คนซื่อบื้อ ไม่รู้เลยว่าอีกคนเขาแอบรักอยู่

 

แฟนฟิค Dunkirk

  • Aftermath กิ๊บสัน และ ทอมมี่ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, หม่น
    :: ทอมมี่หลังจากสงครามจบลง

 

แฟนฟิค เฮตาเลีย

  • หนึ่งปีหกเดือน (อเมริกา x ญี่ปุ่น) 1 – 2 – 3 – 4 (ยังไม่จบ)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ, น่ารักมั้ง
    :: ฮอนดะ คิคุ นักเขียนญี่ปุ่นวัยสี่สิบได้รับอัลเฟรดหนุ่มอเมริกาวัยสิบเก้าปีมาอยู่ด้วยชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง

 

แฟนฟิค มาร์เวล ฮีโร่

  • Don’t Be Greedy แซม วิลสัน กับ สตีฟ โรเจอร์ส  (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: แซมเกิดความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นมา
  • Till The End of The Feeling ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ x โทนี่ สตาร์ค (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: โทนี่ขอปีเตอร์แต่งงาน แต่ว่าถูกปฏิเสธ 
  • Never Answer ฮาเวิร์ด สตาร์ค กับ สตีฟ โรเจอร์ส (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่า
    :: ฮาเวิร์ดสงสัยว่าคนที่พร้อมจะสละตัวเองเพื่อช่วยผู้อื่นอย่างสตีฟจะมีจริง ๆ หรือ 
  • After The Rainbow แซม วิลสัน กับ เจมส์ บาร์นส์ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ
    :: แซมกับเจมส์พักอยู่ในตึกเดียวกัน แต่ไม่เคยพบกันเลย จนกระทั่งวันหนึ่ง… 
  • Keep Dancing On My Own เอ็ดวิน จาร์วิส กับ โทนี่ สตาร์ค (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่า
    :: โทนี่คิดถึงจาร์วิสของเขา 
  • I (am) Like Bird แซม วิลสัน กับ เจมส์ บาร์นส์ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, สบาย ๆ
    :: แซมกับเจมส์แอบชอบนาตาชาแต่นกทั้งคู่ 
  • Like The Rainbow Cake แซม วิลสัน กับ เจมส์ บาร์นส์ (จบแล้ว)
    :: เรื่องสั้น, ดราม่านิด ๆ
    :: วันเกิดเจมส์

 

 

Original

 

AI Story

นิยายไซไฟอบอุ่น เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ในโลกอนาคตกับแม่ของเขา

Advertisements
StrangeGraves

[StrangeGraves] This is Too Weird [2]

This is Too Weird [2] 

คู่: หมอแปลกกับคุณเกรฟส์ 

แนว: สบาย ๆ ไร้พล็อต ไร้แก่นสาร ไร้โพซิชั่น 

**แฟนฟิคครอสโอเวอร์เรื่อง Doctor Strange กับ Fantastic Beasts and Where to Find Them 

 

 

หว่องกำลังทอดไข่ดาวเพิ่มอีกฟอง เสียงน้ำมันในกระทะดังสะท้อนไปทั่วห้องครัวที่เงียบงัน ชายหนุ่มลอบชำเลืองมองผ่านประตูครัวที่เปิดกว้างไปยังห้องอาหารที่อยู่ติดกัน สตีเฟ่นนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ผมที่เคยยุ่งเหยิงจัดทรงจนเรียบแปล้ ร่างสูงเปลี่ยนมาสวมชุดสีน้ำเงินตัวเก่งซึ่งคล้ายชุดชาวฮั่นของจีนหรือกิโมโนของญี่ปุ่น แต่เคลื่อนไหวคล่องตัวกว่า คาดเอวด้วยสายหนังเส้นหนา สวมถุงมือและรองเท้าบูททั้งที่อยู่ในบ้านตัวเอง และหว่องเห็นว่าที่นิ้วชี้กับนิ้วกลางข้างซ้ายสวมแหวนเวทย์ไว้ด้วย เรียกได้ว่าแต่งตัวเต็มยศเพื่อข่มขวัญแขกผู้มาเยือนเต็มที่ และยังมีผ้าคลุมสีแดงโอบไหล่ราวกับสมุนที่พร้อมปกป้องผู้เป็นนายทุกเมื่อ หากแขกที่ไม่ได้รับเชิญซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะคิดจะเล่นตุกติกขึ้นมา 

 

 

เพอร์ซิวาลซึ่งยังคงอยู่ในชุดนอนตัวเดิมมองสำรวจห้องอาหาร โต๊ะกับเก้าอี้ไม้สีเข้มขัดมันเข้าชุดกันเรียบง่ายแต่แข็งแรงและมันวาวราวกับมีคนขัดถูทุกวัน เช่นเดียวกันกับพื้นหินลวดลายแปลกตาที่สะท้อนเงาชัดเจนเกือบจะเทียบเท่ากระจกเงา เชิงเทียนทองเหลืองดัดอย่างประณีตแขวนอยู่บนเพดานเหนือโต๊ะ เล่มเทียนสีขาวติดเปลวไฟช่วยให้ห้องซึ่งมืดทึบเพราะผ้าม่านสีน้ำตาลเข้มสว่างขึ้น มือปราบมารหนุ่มนึกอยากจะเปิดผ้าม่านออกเพื่อดูว่านิวยอร์กของโลกนี้เหมือนกับนิวยอร์กที่เขาจากมาหรือไม่ ความจริงเขาอยากออกไปสำรวจรอบ ๆ ด้วยซ้ำ แต่เห็นได้ชัดว่าพ่อมดตรงหน้าผู้อ้างตัวว่าเป็นด็อกเตอร์จอมขมังเวทย์ผู้ปกป้องโลกจากสิ่งมีชีวิตอันตรายจากมิติอื่น คงไม่ยอมให้เขา—ซึ่งยังจัดประเภทไม่ได้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่ แต่มาจากมิติอื่นแน่นอน—ออกไปเดินท่อม ๆ สำรวจโลกได้ตามใจชอบ 

 

 

ใช่ เพอร์ซิวาลรู้แล้วว่าตัวเองหลุดมาอยู่ในอีกโลกอีกมิติหนึ่งที่คล้ายโลกเดิมของเขามาก แถมยังมีพ่อมด—หรือที่พวกเขาเรียกตัวเองว่าจอมเวทย์—เหมือนกันด้วย มือปราบมารหนุ่มยังไม่รู้ว่าเวทมนตร์ของพวกเขาแตกต่างกันอย่างไร เพราะด็อกเตอร์อะไรนี่ยังไม่เคยใช้เวทมนตร์ให้เขาเห็น ยกเว้นแต่ตอนลอยจากชั้นสองลงมาชั้นหนึ่งเพื่ออวดพลังของผ้าคลุมวิเศษ 

 

 

ที่จริงเพอร์ซิวาลก็สนใจผ้าคลุมที่ดูเหมือนจะมีชีวิตผืนนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นสิ่งของที่ดูมีชีวิต ไม้กวาดที่เขาเคยใช้ตอนยังเรียนอยู่ก็เหมือนมีชีวิตเช่นกัน พวกมันรับรู้ได้ว่าผู้ขี่กลัวการบินหรือไม่ แต่เขาไม่เคยเห็นสิ่งของที่พยายามปกป้องผู้ใช้ด้วยเจตจำนงของมันเองมาก่อนโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องร่ายคาถาหรือออกคำสั่ง 

 

 

เมื่อสตีเฟ่นเห็นเพอร์ซิวาลจ้องเขม็งไปยังผ้าคลุมของเขา หมอจอมเวทย์ก็กระแอ่มไอ ก่อนจะเอ่ยถามว่า 

 

 

“คุณจะดื่มอะไร ชาไหม” 

 

 

ทันใดนั้น บริเวณโต๊ะที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าทั้งสองก็ปรากฏกาน้ำชาทรงสูงและถ้วยชาทองเหลืองไร้หูจับสองใบ มีควันและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาจากถ้วยตรงหน้าเพอร์ซิวาล มือปราบมารหนุ่มมองถ้วยชานั้นด้วยสีหน้านิ่งสนิท แต่นึกประเมินคุณหมอจอมเวทย์ว่า ‘ไม่ธรรมดา’ ในโลกของเขา คาถาเสกสิ่งของให้ปรากฎขึ้นในพริบตา ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายดาย แถมจอมเวทย์ตรงหน้ายังไม่ต้องพึ่งพาไม้กายสิทธิ์ หรือขยับมือแม้แต่นิดเดียว ไม่แน่ว่าพ่อมดที่นี่อาจใช้อุปกรณ์อื่นในการรวบรวมสมาธิแทนไม้กายสิทธิ์ แต่กระนั้นก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี 

 

 

เพอร์ซิวาลยกถ้วยชาอุ่น ๆ ใบนั้นจรดริมฝีปาก แต่ไม่ได้ปล่อยให้น้ำชาแตะริมฝีปากแม้แต่หยดเดียว 

 

 

สตีเฟ่นสังเกตเห็นการกระทำนั้น จึงอดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “ผมไม่วางยาคุณหรอก ถ้าจะฆ่าคุณ ผมมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้” เขายกถ้วยชาของตัวเองขึ้นดื่มเป็นตัวอย่าง ก่อนจะถามต่อ “หรือคุณอยากได้อะไรเพิ่ม น้ำตาล? น้ำผึ้ง? นม? หรืออยากดื่มอย่างอื่น” 

 

 

ดวงตาสีดำของมือปราบมารจ้องเขม็งเข้าไปในตาของหมอจอมเวทย์ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างไม่ลังเลอีก เพอร์ซิวาลรู้ว่าสตีเฟ่นไม่ได้โกหก เขาจึงกล้าดื่ม และเมื่อหว่องยกจานไข่ดาว ขนมปังปิ้ง และไส้กรอกมาให้ เขาก็กินอย่างมีมารยาท 

 

 

ท่าทางการจับมีดส้อมของเพอร์ซิวาลน่าดูมาก แม้จะอยู่ในชุดนอนก็ตาม สตีเฟ่นจึงเผลอมองเขากินอยู่ครู่หนึ่ง เขาเคยไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของชนชั้นสูงมาหลายงาน แต่หายากที่จะมีคนที่ดูสง่างามและน่ามองทุกการเคลื่อนไหวอย่างชายหนุ่มจากต่างโลกคนนี้ 

 

 

จนกระทั่งสบตาสีเข้มที่มองมาราวกับจะอ่านใจเขาได้ นานแพทย์จอมเวทย์จึงลงมือกินอาหารเช้าของตนบ้าง 

 

 

หว่องที่นั่งกินอาหารอยู่ข้างสตีเฟ่น เห็นสายตาของจอมขมังเวทย์ซึ่งมองไปยังชายแปลกหน้าแล้ว ก็นิ่งงันไปครู่ เขาไม่เคยเห็นสตีเฟ่นใช้สายตาแบบนั้นมองใครมาก่อนเลย แต่หว่องก็ตีความสายตานั้นไม่ออก ชายหนุ่มจึงหันไปมองเพอร์ซิวาลอย่างพิจารณามากขึ้น แต่เขาไม่เห็นสิ่งผิดแปลกตรงไหน จึงกลับมาสนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าต่อ 

 

 

หลังจากจานทั้งสามใบสะอาดเกลี้ยงเกลาแล้ว หว่องก็ขอตัวไปทำงานบรรรณารักษ์ของเขา ปล่อยให้อีกสองคนนั่งเผชิญหน้ากันตามลำพัง 

 

 

“คุณอยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไหม” 

 

 

สตีเฟ่นเอ่ยถามเพอร์ซิวาลซึ่งยังอยู่ในชุดนอนราวกับเพิ่งนึกขึ้นมาได้ แน่นอนว่ามือปราบมารหนุ่มอยากชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่รัดกุมกว่านี้ แต่ช่วงเวลาที่เขาอาบน้ำจะเป็นการเปิดช่องว่างให้หมอจอมเวทย์โจมตีได้ เขาจึงบอกปัดว่าไม่เป็นไร 

 

 

“ถ้างั้น เราย้ายไปห้องนั่งเล่นกันดีกว่า” 

 

 

ยังไม่ทันที่เขาจะตอบรับ ร่างของเขาก็เหมือนถูกดึงไป เพียงพริบตาเขาก็ถูกผลักให้นั่งลงบนเก้าอี้นวมหุ้มหนังสีน้ำตาลหรูหรา ซึ่งตั้งอยู่ริมเตาผิง โดยมีจอมเวทย์นั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัว ห่างกันเพียงช่วงแขนเดียวเท่านั้น 

 

 

ดวงตาสีดำปรากฏแววตื่นตระหนก ก่อนจะบังคับตัวเองให้นิ่งไว้ จ้องมองไปในดวงตาสีเทาของสตีเฟ่นอย่างไม่อยากเชื่อ พ่อมดคนนี้ ไม่ได้ดีแต่ปาก เขาเป็นจอมขมังเวทย์จริง ๆ ยังไม่ทันแตะตัว เขาซึ่งเป็นถึงหัวหน้ามือปราบมารก็ถูกลากไปมาได้อย่างง่ายดาย หากคนตรงหน้าจะเอาชีวิตเขา ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาพิษเลย เพียงพริบตาเขาก็คงตายไปแล้ว อาจจะยังไม่ทันรู้สึกเจ็บด้วยซ้ำ 

 

 

หน้าผากของเพอร์ซิวาลเริ่มมีเหงื่อซึม แต่คำพูดต่อมาของสตีเฟ่นทำให้เขาประหลาดใจ 

 

 

“ผมไม่ฆ่าคุณหรอก ผมแค่จะถามรายละเอียดของโลกที่คุณจากมา ผมจะได้ส่งคุณกลับไปถูกที่ถูกเวลา” 

 

 

เพอร์ซิวาลสบตาของหมอจอมเวทย์อีกครั้ง อีกครั้งที่เขาพบว่า สตีเฟ่นไม่ได้โกหก ร่างที่เครียดเกร็งก็ผ่อนคลายลงได้บ้าง มือปราบมารเอนตัวไปข้างหน้า ก่อนจะถามอย่างสงสัย 

 

 

“คุณส่งคนข้ามมิติได้ด้วยหรือ คุณสเตรนจ์” 

 

 

“สตีเฟ่น” จอมเวทย์หนุ่มบอก “เรียกผมว่า สตีเฟ่น” 

 

 

“สตีเฟ่น” เพอร์ซิวาลยอมเรียกตามแต่โดยดี เพราะเห็นว่า คนตรงหน้านอกจากไม่ได้มีเจตนาร้ายแล้วยังคิดจะช่วยส่งเขากลับโลกเดิมด้วย 

 

 

แม้สตีเฟ่นจะมีสีหน้านิ่งเฉย แต่ในใจกลับเจ้ารู้สึกประหลาด ทั้งประหลาดใจตัวเองที่เอ่ยปากขอให้เรียกเขาด้วยชื่อจริง ประหลาดใจที่เพอร์ซิวาลยอมเรียกด้วย ทั้งยังประหลาดใจกับความรู้สึกที่ตนมีต่อเสียงที่พ่อมดต่างถิ่นตรงหน้าเรียกชื่อเขา ความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน แต่ว่าสตีเฟ่นยังไม่อยากยอมรับ เขาไม่ควรมีความรู้สึกแบบนี้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับคนต่างโลกต่างมิติ 

 

 

นายแพทย์จอมขมังเวทย์พยายามสงบใจตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจว่า รีบส่ง ๆ พ่อมดตรงหน้ากลับโลกเดิมไปเสีย จะได้รีบตัดความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นทิ้งไป เขาจึงตอบว่า ใช่ เขาส่งคนข้ามมิติได้ และขอให้เพอร์ซิวาลบรรยายโลกที่จากมาให้เขาฟัง 

 

-*-*-*-

 

คุณเกรฟส์คนพอร์น ทำอะไรก็ดูดีน่ามองไปหมด 5555

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่า

StrangeGraves

[StrangeGraves] This is Too Weird [1]

This is Too Weird [1]

 

คู่: สตีเฟ่น สเตรนจ์ และเพอร์ซิวาล เกรฟส์ (ยังไม่มีโพตายตัวนะคะ) 

 

แนว: สบาย ๆ ไร้พล็อต ไร้แก่นสาร ไร้โพซิชั่น 

 

หมายเหตุ: แฟนฟิคข้ามจักรวาลของหนัง Doctor Strange และ Fantastic Beasts and Where to Find Them 

 

หมายเหตุอีกครั้ง: ผู้เขียนข้อมูลไม่แน่น เขียนสนองความอยากของตัวเองล้วน ๆ หากข้อมูลผิดพลาด บอกผู้เขียนหน่อยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ^^ 

 

 

 

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่หว่องกำลังทอดไข่ดาวหอมกรุ่น พลางชำเลืองดูขนมปังปิ้งในเตาว่าสุกได้ที่หรือยัง เขาก็ได้ยินเสียงกรี๊ดของ สตีเฟ่น สเตรนจ์ ดังมาจากห้องนอนชั้นสอง 

 

 

…ก็ได้ ๆ เขายอมรับว่าเล่าเกินจริงไปหน่อยตรงที่บอกว่าหมอนั่นกรี๊ด แต่เสียงร้องด้วยความตกใจของหมอนั่นแม้จะแผ่วเบา แต่สำหรับเขาก็คล้ายเสียงกรี๊ดนั่นแหละ 

 

 

คิ้วของชายหนุ่มชาวเอเชียขมวดมุ่น ดวงตาเรียวเล็กหรี่ลงแทบจะเป็นเส้นตรง เกิดอะไรขึ้น ถึงขั้นทำให้ ดร.สตีเฟ่น สเตรนจ์ ซึ่งเป็นจอมขมังเวทย์อันดับหนึ่งของโลก(และเคยเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งของโลกด้วย ตามที่เจ้าตัวเอ่ยอ้าง) ถึงกับเสียจริตร้องออกมาด้วยความตกใจได้ 

 

 

ไวเท่าความคิด หว่องก็เคลื่อนย้ายร่างท้วมแต่แข็งแกร่งดั่งภูผาในผ้ากันเปื้อนสีขาวจับระบายที่แขนและชายผ้า ซึ่งคริสติน—อดีตแฟนสาวของสตีเฟ่น—มอบให้เขา เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีผ้ากันเปื้อนใช้ทำครัว 

 

 

แม้หว่องจะไม่ปลื้มระบายเท่าไร แต่เมื่อมีคนให้ของมาก็ต้องใช้ ไม่ให้เสียเปล่าและเสียน้ำใจผู้ให้ เขาจึงใส่ผ้ากันเปื้อนจับระบายนี้ทำอาหารทุกวัน ไม่สนใจคำหยอกและสายตาล้อเลียนของเจ้าหมอจอมเวทย์ปากกรรไกรนั่น 

 

 

ตอนนี้ช่างผ้ากันเปื้อนก่อน หว่องเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วขึ้นไปยังชั้นสอง และหยุดหน้าประตูไม้ขัดมันซึ่งมีด้ามจับสีทองหรูหรา ได้ยินเสียงชายสองคนดังมาจากหลังบานประตู เสียงหนึ่งเป็นเสียงกวนประสาท(ในความเห็นของหว่อง)ของสตีเฟ่น อีกเสียงเป็นเสียงทุ้มไม่คุ้นหู 

 

 

ได้ยินดังนั้นหว่องจึงสรุปได้ว่า มีชายแปลกหน้าอยู่ในห้องนอนของสตีเฟ่น 

 

 

แล้วเข้ามาได้อย่างไรกัน ในเมื่อสตีเฟ่นได้กางข่ายเวทย์ปิดกั้นแซงค์ทรัมของพวกเขาไว้ ไม่ให้ใครเข้าออกได้ตามใจชอบ 

 

 

หรือชายผู้นั้นจะเป็นจอมเวทย์ที่เก่งกาจและมีพลังยิ่งกว่าสตีเฟ่น 

 

 

ยังจะมีใครที่มีพลังมากกว่าสตีเฟ่นอีกหรือ ไม่มีทาง! 

 

 

คิดได้ดังนั้น หว่องจึงสรุปได้ว่า สตีเฟ่นคงเป็นคนเชิญแขกคนนี้เข้ามาเอง 

 

 

แต่ทำไมถึงได้ร้องเสียงหลงราวกับหญิงสาวเจอแมลงสาบอย่างนั้น 

 

 

ด้วยความสงสัย หว่องจึงถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป 

 

 

แล้วพบชายสองคนยืนอยู่คนละมุมห้อง ทั้งสองสวมชุดนอน มีสภาพเหมือนเพิ่งตื่นนอน หว่องมองสตีเฟ่นซึ่งยังอยู่ในชุดนอนผ้าฝ้ายสีครีม ผมเผ้าที่ปรกติจะเซ็ตตัวอย่างดียุ่งเหยิง ข้างกายเขามีผ้าคลุมสีแดงโบกสะบัดลอยอยู่กลางอากาศ เปรียบเสมือนนคู่หูที่ตั้งใจร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับชายหนุ่ม ดวงตาสีเทาของสตีเฟ่นจ้องเขม็งไปยัง ‘แขก’ ซึ่งยืนอยู่อีกมุมห้องอย่างไม่วางใจ 

 

 

หว่องมองตามสายตานั้นไป ชายแปลกหน้าคนนั้นยืนเกือบจะชิดหน้าต่าง ร่างที่น่าจะสูงพอ ๆ กับเขา แต่มีกล้ามเนื้อน้อยกว่าอยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีดำสนิท ผมสั้นสีดำยุ่งเหยิงไม่แพ้ผมของสตีเฟ่น โครงหน้าหล่อเหลาเอาการ โดดเด่นด้วยคิ้วเข้มซึ่งยามนี้ขมวดมุ่นด้วยความตึงเครียด ดวงตาสีนิลจ้องเขม็งมาที่พวกเขาและผ้าคลุม ท่ายืนปักหลักพร้อมสู้ ไม่เปิดช่องว่างให้แม้แต่น้อย 

 

 

ดวงตาเรียวของหว่องมองไปทางสตีเฟ่นอีกครั้ง เขาเลิกคิ้วขึ้น ถามทางสายตาโดยไม่เอ่ยคำ แต่สตีเฟ่นกลับส่ายหน้า แทนคำตอบว่าเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนจะหันไปพูดกับชายแปลกหน้า 

 

 

“คุณเห็นไหม นี่หว่อง เพื่อนร่วมบ้านของผม” สตีเฟ่นผายมือไปทางหว่องที่ยืนอยู่ข้างเขา ก่อนจะพูดต่อ “เขาคือหลักฐานว่านี่เป็นห้องของผม บ้านของผม คุณต่างหากที่อยู่ผิดที่ ทีนี้จะตอบคำถามของผมได้หรือยัง คุณเป็นใคร เข้ามาในบ้านและในห้องของผมได้ยังไง” 

 

 

ดวงตาของชายแปลกหน้ามีแววหวาดหวั่นผาดผ่านเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับเป็นเรียบเฉยในพริบตา หากไม่ได้สังเกต สตีเฟ่นคงไม่รู้ว่าชายตรงหน้ากำลังกลัว จอมขมังเวทย์เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ดูท่าชายแปลกหน้าคนนี้คงจะไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้ตั้งใจมา แสดงว่าไม่มีเจตนาร้าย คิดได้ดังนั้น สตีเฟ่นจึงรีบพูดเสริม 

 

 

“ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ทำอะไรคุณหรอก ถ้าคุณไม่ทำอะไรเราก่อนน่ะนะ” จอมขมังเวทย์หยอดมุข แต่คนตรงหน้ากลับยังมีสีหน้าตึงเครียด เขาจึงกระแอมไอแล้วรีบแนะนำตัว 

 

“ผม ดร.สตีเฟ่น สเตรนจ์ จอมเวทย์ผู้มีหน้าที่ตรวจตราและปกป้องโลก ส่วนคนนี้คือ มาสเตอร์หว่อง จอมเวทย์ผู้ช่วยและเพื่อนร่วมบ้านของผม… อ้อ และนี่ ผ้าคลุมเลเวียธาน คู่หูของผม” 

 

 

สตีเฟ่นรีบเสริมเมื่อถูกผ้าคลุมสะกิดไหล่ พวกเขาแนะนำตัวเองแล้ว แต่คิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นของชายแปลกหน้ากลับไม่คลายลงเลย แต่กระนั้นก็ยังเอ่ยแนะนำตัวด้วยเสียงนุ่มทุ้มที่สะกดใจคนฟัง 

 

 

“เพอร์ซิวาล เกรฟส์ มือปราบมาร หัวหน้ากองควบคุมกฎหมายเวทมนตร์” 

 

 

เพอร์ซิวาลได้ยินว่าคนตรงหน้าเป็นพ่อมดเช่นกัน ประกอบกับผ้าคลุมลอยได้ตรงหน้าไม่ใช่ของที่โนแมจจะมีครอบครองแน่นอน เขาจึงกล้าแนะนำตัวเต็มยศ หวังว่าเจ้าของบ้านจะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของเขามาบ้าง เพราะเขาเองเป็นมือปราบมารที่มีชื่อเสียงในอเมริกาไม่น้อย 

 

 

แต่สตีเฟ่นกลับขมวดคิ้ว ก่อนจะถามกลับ “มือปราบมาร? หัวหน้ากองควบคุมกฎหมายเวทมนตร์? อะไรล่ะนั่น ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” 

 

 

ชายหนุ่มหันไปมองหว่องเป็นเชิงถามว่ารู้จักไหม แต่หว่องส่ายหน้า เพอร์ซิวาลเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับท่าทีของทั้งสอง จึงอธิบายเพิ่ม 

 

 

“ผมเป็นคนของมาคูซา สภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา” 

 

 

“ผมอยู่อเมริกามาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องสภาเวทมนตร์อะไรนั่นเลยนะ” 

 

 

“ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน” 

 

 

คำตอบของสตีเฟ่นกับหว่อง ทำให้เพอร์ซิวาลนิ่งอึ้งไป หากเป็นพ่อมด ต่อให้ไม่ได้เป็นคนอเมริกา เมื่อมาเยือนอเมริกาก็ต้องขออนุญาตพกพาไม้กายสิทธิ์ ถึงอย่างไรก็ต้องเคยได้ยินชื่อมาคูซา… ไม่สิ… สองคนนี้ไม่เคยได้ยินแม้แต่คำว่า ‘มือปราบมาร’ และยังไม่ใช่โนแมจอีกด้วย ถ้าอย่างนั้นพวกเขามาจากไหน เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาคูซา… หรือว่า… 

 

 

เพอร์ซิวาลไม่กล้าคิดต่อ มือปราบมารหนุ่มตัดสินใจหาข้อมูลก่อน 

 

 

“ที่นี่คือที่ไหน” 

 

 

“บ้านผม” 

 

 

คำตอบสั้นห้วนแถมไม่เผยข้อมูลอะไรเลยทำให้เพอร์ซิวาลมองหน้าผู้ที่อ้างตนว่าเป็นจอมเวทย์ แม้ใบหน้าตอบของชายหนุ่มจะเรียบเฉย แต่ดวงตาสีเทาคู่นั้นกลับแฝงแววสนุกสนาน ทำเอาเขาอยากเสกคำสาปใส่สักชุดสองชุด แต่เขาไม่รู้ว่าคนตรงหน้ากับผู้ช่วยชาวต่างชาติมีฝีมือและลูกเล่นอะไรบ้าง ยังไม่ต้องพูดถึงผ้าคลุมวิเศษที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะปกป้อง ‘คู่หู’ ทุกเมื่อ หากเขาเริ่มเคลื่อนไหวแม้สักนิด แถมที่นี่ยังเป็นเขตของพวกนั้นอีกด้วย มือปราบมารหนุ่มจึงอดกลั้น ก่อนจะถามต่ออย่างเจาะจงกว่าเดิม 

 

 

“บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ที่ไหน” 

 

 

“177A ถนนบลีคเคอร์ กรีนวิชวิลเลจ นิวยอร์ก” 

 

 

สตีเฟ่นพูดรัวเร็วราวกับไม่อยากให้เขาจำได้ แต่เพอร์ซิวาลจำได้ เขาจะจำไม่ได้ได้อย่างไร ในเมื่อที่อยู่นั่นคือที่อยู่อพาร์ทเม้นท์ของเขาเอง! 

 

 

เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย! 

 

 

-*-*-*-

 

 

เขียนสนองนี้ดตัวเองล้วน ๆ ค่ะ 555555

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 13 (จบ)

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

แนว: ดราม่า

เรื่องนี้้เป็นแฟนฟิคชั่นของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

บทที่ 1  บทที่ 2  บทที่ 3  บทที่ 4  บทที่ 5  บทที่ 6

บทที่ 7  บทที่ 8  บทที่ 9  บทที่ 10  บทที่ 11  บทที่ 12

 

 

XIII

 

เซเวอรัสจัดฉากให้ลูเซียสรู้ว่าเขาเองที่เป็นผู้รักษาความลับของครอบครัวพอตเตอร์ จอมมารจึงโกรธมากเมื่อรู้ว่าตัวเองถูกตัวหมากที่ไว้ใจทรยศ เขาบังคับให้ชายหนุ่มบอกที่อยู่ของพวกนั้นแก่เขา แต่แน่นอนว่าเซเวอรัสไม่มีทางพูด

 

ชายหนุ่มทิ้งไม้กายสิทธิ์ลง ไม่มีการป้องกันตัวใดใด เขาตัดสินใจแล้วว่าจะยอมตายเพื่อครอบครัวพอตเตอร์

 

โทสะของจอมมารถึงขีดสุด เขาเสกคำสาปกรีดแทงทรมานเซเวอรัสจนชายหนุ่มแทบจะอยากจะตายไปให้พ้น เสียงกรีดร้องของเขาดังระงมไปทั่วท่ามกลางรอยยิ้มอย่างสะใจของผู้เสพความตายคนอื่น ๆ

 

จอมมารทรมานเขาและหยุดเพื่อบังคับให้เขาพูด แต่ไม่ว่าจะโดนทรมานจนเสียงกรีดร้องแหบแห้งแค่ไหน เซเวอรัสก็ไม่ยอมปริปาก โวลเดอมอร์จึงเริ่มหมดความอดทน เขาลงมือสังหารเซเวอรัสด้วยตัวเอง ก่อนจะบุกไปยังก็อดดริกส์โฮลโล่ ตามที่เขาเค้นเอาภาพความทรงจำของเซเวอรัสมาได้ ครอบครัวพอตเตอร์จะต้องอยู่ที่นั่น

 

คืนนั้นเอง ดัมเบิลดอร์เป็นคนชวนเจมส์กับลิลี่ออกมาเดินเล่น ทั้งสองคิดว่าหากตนอยู่กับดัมเบิลดอร์ก็คงไม่เป็นไร แต่จอมมารกลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าโบสถ์ซึ่งพวกเขาเคยใช้จัดงานแต่งของเจมส์กับลิลี่

 

ทั้งสี่คนดวลกัน แต่โวลเดอมอร์ไม่อาจเอาชนะอีกสามคนได้ และไม่ว่าจะเสกคำสาปใดไปก็สะท้อนกลับหมด เขาไม่อาจแตะต้องลิลี่ เจมส์ และดัมเบิลดอร์ได้เลย

 

“ทำไมถึง–”

 

“เธอไม่เข้าใจหรือ ทอม” ดัมเบิลดอร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังสั่งสอนศิษย์หัวทึบคนหนึ่ง “เซเวอรัส สเนป สละชีวิตเพื่อปกป้องลิลี่ เจมส์ และแฮร์รี่ เธอจึงไม่มีทางแตะต้องพวกเขาได้เลย ทอม”

 

โวลเดอมอร์ไม่เชื่อคำนั้น เขาพยายามเสกคำสาปพิฆาตใส่ลิลี่ แต่แล้วคำสาปสะท้อนกลับใส่ตัวเอง

 

เสียงกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานดังก้องไปทั่วก็อดดริกส์โฮลโล่ ก่อนที่ร่างของโวลเดอมอร์จะสลายกลายเป็นผงธุลี เจ้าแห่งศาสตร์มืดจากไปแล้ว แม้จะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น แต่พวกเขาทั้งสามคนปลอดภัย และแฮร์รี่ที่นอนหลับอยู่ในเปลก็ปลอดภัยเช่นกัน

 

เซเวอรัสได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ให้ดัมเบิลดอร์ ในนั้นเล่าเรื่องฮอร์ครักซ์ของโวลเดอมอร์ไว้ และเตือนเรื่องพวกเลสแตรงจ์จะบุกโจมตีครอบครัวลองบัตท่อม ขอให้พวกเขาระวังไว้ จนกว่าจะจับผู้เสพความตายตามรายชื่อที่เซเวอรัสแนบมาด้วยได้หมดทุกคน

 

งานศพของเซเวอรัส สเนปจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ โดยดัมเบิลดอร์เป็นคนจัดการให้ทั้งหมด เขาเล่าวีรกรรมของเซเวอรัสให้ทุกคนที่มาร่วมงานฟัง เมื่อเรื่องนี้แพร่ออกไป ผู้วิเศษจากทั่วสารทิศก็มาเคารพศพของเซเวอรัส แม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักชายหนุ่มเลยก็ยังดื่มให้เขาในฐานะวีรบุรุษผู้เสียสละตนเพื่อปราบเจ้าแห่งศาสตร์มืด

 

พ่อแม่ของเซเวอรัสใจสลาย แม้เจมส์กับลิลี่สัญญาว่าจะดูแลพวกเขาทั้งสองคนแทนเซเวอรัส แต่พวกเขาแทบไม่อยากมองหน้าครอบครัวพอตเตอร์เลย พ่อของเซเวอรัสเกือบจะต่อยหน้าเจมส์กลางงานศพ แต่ดัมเบิลดอร์เข้ามาไกล่เกลี่ยได้ทัน

 

ความโศกเศร้ายังคงเกาะกินใจของลิลี่ไปนานแสนนาน จนกระทั่งหนึ่งปีต่อมา เธอได้รับจดหมายเซเวอรัส โดยมีม้วนกระดาษแผ่นเล็กจากแม่ของเขาแนบไว้ว่าเซเวอรัสทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้ให้เธอ

 

 

ลิลี่ที่รัก

 

เมื่อเธอได้รับจดหมายฉบับนี้ ฉันคงจากไปนานแล้ว

ขอให้เธอรู้ไว้ว่า ฉันเต็มใจทำแบบนี้ด้วยตัวเอง ฉันไม่อาจทนเสียเธอไปโดยไม่ทำอะไรได้อีกแล้ว ไม่ว่าโลกแห่งนี้จะเป็นความจริงหรือเป็นเพียงความฝันของฉันก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ชีวิตของฉันหลังจากที่เธอจากไป มันช่างว่างเปล่า ฉันมีชีวิตอยู่ราวกับร่างไร้วิญญาณ ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ แต่ไร้ความรู้สึก คราวนี้ฉันจึงเลือกทางนี้ ทางที่ฉันจะไม่ต้องทุกข์ทรมานหลังจากเสียเธอไป

เพราะงั้นเธออย่าได้โทษตัวเองเลยนะ ฉันเป็นคนเลือกทางที่เห็นแก่ตัวนี้เอง

ขอโทษด้วยที่ตัดสินใจเอาเองโดยไม่ได้บอกเธอ

ฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอเธอ ดีใจจริง ๆ ที่เราเป็นเพื่อนกัน ขอบคุณนะ ลิลี่ เธอเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย

 

รักเสมอ

เซเวอรัส สเนป

 

End

 

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตอนจบนี้นะคะ

จริง ๆ เราจัดรวมเล่มด้วย เล่มล่ะ 200 บาท หนังสือขนาด B6 จำนวน 125 หน้า ในเล่มเป็นกระดาษ Green Read ค่ะ

ส่วนหน้าปกเป็นแบบนี้ค่ะ

wCYNBECv

ขอบคุณมายที่ทำปกให้พี่นะคะ (ใครสนใจติดต่อนักวาดได้ที่เพจ คุณมายฝึกวาดรูป)

หากสนใจซื้อหนังสือเรื่องนี้สามารถติดต่อเราทางคอมเม้นท์หรือทางทวิตเตอร์ @nonsenseman ได้เลยค่ะ

โดยส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้เป็นผลงานที่ผิดพลาดเรื่องหนึ่งของเราค่ะ เหมือนยังเขียนได้ไม่ถึงขั้น แต่ก็สุด ๆ แล้วสำหรับเราในตอนนี้ เราต้องพัฒนาอีกเยอะเลยค่ะ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกล้มเหลวนี้อีกในครั้งต่อ ๆ ไป

ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 12

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

แนว: ดราม่า

เรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่นของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่ บทที่ 1  บทที่ 2  บทที่ 3  บทที่ 4  บทที่ 5

บทที่ 6  บทที่ 7  บทที่ 8  บทที่ 9  บทที่ 10  บทที่ 11

 

 

XII

 

เมื่อคนเรามีความสุข เวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ วันเวลาของเซเวอรัสจึงเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว สวนทางกับความรู้สึกเปี่ยมสุข ช่วงเวลาที่เขาได้ใช้ชีวิตในฮอกวอตส์อย่างมีความสุขทุกวันกับลิลี่ได้ผ่านไปแล้ว

 

ลิลี่เริ่มเปิดใจให้เจมส์ตอนที่ทั้งคู่เรียนปีหก และตกลงคบกันในฐานะคนรัก

 

ก่อนที่ลิลี่จะตัดสินใจคบกับเจมส์ เธอบอกกับเซเวอรัสตามตรงว่า เธอคิดกับเขาแค่เพื่อนเท่านั้น เธอรู้ตัวแล้วหลังจากขบคิดมานาน เธอรู้แล้วว่าความรักที่มากกว่าเพื่อนเป็นอย่างไร และเธอไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับเขา

 

เซเวอรัสนิ่งฟังเธอด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เขาคงชินชาเสียแล้วกับความจริงที่ว่า ลิลี่ไม่ได้รักเขา เด็กหนุ่มจึงบอกเธอว่า ไม่เป็นไรหรอก แค่เธอยังเป็นเพื่อนเขา เขาก็ดีใจมากแล้ว และไม่ได้คัดค้านหรือแสดงท่าทีต่อต้านใดใด เมื่อลิลี่บอกเขาว่า เธอตัดสินใจจะคบกับเจมส์ เซเวอรัสคิดว่าเขาได้พยายามแล้ว พยายามที่จะเปลี่ยนใจเธอ พยายามที่จะให้เธอหันมารักเขา แต่ลิลี่ยังเลือกเจมส์ แม้จะรู้สึกเจ็บใจ แต่เขาก็ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี

 

ลิลี่กับเจมส์แต่งงานกันหลังจากจบจากฮอกวอตส์ได้หนึ่งปี พิธีจัดที่โบสถ์เล็ก ๆ ใกล้บ้านของเจมส์ที่ก็อดดริกส์โฮลโล่ แขกเรื่อในงานมีเพียงพ่อแม่ของทั้งสอง เพ็ตทูเนียที่มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้น้องตามคำขอร้องของแม่ เพื่อน ๆ ในกลุ่มของลิลี่ ซิเรียสซึ่งเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว รีมัส ปีเตอร์ คนในภาคีนกฟีนิกซ์ บาธิลดา แบ็กช็อต เพื่อนบ้านของครอบครัวพอตเตอร์ ดัมเบิลดอร์ และเซเวอรัสที่เข้าร่วมเพียงเพราะลิลี่ขอร้องให้มา

 

ลิลี่ในชุดเจ้าสาวสีขาวสวยจนเซเวอรัสแทบหยุดหายใจ เรือนผมสีแดงของเธอถูกม้วนขึ้นและประดับด้วยมงกุฎกุหลาบขาว ดวงตาสีเขียวสดใสของเธอทอประกายสุขล้น รอยยิ้มร่าเริงของเธอที่ส่งมาให้ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเต็มตื้นและขณะเดียวกันก็ปวดใจด้วย ลิลี่ดูมีความสุขมากเสียจนเซเวอรัสรู้สึกเจ็บปวด กระนั้นเขาก็ส่งยิ้มอย่างฝืดฝืนให้เธอ และอดทนร่วมพิธีจนจบ และเร่งจากไปโดยไม่ได้บอกลาเธอ

 

เซเวอรัสไม่อาจยินดีไปกับลิลี่ได้ เขาจึงหันเหความสนใจโดยการทุ่มเทเป็นสายลับให้กับภาคีนกฟีนิกซ์ ซึ่งทั้งเขา ลิลี่ และพวกพอตเตอร์เข้าร่วมทันทีที่บรรลุนิติภาวะ

 

นอกจากเขาแล้วยังมีรีมัส ลูปิน ซึ่งเป็นสายลับให้กับภาคีด้วย เซเวอรัสตัดสินใจบอกดัมเบิลดอร์ว่า เขาปรุงยาระงับหมาป่าได้เมื่อเขาขึ้นปีเจ็ด ดัมเบิลดอร์ดีใจมากที่รีมัสจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในคืนวันเพ็ญอีกต่อไป

 

รีมัสรู้สึกซาบซึ้งบุญคุณของเขามาก แม้เซเวอรัสจะไม่ต้องการก็ตาม เขาแค่ทำไปเพราะรีมัสถือเป็นเพื่อนของลิลี่คนหนึ่ง และจะมีประโยชน์ต่อแฮร์รี่ในอนาคตก็เท่านั้นเอง

 

เซเวอรัสทำหน้าที่สายลับได้ดีเช่นเคย เขาทำให้ลูเซียสไว้ใจและพาเขาเข้าร่วมกลุ่มได้ จอมมารเองก็ไว้ใจเขามาก เพราะเซเวอรัสเป็นสายสืบให้พวกเขาได้อย่างไร้ที่ติ เขาบอกข้อมูลสำคัญให้จอมมารมากมาย เขาบอกที่อยู่ของคนในภาคีนกฟีนิกซ์ให้ได้ แต่ก็บอกให้คนในภาคีเตรียมรับมือผู้เสพความตายไว้เช่นกัน และบอกที่อยู่ของผู้เสพความตายให้กับภาคีด้วย เพราะอย่างนั้นแทนที่ผู้เสพความตายจะเก็บคนของภาคีได้ทีละคนเหมือนเมื่อก่อน กลับกลายเป็นคนของภาคีจับผู้เสพความตายได้ทีละคน ผู้เสพความตายที่มีจำนวนมากกว่าพวกเขาหลายสิบเท่าจึงลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงสองในสาม

 

โวลเดอมอร์เริ่มสงสัยหลังจากผู้เสพความตายถูกจับกุมมากจนผิดสังเกต จอมมารรู้สึกตัวช้าเพราะในสายตาของเขา ผู้เสพความตายก็เป็นเพียงหมากให้เขาใช้เดินเกมเท่านั้น แต่เมื่อหมากในมือลดลงไปถึงหนึ่งในสาม จอมมารก็เริ่มสืบหาหนอนบ่อนไส้

 

ตอนแรกโวลเดอมอร์สงสัยรีมัส ลูปินมากที่สุด แต่เมื่อเขาออกคำสั่งให้เซเวอรัสกำจัดรีมัส เซเวอรัสไม่อาจทำได้ จึงบอกให้ลูปินไปซ่อนตัว ส่วนตัวเองกลับไปรายงานว่าเขาคลาดกับลูปิน ตอนนั้นเองที่จอมมารเริ่มสงสัยเซเวอรัส จึงจับตาดูเขาอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

 

เซเวอรัสไม่อาจกระดิกตัวทำอะไรได้ ได้แต่รับคำสั่งของจอมมารอย่างว่าง่าย แม้จะเป็นคำสั่งทรมานหรือฆ่ามักเกิ้ลและพ่อมดแม่มดผู้ไร้ความผิดใดใด แค่เพียงเพราะเป็นมักเกิ้ลและเกิดจากมักเกิ้ลเท่านั้น เซเวอรัสจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้จอมมารเชื่อใจเขา แม้ตัวเองจะต้องทุกข์ทรมานกับการฝันร้ายคืนแล้วคืนเล่าก็ตาม

 

เมื่อดัมเบิลดอร์เปิดรับสมัครอาจารย์วิชาปรุงยา จอมมารสั่งให้เซเวอรัสไปสมัครตำแหน่งนี้ เพื่อสืบข่าวจากฮอกวอตส์ให้เขา เซเวอรัสรู้ว่าในวันสัมภาษณ์งาน เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง ชายหนุ่มพยายามขอร้องดัมเบิลดอร์ว่า เขาจะไม่บอกคำพยากรณ์นี้ให้กับจอมมาร หากจอมมารไม่รู้ ลิลี่ก็จะไม่ต้องตกเป็นเป้าหมาย แต่ดัมเบิลดอร์สั่งให้เขาบอกเพียงครึ่งเดียว เหมือนกับที่เขาเคยบอกจอมมารไปแล้ว เพื่อให้คำพยากรณ์เป็นจริง

 

“ถึงเธอไม่บอก คนอย่างเขาก็ต้องหาทางรู้จนได้ สู้เธอไปบอกเขาเองไม่ดีกว่าหรือ เพื่อให้มั่นใจว่า เขาจะได้รู้เพียงครึ่งเดียว ไม่ใช่ทั้งหมด”

 

ดัมเบิลดอร์พยายามกล่อมเซเวอรัส และชายหนุ่มต้องยอมรับว่าดัมเบิลดอร์มีเหตุผล เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำตามที่ดัมเบิลดอร์ต้องการ

 

เมื่อถึงเวลาเตือนเจมส์กับลิลี่ที่กำลังตั้งครรภ์ว่า ลูกชายของพวกเขาตกเป็นเป้าหมาย แม้ลิลี่จะอยากให้เซเวอรัสเป็นผู้รักษาความลับ แต่เจมส์ไม่ยอม เจมส์ไม่ไว้ใจเขา ซึ่งเซเวอรัสก็คาดไว้แล้วว่าชายหนุ่มจะต้องไม่ยอม เขาจึงงัดสิ่งที่เจมส์เคยสัญญากับเขาไว้ตอนปีหนึ่งขึ้นมา

 

“จำที่เราพนันกันตอนปีหนึ่งได้ไหม นายสัญญาว่าจะทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง”

 

เซเวอรัสมองหน้าเจมส์ซึ่งขมวดคิ้วมุ่น ชายหนุ่มย่อมจำได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาแพ้ให้กับเซเวอรัส

 

“ฉันขอให้นายยอมให้ฉันเป็นผู้รักษาความลับ”

 

แม้ตอนแรกเจมส์จะยืนกรานไม่ยอมท่าเดียว กระทั่งดัมเบิลดอร์ยืนยันว่าเซเวอรัสไว้ใจได้ เจมส์ก็ยังไม่ยอม จนลิลี่ต้องยอมบอกเรื่องที่เซเวอรัสรู้ว่า หากพวกเขาให้ปีเตอร์เป็นผู้รักษาความลับจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปีเตอร์จะทรยศพวกเขาเพราะกลัวจอมมาร และหลบหนีตลอดชีวิต ซิเรียสจะต้องไปลงเอยในคุก
อัซคาบันถึงสิบสองปี แม้หนีออกมาได้ก็ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนจนตาย เธอกล่อมจนเจมส์ยอมเชื่อ และตกลงให้เซเวอรัสเป็นผู้รักษาความลับในที่สุด เพื่อเพื่อน ๆ ของเขา

 

ดัมเบิลดอร์บอกทั้งสองว่า มีเวลาจนถึงวันฮาโลวีนปีหน้า เจมส์กับลิลี่กอดกันแน่น เซเวอรัสหลุบตาลงมองพื้นอย่างขมขื่น

 

~*~*~*~

 

เซเวอรัสทำให้แน่ใจว่าจอมมารจะไม่ล่วงรู้ความลับของเขา จนกว่าจะถึงวันฮาโลวีนปีหน้า ชายหนุ่มไปหาลิลี่ที่ก็อดดริกส์โฮลโล่บ้างตามคำขอร้องของเธอ เซเวอรัสอยากเจอเธอ แต่ก็ไม่อยากเห็นหน้าเจมส์ และเพราะเขาเกรงว่าจอมมารอาจจะล่วงรู้ เขาจึงไม่อาจไม่หาเธอบ่อย ๆ ได้

 

หลังจากแฮร์รี่เกิด เซเวอรัสก็ไม่ได้ไปหาเธออีกเลย เขาปล่อยให้เธอใช้เวลากับครอบครัวของเธอ ในขณะที่เขาพาพ่อกับแม่ไปซ่อนไว้ในชนบทที่ห่างไกล เพื่อป้องกันไม่ให้จอมมารและ
ผู้เสพความตายตามไปเจอ และใช้พ่อแม่บีบบังคับเขา

 

คืนก่อนวันฮาโลวีน ดัมเบิลดอร์เรียกเซเวอรัสไปที่ห้องทำงาน

 

“เซเวอรัส นั่งลงก่อนสิ”

 

เมื่อชายหนุ่มมาถึง อาจารย์ใหญ่ก็เชิญให้เขานั่งลงบนเก้าอี้นวมมีที่รองแขนหนานุ่ม เซเวอรัสนั่งเงียบ รอให้ดัมเบิลดอร์เอ่ยธุระ แต่ชายชรากลับจ้องเขาด้วยดวงตาสีฟ้าที่บัดนี้ไม่มีประกายวิบวับอย่างเคย มีเพียงความเห็นใจและเศร้าโศก เซเวอรัสไม่อาจทนสายตานั้นได้นาน จึงเอ่ยถามขึ้น

 

“คุณเรียกผมมาทำไม”

 

ดัมเบิลดอร์ยังไม่ตอบคำถามของเขาทันที ชายชราถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยปาก

 

“เธอจะทำอย่างนี้จริง ๆ หรือ เซเวอรัส”

 

ชายหนุ่มนิ่งงันไปเมื่อได้ฟังคำถามนั้น ดัมเบิลดอร์รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร

 

“คุณห้ามผมไม่ได้หรอก ดัมเบิลดอร์ ผมตัดสินใจแล้ว”

 

ดัมเบิลดอร์จ้องมองเขาเนิ่นนาน เซเวอรัสรู้สึกเหมือนเขาเห็นดวงตาสีฟ้าคู่นั้นมีน้ำตาคลอ แต่นั่นอาจจะเป็นแค่เงาจากแว่นตาของชายชราก็ได้

 

“ถ้าอย่างนั้น เรามาดื่มกันหน่อยไหม”

 

ดัมเบิลดอร์โบกไม้กายสิทธิ์ ประตูตู้ใบหนึ่งเปิดออก ก่อนที่ขวดใส่บัตเตอร์เบียร์กับแก้วใสสองใบจะลอยมาจัดเรียงตัวเองที่โต๊ะตรงหน้าพวกเขา

 

“ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบดื่มเหล้า แต่ถ้าเป็นบัตเตอร์เบียร์ คงได้สินะ” อาจารย์ใหญ่รินบัตเตอร์เบียร์จากขวดใส่แก้วทั้งสองใบ ก่อนจะหยิบแก้วใบหนึ่งชูขึ้นแล้วพูดว่า

 

“ฉันขอดื่มให้เธอ เซเวอรัส สเนป”

 

แล้วชายชราก็ยกเครื่องดื่มในมือ ดื่มจนหมดแก้วในครั้งเดียว เซเวอรัสมองดัมเบิลดอร์ดื่มบัตเตอร์เบียร์ ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนมีก้อนอารมณ์จุกอยู่ที่คอ เขาค่อย ๆ ยกแก้วที่เหลือขึ้นจิบบ้าง รสชาติหวานละมุนของบัตเตอร์เบียร์แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก ก้อนความรู้สึกที่อยู่ในอกค่อย ๆ คลายลง เหลือเพียงความอบอุ่นจากเครื่องดื่มที่แทรกซึมไปทั่วร่าง

 

“ฝากเธอด้วยนะครับ”

 

เซเวอรัสรวบรวมเสียงของตัวเองเอ่ยออกมา แม้จะเป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่ดัมเบิลดอร์ก็ได้ยิน เขาพยักหน้ารับคำ

 

“แน่นอน ฉันให้สัญญา”

 

~*~*~*~

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ค่ะ T T

บทที่ 13 (จบ)

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 11

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

แนว: ดราม่า

เรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่นของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

บทที่ 1

บทที่ 2

บทที่ 3

บทที่ 4

บทที่ 5

บทที่ 6

บทที่ 7

บทที่ 8

บทที่ 9

บทที่ 10

 

 

XI 

 

เมื่อปีสามมาเยือน สิ่งที่เด็กนักเรียนฮอกวอตส์ต่างรอคอยก็คือ การได้ไปเที่ยวฮอกส์มี้ดในวันหยุด เซเวอรัสและลิลี่ได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวทั้งคู่ ทว่า สำหรับเซเวอรัสแล้ว การไปฮอกส์มี้ดก็ไม่ต่างจากการทรมานตัวเอง เนื่องจากฐานะทางบ้านของเขาไม่ดีพอจะให้เด็กชายใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การต้องไปเห็นร้านรวงที่เต็มไปด้วยขนมน่าอร่อยและของเล่นน่าสนใจ แต่ไม่อาจซื้อได้ ทำให้เด็กชายรู้สึกน้อยใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อก่อนเซเวอรัสจึงเลือกที่จะอยู่โยงเฝ้าปราสาท ทว่า สำหรับเขาตอนนี้
ที่ผ่านความยากแค้นมาหลายสิบปี มีความอดทนมากขึ้น หรือจะบอกว่าความอยากได้สิ่งของต่าง ๆ ของเขาลดลง เซเวอรัสจึงตัดสินใจไปฮอกส์มี้ดเพื่อจะได้คอยดูแลลิลี่ หรือหากจะพูดอีกอย่างคือ เพื่อคอยกันท่าไม่ให้พอตเตอร์เข้าใกล้เธออย่างง่ายดายเกินไปนัก

 

เจมส์ พอตเตอร์ เริ่มแสดงออกว่าเด็กชายมีใจให้ลิลี่ เริ่มจากการแกล้งเดินเล่นบนรถไฟด่วนฮอกวอตส์ เพื่อจะดูว่าเด็กหญิงนั่งอยู่ตู้ไหน เมื่อเห็นลิลี่นั่งอยู่กับเซเวอรัส เด็กชายก็ประตูเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะกลับไปยังตู้ของตัวเองเมื่อได้รับคำทักทายจากเธอแล้ว แม้เซเวอรัสจะไม่สบอารมณ์ แต่เขาก็ฉลาดเกินกว่าจะแสดงออกว่าหึงหวงลิลี่อย่างที่เมื่อก่อนเขาเคยทำ เด็กหญิงจะไม่ชอบใจ และเจ้านั่นจะมีข้ออ้างให้อยู่ที่ตู้โดยสารนี้นานขึ้น หากเขาสอดปากขึ้นมา

 

ต่อมา เจมส์ยังคงแสดงออกชัดเจนว่าเขาชอบลิลี่ เด็กชายทักทายเธอทุกครั้งที่เห็นเธอ และยังเอ่ยปากขอให้เธอไปดูเขาแข่งควิดดิช จนเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มของลิลี่เอ่ยปากแซว ทุกครั้งที่แข่งชนะ เจมส์จะมองหาลิลี่ท่ามกลางฝูงชน เพื่อดูว่าเธอปลื้มชัยชนะของเขาหรือไม่

 

แม้ลิลี่จะไม่ได้แสดงท่าทีว่าชอบเจมส์ แต่เธอก็ไม่ได้แสดงออกว่ารังเกียจเขา แน่ล่ะว่าเธอยังมองว่าเขาเป็นคนอวดดี ขี้โอ่ ชอบเป็นจุดสนใจ และหลงตัวเอง แต่เพราะพวกเจมส์ไม่ได้ยุ่งกับเซเวอรัส ไม่ได้คอยหาเรื่องเพื่อนของเธอ ความรู้สึกของเด็กหญิงที่มีต่อพวกเจมส์จึงดีขึ้นมาเล็กน้อย

 

เย็นวันหนึ่ง เจมส์พยายามชวนเธอไปเที่ยวฮอกส์มี้ดด้วยกัน แต่เด็กหญิงบอกว่าเธอมีนัดกับเซเวอรัสแล้ว

 

“เธอกับสเนปเป็นแฟนกันเหรอ”

 

เด็กชายเอ่ยถามเธอตามตรง ตรงเสียจนลิลี่หน้าแดง

 

“เปล่า! เราเป็นเพื่อนกัน”

 

เจมส์ยิ้มเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาบอกว่า “ถ้างั้น ไว้คราวหน้าไปด้วยกันนะ ตกลงไหม”

 

ลิลี่ไม่เห็นเหตุผลที่จะปฏิเสธเขา เธอจึงตอบ “ก็ได้” แล้วรีบเดินหนีเด็กชายไปยังห้องสมุด ทิ้งให้เจมส์ยืนยิ้มกว้าง ก่อนจะกระโดดตัวลอยกลับไปหาซิเรียส รีมัส และปีเตอร์ที่รอเขาอยู่ในห้องนั่งเล่นรวมเพื่อเล่าเรื่องลิลี่ให้เพื่อน ๆ ฟัง

 

“เจ้านั่นต้องการอะไรเหรอ”

 

เซเวอรัสกระซิบถามอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เมื่อลิลี่มาสมทบกับเขาที่ห้องสมุด

 

“ก็แค่มาชวนไปฮอกส์มี้ดด้วยกัน แต่ฉันบอกไปแล้วว่าฉันจะไปกับเธอ” เด็กหญิงตอบขณะหยิบเรียงความวิชาแปลงร่างที่เขียนค้างไว้ขึ้นมาวางบนโต๊ะ

 

เซเวอรัสมองเธอลุกไปค้นหนังสืออ้างอิง เด็กชายอ้าปากราวกับอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เลือกที่จะไม่พูด แล้วกลับไปสนใจเรียงความของตัวเองซึ่งไม่คืบหน้าเลย เพราะมัวแต่รอถามลิลี่เรื่องเจมส์

 

หลังจากเด็กหญิงนั่งลงเขียนเรียงความไปได้ไม่กี่นาที เซเวอรัสก็หมดความอดทน

 

“ลิลี่ เธอคิดยังไงกับเขา”

 

“เขาไหน” ลิลี่เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าจากเรียงความ เธอรู้ดีว่าเด็กชายหมายถึงใคร แต่ถามเพื่อถ่วงเวลาเสียมากกว่า

 

“เจมส์ พอตเตอร์ เธอคิดยังไงกับเขาเหรอ”

 

เด็กหญิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดโดยไม่หันมามองเซเวอรัสว่า “ไม่รู้สิ ฉันว่าเขาชอบอวดเก่งและหลงตัวเองมากไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะ”

 

คำตอบของลิลี่ทำให้เซเวอรัสรู้สึกไม่พอใจ แต่ก่อนลิลี่ยังเรียกเจ้านั่นว่า “ผ้าขี้ริ้วจอมยโส” อยู่เลย

 

เด็กชายอยากจะบอกเธอว่าเจ้านั่นเคยทำอะไรเขาไว้ในอดีต อยากให้เธอเห็นว่าเจ้านั่นร้ายกาจกับเขาแค่ไหน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เขากับเธอต้องสิ้นสุดความเป็นเพื่อนกัน แต่เขารู้ดีว่าไม่ควรพูด จึงนั่งเขียนเรียงความของตัวเองไปเงียบ ๆ

 

~*~*~*~

 

เมื่อถึงวันไปฮอกส์มี้ด ลิลี่ดูสวยน่ารักในชุดกระโปรงสีน้ำเงินแขนตุ๊กตาที่มีลายดอกไม้เล็ก ๆ สีขาวกระจายทั่วผืนผ้า อากาศในเดือนตุลายังไม่ถึงกับหนาว แต่ก็เริ่มเย็น เธอจึงสวมเสื้อมีฮู้ดแขนยาวสีขาวทับอีกชั้น ส่วนเซเวอรัสนั้นสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เริ่มหมองกับกางเกงขายาวสีดำตัวเก่าของพ่อ ทำให้เขาดูเหมือนบริกรในร้านอาหารของมักเกิ้ล

 

“ชุดสวยดีนี่ สนิฟเวลลัส นายจะไปสมัครทำงานพิเศษที่ร้านไม้กวาดสามอันเหรอ”

 

ซิเรียสที่เดินตามหลังเซเวอรัสกับลิลี่อยู่ห่าง ๆ เอ่ยทักเสียงดังจนนักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนในบริเวณนั้นหันมามองเซเวอรัส บางคนหัวเราะอย่างเปิดเผย บางคนก็เบือนหน้าไปอีกทางเพื่อแอบขำ หน้าซีดขาวของเด็กชายขึ้นสีเข้มด้วยความอับอาย แต่ลิลี่หันไปถลึงตาใส่ซิเรียส และเจมส์ที่เดินตามหลังซิเรียสมา แล้วพูดกับเซเวอรัสว่า

 

“อย่าไปสนใจเลย ไปกันเถอะ”

 

เด็กหญิงเอื้อมมือมาคล้องแขนของเซเวอรัส ก่อนจะลากเขาให้เดินเร็วขึ้น เด็กชายแอบมองแขนของลิลี่ที่คล้องกับแขนเขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขับไล่ความอับอายเรื่องรูปลักษณ์ของตัวเองไปจนหมดสิ้น

 

ทั้งสองตรงไปยังหมู่บ้านฮอกส์มี้ดซึ่งเริ่มประดับประดาด้วยฟักทองและของตกแต่งต้อนรับวันฮาโลวีน ลิลี่ลากเซเวอรัสเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ และชี้ชวนให้ดูการประดับตกแต่งต่าง ๆ เช่น ตุ๊กตาค้างคาวที่บินอยู่เหนือเพดาน ดูสมจริงมากจนนึกว่าเป็นค้างคาวเป็น ๆ ทั้งสองเดินไปทั่วจนถึงเพิงโหยหวน แม้เซเวอรัสจะรู้ดีว่าผีอะไรนั่นไม่มีจริง แต่เขาก็ยังยอมตามลิลี่ไป และไม่ขัดจังหวะเธอเมื่อเธอเริ่มเล่าเรื่องผีที่ได้ยินมาจากเพื่อน ๆ อีกที

 

พวกเขาปิดท้ายวันด้วยบัตเตอร์เบียร์ร้านไม้กวาดสามอัน ลิลี่ยืนกรานจะเลี้ยงเขาให้ได้ เซเวอรัสจึงบอกเธอว่า เขาจะเก็บเงินค่าขนมมาจ่ายให้เธอทีหลัง แม้เธอจะทำหน้ามุ่ยตอนที่เขาพูดแบบนั้น แต่เด็กหญิงก็ยอมตกลง ทั้งสองจึงดื่มบัตเตอร์เบียร์อุ่น ๆ อย่างมีความสุข

 

~*~*~*~

เราอาจจะซอยตอนย่อยเกินไปหน่อย ขอโทษนะคะที่ทำให้ต้องลำบากคลิ๊กหลายรอบ ฮา

ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้

บทที่ 12

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 10

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

แนว: ดราม่า

เรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่นของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

บทที่ 1

บทที่ 2

บทที่ 3

บทที่ 4

บทที่ 5

บทที่ 6

บทที่ 7

บทที่ 8

บทที่ 9

 

 

 

 

เซเวอรัสไม่ได้คุยกับลิลี่เลยตั้งแต่วันนั้น รุ่งเช้า เมื่อเขาเจอเธอที่โต๊ะอาหาร เด็กหญิงก็ทักแค่ “อรุณสวัสดิ์” ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินขนมปังปิ้ง เมื่อขึ้นรถไฟด่วนฮอกวอตส์เพื่อกลับบ้าน ลิลี่ก็เลือกนั่งกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงของเธอ เซเวอรัสจึงเลี่ยงไปนั่งตู้ว่างสุดขบวนเพียงลำพัง

 

ตอนนี้เขาปิดเทอมได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว เซเวอรัสออกตามหาเด็กหญิงทุกที่ที่พวกเขาเคยไป สนามเด็กเล่น ใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำ เด็กชายไม่กล้าไปหาเธอที่บ้าน เขาจึงได้แต่วนเวียนอยู่แถวนั้น หวังว่าเธอจะปรากฎตัวขึ้นมาสักวัน

 

เด็กชายไม่โทษลิลี่ที่หลบหน้าเขา เพราะเขาพูดอะไรแบบนั้นออกไปกะทันหันเอง เธอคงตกใจ และต้องการเวลาคิด ไม่ว่าคำตอบจะออกมาเป็นแบบไหน เซเวอรัสก็เตรียมใจรับไว้แล้ว เรื่องเดียวที่เขาจะขอร้องลิลี่คือ ขอให้เธอเป็นเพื่อนเขาต่อไป อย่าได้หายไปจากชีวิตเขาอีกเลย เขาทนไม่ได้ที่จะต้องสูญเสียเธอไปอีกครั้ง

 

ขณะที่เซเวอรัสเฝ้ารออย่างกระวนกระวายอยู่นั้น ลิลี่เองก็คิดหัวแทบจะระเบิดว่าเธอควรจะทำอย่างไรดี

 

ลิลี่เพิ่งเคยถูกเด็กผู้ชายบอกรักเป็นครั้งแรก เธอเข้าใจความหมายของคำว่า “รัก” ที่เขาบอกว่าไม่ใช่รักแบบเพื่อน แต่เด็กหญิงไม่เข้าใจตัวเองว่า เธอรู้สึกอย่างไรกับเซเวอรัสกันแน่

 

ตอนแรกเธอตกใจ เพราะคิดไม่ถึงว่าเซเวอรัสจะมีความรู้สึกแบบนั้นต่อเธอ ต่อมาเธอรู้สึกเขินอายและ…ดีใจ ใช่ เธอรู้สึกดีใจที่เขารักเธอ แต่เธอไม่รู้ว่าเธอรักเซเวอรัสแบบเดียวกับที่เขารักเธอรึเปล่า เธอชอบที่พวกเขาสนิทกัน ชอบที่พูดคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ซึ่งหมายถึงทุกเรื่องจริง ๆ แม้แต่เรื่องที่คุยกับเพื่อน ๆ ผู้หญิงไม่ได้ เธอก็คุยกับเขาได้ เซฟเข้าอกเข้าใจเธอดี เขาฉลาดมาก และดีกับเธอเสมอ เธอชอบมีเขาอยู่ใกล้ ๆ เรียนด้วยกัน เล่นสนุกกัน พูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเรียนจบ ทำงานก็ยังเป็นเพื่อนกันตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง

 

ลิลี่ไม่แน่ใจว่าความรู้สึกแบบนี้เป็นรักแบบเพื่อน หรือมากกว่านั้น เด็กหญิงลองไปถามเพ็ตทูเนียว่ารักแบบที่มากกว่าเพื่อนนั้นเป็นอย่างไร แต่พี่สาวของเธอกลับว่าเธอว่า หน้าไม่อาย

 

เด็กหญิงลอบถอนใจเมื่อนึกถึงพี่สาว บางทีทูนี่ก็ชอบทำเรื่องต่าง ๆ ให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ก่อนเธอกับพี่สาวสนิทกันมากและทูนี่ก็ใจดีกับเธอมากกว่านี้ แต่หลังจากที่เธอเข้าเรียนที่ฮอกวอตส์ พี่สาวของเธอก็เปลี่ยนไป จ้องจะจับผิดเธอทุกอย่าง และบอกว่าเธอเป็นตัวประหลาด เมื่อตอนปิดเทอมหน้าร้อนคราวที่แล้ว ลิลี่พยายามจะสานสัมพันธ์กับพี่สาวให้เหมือนเมื่อก่อน แต่เพ็ตทูเนียแทบไม่เปิดใจรับเธอเลย เธอเขียนจดหมายไปกี่ฉบับ พี่สาวก็ไม่ตอบกลับ จนลิลี่เลิกเขียนไปเอง

 

ลิลี่เคยคิดว่าเธอเข้าใจเพ็ตทูเนียดี พี่สาวเธอแค่อยากมีเวทมนตร์เหมือนเธอเท่านั้น ไม่ได้เกลียดอะไรเธอจริงจังหรอก แต่ตอนนี้เธอไม่แน่ใจแล้ว เธออาจจะไม่เข้าใจไรเลยก็ได้ ไม่เข้าใจพี่สาว ไม่เข้าใจเซฟ และไม่เข้าใจตัวเอง

 

เธอหลบอยู่แต่ในบ้านมาหลายวันแล้ว แม้จะยังคิดอะไรไม่ออก แต่เธอจะหลบหน้าเซเวอรัสต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ เธอต้องไปเผชิญหน้ากับเด็กชาย แค่บอกเขาไปตามตรงว่า เธอไม่รู้ เซเวอรัสคงเข้าใจเธอเหมือนที่เขาเข้าใจเธออย่างดีมาตลอด

 

วันรุ่งขึ้น ลิลี่ตื่นแต่เช้าไปที่ริมแม่น้ำซึ่งเธอกับเซเวอรัสมานั่งเล่นกันประจำ เด็กชายมาถึงก่อนแล้วอย่างที่เธอคาดไว้ เขานั่งพิงโคนต้นไม้ต้นโปรด สายตามองเหม่อไปยังแม่น้ำ

 

เด็กหญิงลอบสูดหายใจเข้าลึก ๆ เรียกความกล้าให้ตัวเอง ก่อนจะเดินตรงไปหาเซเวอรัส

 

เด็กชายหันมองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร เขาก็รีบผุดลุกขึ้นยืน และเดินตรงมาทางเธอช้า ๆ เรียกชื่อเธอออกมาด้วยความดีใจ

 

“ลิลี่”

 

“อรุณสวัสดิ์ เซฟ”

 

ลิลี่ยิ้มให้เขา แม้จะเป็นรอยยิ้มเกร็ง ๆ แต่เซเวอรัสก็ยิ้มตอบด้วยความโล่งใจ ในที่สุดเธอก็มา เธอไม่หลบหน้าเขาแล้ว

 

“เซฟ เรื่องที่เธอบอกฉันวันนั้น… ฉันอยากจะบอกกับเธอตามตรงนะ” เด็กหญิงสบตากับเด็กชายที่ยืนอยู่ห่างจากเธอสองก้าว แสงแดดยามเช้าตกกระทบผิวขาวซีดของเซเวอรัสจนดูราวกับว่า หากเธอกระพริบตา เขาอาจจะจางหายไปกับอากาศ

 

ลิลี่จึงไม่กล้ากระพริบตา ขณะพูดสิ่งที่เธอคิดออกไป

 

“ความจริงแล้ว ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉันคิดกับเธออย่างไร ฉันรู้แค่ว่า ฉันชอบเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ฉันชอบเวลาที่ได้อยู่กับเธอ แต่ฉันไม่รู้ว่าความรักที่เกินกว่าคำว่าเพื่อนเป็นอย่างไร”

 

เด็กหญิงหยุดพิจารณาสีหน้าของเซเวอรัส เด็กชายเบิกตากว้างราวกับประหลาดใจในคำตอบของเธอ ก่อนที่เขาจะคลี่ยิ้มซึ่งทำให้ใบหน้าที่ดูเย็นชาอยู่เสมอนั้นอบอุ่นขึ้นมา เด็กชายบอกกับเธอว่า

 

“ไม่เป็นไร ลิลี่ เธอยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร” เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมาบ้าง “ฉันนึกว่าเธอจะไม่คุยกับฉันแล้วเสียอีก โล่งอกไปที”

 

“ฉันต้องคุยกับเธออยู่แล้ว เซฟ เราเป็นเพื่อนกันนะ เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลยรู้ไหม”

 

ลิลี่พูดอย่างจริงจัง เซเวอรัสรู้สึกตื้นตันใจ เขารู้ว่าเธอพูดจริง เขาจึงบอกเธอบ้าง “เธอก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ดีที่สุดในชีวิตฉันเลย”

 

เด็กหญิงยิ้มให้กับประโยคนั้น ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอเองก็โล่งใจเช่นกันที่เซเวอรัสไม่โกรธเธอ และดีใจที่เขาบอกว่า เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเขา

 

“ลิลี่ ฉันขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม”

 

เด็กชายเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขาทรุดตัวนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นโปรดที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย แสงแดดที่ลอดผ่านกลุ่มใบไม้ซึ่งไหวตามแรงลมเอื่อย ๆ ทำให้เกิดแสงวิบวับจับต้องใบหน้าของเด็กทั้งสอง

 

“อะไรเหรอ”

 

เด็กหญิงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม เธอยังคงรู้สึกดีใจที่ได้กลับมาคุยกับเพื่อนเหมือนเดิม

 

“จากนี้ไปฉันอาจจะไปเข้าร่วมกับกลุ่มผู้เสพความตาย—แต่ไม่ใช่เพราะอยากเข้าหรอกนะ ฉันจะเป็นสายสืบให้ภาคีของดัมเบิลดอร์น่ะ” เซเวอรัสรีบบอกเมื่อเห็นลิลี่ขมวดคิ้ว หลังจากเธอมีสีหน้าผ่อนคลายลง เขาก็เอ่ยต่อ “ฉันอาจจะต้องทำตัวร้ายกาจเพื่อให้พวกนั้นเชื่อใจฉัน เมื่อถึงตอนนั้น ฉันขอร้อง ขอให้เธอเชื่อใจฉัน ขอให้เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม…ได้ไหม”

 

ลิลี่มองหน้าเด็กชาย มองแววตาสีดำที่มีแววอ้อนวอนของเขา แม้เด็กหญิงจะไม่แน่ใจว่า ‘ทำตัวร้ายกาจ’ ที่เซเวอรัสพูดนั้นถึงขั้นไหน เธอเคยเห็นเขาทำตัวร้ายกาจกับพี่สาวของเธอมาแล้ว และเธอก็ไม่ชอบเลย แต่ช่วงหลังมานี้เซเวอรัสทำตัวดีมาก แม้จะยังไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนอื่นเท่าไร แต่ก็มีมารยาทมากพอจะคุยกับเพื่อนของเธอดี ๆ และไม่แกล้งเพ็ตทูเนียอีกเลย

 

เธอจึงเลือกที่จะเชื่อใจเขา

 

“ได้สิ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเป็นเพื่อนกันเสมอ ฉันสัญญา”

 

เด็กหญิงชูนิ้วก้อยข้างซ้ายขึ้นมา เซเวอรัสค่อย ๆ ยกมือขึ้น และเกี่ยวนิ้วก้อยของเขากับนิ้วก้อยของลิลี่ เธอส่งยิ้มให้เขาอย่างร่าเริง เด็กชายยิ้มตอบเธอ ความรู้สึกเป็นสุขแผ่ไปทั่วร่าง จนเขาอยากจะหยุดช่วงเวลานี้ไว้

 

~*~*~*~

 

ใกล้จบแล้วค่ะ ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ

บทที่ 11

SevLily

[SevLily] This Time I Will Never: บทที่ 9

This Time I Will Never

Severus Snape and Lily Evans

แนว: ดราม่า

เรื่องนี้เป็นแฟนฟิคชั่นของหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ค่ะ

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่

บทที่ 1

บทที่ 2

บทที่ 3

บทที่ 4

บทที่ 5

บทที่ 6

บทที่ 7

บทที่ 8

 

IX

 

 

“กบช็อกโกแลต พายฟักทอง ทรัยเฟิล ไม้กายสิทธิ์รสชะเอม”

 

เซเวอรัสพยายามเดารหัสผ่านห้องอาจารย์ใหญ่ แต่รูปปั้นหินการ์กอยล์ยังไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

 

“พุดดิ้งคริสต์มาส เบอร์ตี้บอตต์เยลลี่เม็ดทุกรส หมากฝรั่งของดรูเบิล เปปเปอร์อิมพ์ ปากกาขนนกน้ำตาลปั่น”

 

ทันใดนั้นเอง รูปปั้นก็กระโดดหลบไปด้านข้าง พร้อมกับที่กำแพงหินด้านหลังแยกออก เผยให้เห็นบันไดเวียนที่นำไปสู่ห้องอาจารย์ใหญ่

 

“ปากกาขนนกน้ำตาลปั่นเหรอ”

 

ลิลี่ที่ยืนอยู่ข้างเด็กชายพึมพำอย่างเหลือเชื่อ เซเวอรัสหลุดยิ้มกับท่าทางของเธอ ก่อนจะเดินนำไปยังบันไดหิน เมื่อทั้งสองก้าวขึ้นไปยืนบนขั้นบันไดแล้ว บันไดหินก็เริ่มเคลื่อนขึ้นไปด้านบนช้า ๆ

 

ในที่สุดพวกเขาก็มายืนอยู่หน้าประตูไม้โอ๊กมันวาว เด็กชายมองที่เคาะประตูทองเหลืองรูปกริฟฟิน ก่อนจะเอื้อมไปจับมันเคาะเบา ๆ

 

ประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นห้องทำงานทรงกลมที่เต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือน่าสนใจ มันอยู่ในสภาพเกือบเหมือนที่เซเวอรัสจำได้ ยกเว้นแต่ไม่มีรูปดัมเบิลดอร์ประดับไว้บนผนัง

 

ดัมเบิลดอร์ตัวจริงนั่งอยู่ที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน ชายชรามองเด็กทั้งสองแล้วยิ้ม

 

“สายัณห์สวัสดิ์ เซเวอรัส ลิลี่ นั่งลงก่อนสิ”

 

ดัมเบิลดอร์เอ่ยราวกับรอเด็กทั้งสองอยู่แล้ว ขณะตวัดไม้กายสิทธิ์สองครั้ง เสกเก้าอี้นวมน่าสบายสองตัวออกมาตั้งตรงหน้าโต๊ะทำงาน

 

เซเวอรัสกับลิลี่นั่งลงอย่างว่าง่าย ก่อนที่เซเวอรัสจะเอ่ยขึ้นว่า “ผมมีเรื่องต้องเล่าให้อาจารย์ฟังครับ”

 

“เห็นได้ชัดอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่พยายามทายรหัสผ่านห้องทำงานของฉันอยู่นานหรอก ใช่ไหม”

 

ดัมเบิลดอร์ขยิบตาให้เด็กชาย เซเวอรัสสบตาสีฟ้าที่เปี่ยมเมตตาของอาจารย์ใหญ่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชายชราฟัง รวมไปถึงเรื่องที่เขาปกปิดลิลี่ไว้ทั้งหมด เรื่องที่เขาเป็นผู้เสพความตาย ที่เขาขายเธอให้จอมมาร เด็กชายไม่กล้าหันไปมองหน้าลิลี่ กลัวจะต้องเห็นสีหน้าผิดหวังของเธอ เขาจึงได้แต่เล่าต่อไปเรื่อย ๆ ดัมเบิลดอร์ฟังเรื่องราวของเขาอย่างสงบ จนกระทั่งเซเวอรัสเล่าจบ อาจารย์ใหญ่จึงเอ่ยปาก

 

“แล้วเธออยากทำอย่างไรต่อไป เซเวอรัส”

 

“ผมอยากให้ลิลี่กับครอบครัวของเธอปลอดภัย”

 

เซเวอรัสตอบทันที เขายังไม่กล้าหันไปมองหน้าลิลี่ จึงสบตาอาจารย์ใหญ่อยู่อย่างนั้น “อาจารย์…ช่วยได้ไหมครับ”

 

ดัมเบิลดอร์ไม่ตอบคำถามเขา แต่หันไปมองเด็กหญิง แล้วเอ่ยถามเธอว่า

 

“ลิลี่ เธออยากให้เซเวอรัสกับฉันช่วยไหม”

 

ดวงตาสีเขียวของลิลี่มีแววประหลาดใจกับคำถามที่คาดไม่ถึง เด็กหญิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอหันไปมองเซเวอรัส ซึ่งยังคงหลบตาเธอ ก่อนจะหันมาสบตาสีฟ้าของดัมเบิลดอร์ แล้วตอบว่า

 

“ไม่ค่ะ”

 

คำตอบของเด็กหญิง ทำให้เซเวอรัสหันมามองเธออย่างตกตะลึง ลิลี่สบตาสีดำที่เบิกกว้างของเด็กชาย ก่อนจะพูดต่อ

 

“ถ้าฉันไม่ตายเพื่อลูก ก็จะไม่มีคนปราบจอมมารได้ เพราะงั้น…” เด็กหญิงเม้มปากก่อนจะบอกอย่างตัดสินใจแล้ว “เธอไม่ต้องช่วยฉันหรอก เซฟ ช่วยดูแลลูกชายฉันหลังจากที่ฉันตายไปแล้วก็พอ”

 

“แต่…”

 

เซเวอรัสอยากคัดค้าน แต่กลับพูดอะไรไม่ออก เขาได้แต่มองหน้าลิลี่ด้วยสายตาอ้อนวอน หวังว่าเด็กหญิงจะเปลี่ยนใจ แต่ลิลี่คลี่ยิ้มบางให้เขา เป็นเชิงว่าเธอไม่เป็นไร เธอตัดสินใจแล้ว
ดัมเบิลดอร์จึงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ

 

“ลิลี่ เธอแน่ใจนะ”

 

“ค่ะ” เด็กหญิงตอบรับขณะสบตาของดัมเบิลดอร์อย่างแน่วแน่ ก่อนจะหันไปหาเซเวอรัสอีกครั้ง

 

“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะขอร้องเธอ เซฟ”

 

“ได้ ฉันรับปากจะช่วยเธอทุกอย่าง” เด็กชายรีบบอกอย่างมีความหวัง หวังว่าเธอจะเปลี่ยนใจ แต่คำขอของลิลี่ต้องทำให้เขาผิดหวังอีกครั้ง

 

“เธอช่วยเป็นผู้รักษาความลับแทนเพ็ตติกรูว์ได้ไหม ฉันไม่อยากให้เขากับแบล็กต้องลงเอยแบบนั้นอีก”

 

ดวงตาสีเขียวของเธอมีแววเว้าวอน ขณะสบกับดวงตาสีดำของเซเวอรัสที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง เด็กชายไม่ตอบคำอยู่ครู่หนึ่ง ลิลี่ขอให้เขาปกป้องพวกน่าสมเพชนั่น แต่กลับไม่ยอมให้เขาปกป้องเธอ ทำไมเขาต้องช่วยพวกมันด้วย ทำไมเธอไม่ให้เขาช่วยเธอ ความรู้สึกอัดอั้นตันใจเกือบจะทำให้เขาเอ่ยปฏิเสธ แต่แล้วเขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงสบตาเธอ ก่อนจะเอ่ยรับปาก

 

“ตกลง”

 

~*~*~*~

 

นับจากวันนั้นทั้งสองก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก ลิลี่ทำตัวเหมือนปกติทุกอย่าง ยกเว้นชอบหลบสายตาเจมส์ตอนที่เด็กชายมองมาทางเธอ

 

อันที่จริง หากเซเวอรัสไม่ได้สังเกตเธอเป็นพิเศษ เขาก็คงจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกตินี้ เพราะแต่เดิมนั้นลิลี่ก็ไม่เสวนากับกลุ่มของพอตเตอร์อยู่แล้ว เด็กหญิงไม่สนใจว่าพวกนั้นจะทำอะไร ยกเว้นแต่ตอนที่พวกนั้นมาแกล้งเพื่อน ๆ ในกลุ่มเธอ เธอจะออกปากไล่และชนกับพอตเตอร์ตรง ๆ ทว่า ตอนนี้แม้แต่หน้า
เจ้านั่นเธอก็ไม่มอง เซเวอรัสไม่รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร รังเกียจหรือเขินอาย เขาไม่กล้าถามเธอตามตรงเพราะกลัวคำตอบ จึงได้แต่สะสมความหงุดหงิดไว้ในใจ

 

เซเวอรัสรักลิลี่ แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไรให้ลิลี่รักเขาตอบ ลิลี่รักเขาในฐานะเพื่อน และเขารู้ดีว่าความรู้สึกของเธอจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งลิลี่รู้แล้วว่าอนาคตจะต้องลงเอยกับพอตเตอร์ เธอยิ่งไม่มีทางมองมาที่เขา

 

จนแล้วจนรอด เซเวอรัสก็เลือกที่จะปิดบังความจริงที่ว่า เขารักลิลี่มาตลอด เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอกับดัมเบิลดอร์ฟังเหมือนว่า เขาแค่อยากปกป้องเธอในฐานะเพื่อน แม้เซเวอรัสจะคิดว่าดัมเบิลดอร์คงรู้ แต่สำหรับลิลี่ เด็กหญิงคงไม่รู้ เพราะเธอมองเขาเป็นเพื่อนสนิทมาตลอด และคงจะเป็นอย่างนั้นต่อไป หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ให้เธอรับรู้ความรู้สึกของเขา

 

ใช่ว่าเซเวอรัสไม่เคยคิดจะบอกเธอว่า เขารู้สึกอย่างไร เขาจินตนาการว่าตัวเองสารภาพความในใจกับลิลี่มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่กล้าพอจะบอกเธอจริง ๆ เขากลัวว่าเด็กหญิงอาจจะเปลี่ยนไป อาจจะตีตัวออกห่าง ไม่มองหน้า ไม่พูดคุยกับเขา เขาคิดว่าควรรอ รอให้เธอเริ่มมีความรู้สึกดี ๆ ต่อเขาบ้าง แล้วตอนนั้นเขาค่อยบอกเธอ

 

รอจนกระทั่งโอกาสของเขาหลุดลอยไปตลอดกาล

 

คราวนี้เขาก็ต้องปล่อยลิลี่ไปอีกอย่างนั้นเหรอ ปล่อยเธอไปให้พอตเตอร์ผู้จองหอง หลงตัวเอง น่ารังเกียจ ที่สำคัญคือเจ้านั่นดูแลเธอไม่ได้ ทำให้เธอต้องพบจุดจบแบบนั้น

 

เซเวอรัสรู้ดีว่าตัวเองไม่มีหวังที่ลิลี่จะหันมารักเขา และเขาก็ไม่ชอบลงแข่งทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะแพ้หมดรูป เขาเกลียดความพ่ายแพ้ เกลียดความจริงที่ว่าลิลี่ไม่ได้รักเขา ทว่า หากเขาไม่ลงมือทำอะไร เขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองได้

 

เขาจะไม่รออีกต่อไปแล้ว

 

~*~*~*~

 

ก่อนจะถึงงานเลี้ยงส่งท้ายปีการศึกษา เซเวอรัสขอให้ลิลี่ไปเดินเล่นริมทะเลสาบด้วยกัน ขณะที่เด็กหญิงกำลังยืนมองหมึกยักษ์ซึ่งขึ้นมาอาบแดดบนชายฝั่งและขยับหนวดยุกยิกอย่างมีความสุข เซเวอรัสก็โพล่งออกไปว่า

 

“ฉันรักเธอ”

 

ชั่วขณะหนึ่งที่ลิลี่ตัวแข็งทื่อ ก่อนที่เด็กหญิงจะ หันมาหาเขา เรือนผมสีแดงเข้มพลิ้วไหวน้อย ๆ ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างขณะเอ่ยถามเขาอย่างไม่แน่ใจว่า

 

“เธอว่าอะไรนะ”

 

เซเวอรัสนึกอยากหายตัวไปจากตรงนั้น ใบหน้าขาวซีดขึ้นสีแดงด้วยความอับอาย เขาเลือกจังหวะพูดไม่เหมาะเอาเสียเลย แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว เขาก็ต้องทำให้ชัดเจน เด็กชายจึงบังคับตัวเองให้สบตาลิลี่ ก่อนจะพูดช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเกือบเหมือนเสียงกระซิบ แต่ดังพอที่เธอจะได้ยิน

 

“ฉันรักเธอ ลิลี่”

 

ก่อนที่จะห้ามตัวเองได้ทัน เด็กชายก็พรั่งพรูสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

 

“ฉันรักเธอ รักมานาน… นานมาก ไม่ใช่รักแบบเพื่อนด้วย รักมาตลอดตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตฉัน…แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม”

 

เด็กชายหยุดครู่หนึ่ง เขาหวังว่าเด็กหญิงจะพูดอะไรบ้าง แต่เธอไม่พูดอะไรเลย ลิลี่ได้แต่มองหน้าเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง เซเวอรัสจึงพูดต่อ

 

“เธอยังไม่ต้องตอบฉันตอนนี้ก็ได้ ฉันแค่อยากบอกให้เธอรู้ไว้ อยากให้เธอมองฉันบ้าง…ให้โอกาสฉันบ้าง”

 

เซเวอรัสรู้สึกว่าตนไม่อาจยืนอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป เขาอยากไปให้พ้นจากตรงนี้ ให้พ้นจากลิลี่ที่ยืนนิ่งมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่เธอได้ยิน เขาจึงบอก “แล้วเจอกันนะ” ก่อนจะเร่งเดินออกมาจากตรงนั้น กลับไปยังปราสาทและขังตัวเองอยู่บนเตียงในหอนอนที่ว่างเปล่า ไม่ไปร่วมงานเลี้ยงปิดเทอม เมื่อรีมัสที่กลับจากงานเลี้ยงก่อนเพื่อนเอ่ยถามเขาอย่างเป็นห่วงว่า ทำไมไม่ไปกินอาหารเย็น เซเวอรัสก็บอกแค่ว่าเขาอยากนอน ก่อนจะรูดม่านกั้นเด็กชายออกไปจากสายตา

 

เซเวอรัสหลับตาลง แต่ไม่อาจข่มตาหลับได้ เขานึกถึงสิ่งที่เพิ่งทำลงไป และสีหน้าตื่นตะลึงของลิลี่ เขาคงจะทำพลาดไปแล้ว เขาไม่น่าบอกเธอเลย จากนี้ไปเธออาจจะไม่อยากเห็นหน้าเขา ไม่อยากคุยกับเขาอีกแล้วก็ได้ เป็นความผิดของเขาเองที่ตัดสินใจบอกออกไป

 

เด็กชายนึกโทษตัวเองในใจซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งผล็อยหลับไป

 

~*~*~*~

 

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ค่ะ ฮือ ในที่สุดเซฟก็กล้าสารภาพแล้ว